เมื่อบรรดาผู้ประกอบการเอกชน แสดงตนต่อแถวยื่นขอรับการประมูลทีวีดิจิทัล หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดรับเอกสาร เมื่อวันที่ 28-29 ตุลาคมที่ผ่านมา …ปิดยอดตัวเลขผู้เข้าร่วมประมูลจำนวน 29 บริษัท 41 ซอง … งานนี้ต้องจับตาการแข่งขัน…ที่เปลี่ยนไปจากเดิมในช่วงซื้อเอกสารประมูล ที่มีผู้ซื้อซองเอกสารประมูลไปทั้งหมด 33 บริษัท 49 ซอง โดยคาดกันว่าช่องที่ผู้ประกอบการสนใจก็คือช่องเอชดี หรือวาไรตี้คมชัดสูง และเอสดี หรือวาไรตี้มาตรฐานแต่เมื่อยื่นขอรับการประมูล ช่องเอชดี กลับมีผู้ยื่นขอเคาะประมูลเพียง 9 ราย จากที่กำหนดไว้ 7 ช่อง คือ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 ), บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด, บริษัท พี เอ็ม กรุ๊ป จำกัด, บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3 ), บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด และบริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐ) ซึ่งบริษัท จันทร์ 25 จำกัด (ของนางสุรางค์ เปรมปรีดิ์) ที่จับตามองว่าหากยื่นช่อง เอชดี แข่งกับช่อง 7 อาจจะไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากคุณสุรางค์ ถือหุ้นในช่อง 7 ถึง 21% ซึ่งบทสรุปของศึกครั้งนี้ คุณสุรางค์ ไม่ยื่นประมูลช่อง เอชดี โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้มีผลกระทบกับช่อง 7 เห็นกับพนักงานที่มีความจงรักภักดีต่อครอบครัว ส่วนช่องเอสดี ได้รับความสนใจเกินคาด จากกำหนดไว้แค่ 7 ช่อง แต่มีผู้ยื่นประมูลถึง 16 ราย คือ บริษัท บีบีทีวี แซทเทลวิชั่น จำกัด (ช่อง 7 ), บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด, บริษัท อาร์.เอส. เทเลวิชั่นจำกัด, บริษัทอมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด, บริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐ), บริษัท ไทยทีวี จำกัด, บริษัท ทัช ทีวี จำกัด, บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3 ), บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด, บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด, บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด และบริษัท ทรู ดีทีที จำกัด สำหรับช่องข่าว กำหนด 7 ช่อง มีผู้มายื่นเคาะประมูล 10 ราย คือ บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด, บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (เดลินิวส์ ทีวี), บริษัท 3 เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท ไอ-สปอร์ตมีเดีย จำกัด, บริษัท ไทยทีวี จำกัด, บริษัท โพสต์ ทีวี จำกัด, บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด, บริษัท โมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด, บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด และบริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด และสุดท้ายช่องเด็ก/เยาวชน/ครอบครัว กำหนด 3 ช่อง มีผู้มายื่น 6 ราย คือ บริษัท โรสมีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริษัท ไทยทีวี จำกัด, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด, บริษัท เนชั่น คิดส์ จำกัด และบริษัท ทรู ดีทีที จำกัด จากราคาประมูลเริ่มต้นกำหนดไว้ช่องเอชดี ราคาเริ่มต้นที่ 1,510 ล้านบาท เคาะเพิ่มครั้งละ 10 ล้านบาท ช่องเอสดี เริ่มต้น 380 ล้านบาท เคาะครั้งละ 5 ล้าน ส่วนช่องข่าว เริ่มต้น 220 ล้านบาท เคาะครั้งละ 2 ล้านบาท และช่องเด็ก/เยาวชน/ครอบครัว เริ่มต้น 140 ล้านบาท เคาะครั้งละ 2 ล้านบาท ศึกชิงช่องเอสดี ครั้งนี้อาจเป็นเพราะราคาประมูลสูงลิ่วของช่องเอชดี ที่เริ่มต้นก็ 1,510 ล้านบาทแล้ว พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) บอกว่า กสท. กำหนดเบื้องต้นให้มีการประมูลวันละ 1 หมวดหมู่เท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายยื่นประมูล 2 หมวดหมู่ และจากนี้ผู้ประกอบการที่จะเข้าประมูลจะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเอกสาร การถือหุ้น โครงสร้างบริษัทต่าง ๆ ภายในกรอบ 45 วัน เพื่อประกาศผลผู้ที่มีสิทธิประมูลอีกครั้ง ซึ่งหากผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบเอกสาร เงินหลักประกัน 10 % ของหมวดหมู่ที่ยื่นประมูลจะได้รับคืนหรือแม้กระทั่งหากผู้เข้าร่วมประมูลเคาะราคาแพ้ ภายใน 30 วัน หลังประกาศผล กสทช.จะคืนเงินให้ผู้แพ้ทันที ประมาณ 13 ธันวาคมนี้ ต้องลุ้นกันอีกทีว่า ใครจะมีสิทธิเข้าร่วมประมูลกันบ้าง ส่วนการประมูลนั้นหากไม่ติดปัญหาใด ๆ คาดว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า คงได้เห็นโฉมหน้าผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลตัวจริง.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แข่งเดือดทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการแย่งช่องเอสดี เปิดตัวผู้เข้าแข่งขันอย่างเป็นทางการอีกรอบ…
Blog
-

แข่งเดือดทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการแย่งช่องเอสดี เปิดตัวผู้เข้าแข่งขันอย่างเป็นทางการอีกรอบ…
Facebook Comments -

ชงครม.อนุมัติราคาอ้อยขั้นต้น
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหาร (กบ.) ได้กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 56/57 แล้วที่ 900 บาทต่อตันอ้อย ซึ่งต่ำกว่าปืทีผ่านมาอยู่ที่ 950 บาทต่อตันอ้อย เนื่องจากราคาอ้อยในตลาดโลกปีนี้ ต่ำกว่าปีก่อน และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 31 -32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนขั้นตอนต่อไปอยู่ระหว่างการับฟังความเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใช้เวลา 10 วัน ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเห็นชอบ คาดว่า จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. และจะประกาศราคาอย่างเป็นทางการได้กลางเดือนพ.ย. นี้ นางอรรชกา ศรีบุญเรือง อธิบีดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ. ) ในฐานะคณะกรรมการกบ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาจะประกาศราคาอ้อยขั้นต้นภายในเดือน ต.ค. นี้ แต่ต้องเลื่อนไปกลางเดือนพ.ย. เนื่องจากตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นกรรมการ กนอ. เกษียณอายุราชการไป จึงต้องรอการแต่งตั้งคนอื่นเข้ามาแทน ส่วนต้นทุนการผลิตต่อไร่ที่ใช้คำนวณอยู่ที่ 838 บาทต่อไร่ ต่ำกว่าต้นทุนของชาวไร่ที่ เนื่องจากราคาเป็นราคาหน้าไร่ยังไม่รวมต้นทุนขนส่งแต่ต้นทุนที่ชาวไร่คำนวณที่ได้สูงกว่า 1,000 บาทนั้นได้รวมต้นทุนขนส่งเข้าไปด้วย “ ราคาอ้อยขั้นต้นใหม่ จะต้องชดเชยส่วนเพิ่มให้กับชาวไร่อ้อยเท่าไรนั้น หรือด้วยแนวทางใด จะเป็นการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)มาชดเชยเหมือนฤดูกาลที่ผ่านๆ มาหรือไม่เป็นประเด็นที่ต้องหารือในขั้นตอนต่อไปหลังประกาศราคาอ้อยขั้นต้นออกไปแล้ว” นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า ราคาอ้อยขั้นต้นที่ 900 บาทต่อตันอ้อย ถือว่าเป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่คำนวณออกมาได้ที่ประมาณ 880 บาทต่อตันอ้อย เพราะไม่ต้องการให้ชาวไร่ได้ราคาที่ต่ำเกินไป แต่โรงงานน้ำตาล ก็ไม่ต้องการสูงมาก เพราะมีภาระต้องกู้เงินกับธนาคารมาจ่ายชาวไร่สูงขึ้น ในขณะที่สถานการณ์น้ำตาลในตลาดโลกปีนี้ยังต่ำกว่าปีที่แล้ว อาจจะทำให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยกู้ให้โรงงานน้ำตาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลจะดีขึ้นตามราคาในตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะหลายพื้นที่เพาะปลูกเกิดภัยพิบัติ และโรงงานน้ำตาลในบราซิลก็มีการปิดตัวไปแล้ว 57 แห่ง ขณะที่ส่วนหนึ่งก็หันไปผลิตเอทานอลแทนทำให้กำลังผลิตป้อนตลาดโลกลดลง ทางด้านสต๊อกในตลาดโลกปัจจุบันก็ลดลงเหลือ 3.9 ล้านตัน เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่มีอยู่ 6.5 ล้านตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงครม.อนุมัติราคาอ้อยขั้นต้นFacebook Comments -

กรอ.ชี้กฎระเบียบไทยเข้มสุดวัตถุอันตราย
นายชุมพล ชีวะประภานันท์ รองอธิบดีกรมโรงงาอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรอ.ได้จัดโครงการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ กฎ ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย วัตถุอันตราย และสารเคมีที่มีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อจัดเก็บข้อมูลด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ ในอาเซียน รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ (เออีซี) เบื้องต้นพบว่า กฎระเบียบต่างๆ ของไทย มีความเข้มงวดที่สุด ดังนั้นไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุน ทั้งนี้หลังจากจัดเก็บข้อมูลเสร็จแล้ว จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ไปเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนธ.ค.นี้ ใน 5 ภาค คือ กลาง ตะวันออก เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เพื่อให้ความรู้ผู้ประกอบการอย่างน้อย 1,000 คน หรือเฉลี่ยภาคละ 200 คน นายอรรจน์สิทธิ สร้อยทอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า เมื่อ กรอ. จัดทำข้อมูลเรียบร้อยแล้ว บีโอไอจะนำไปเผยแพร่ให้นักลงทุนไทยที่สนใจไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านด้วย เนื่องจากปัจจุบันบีโอไอก็ยังมีข้อมูลด้านนี้จำกัด แต่ก็เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีที่ผู้ประกอบการไทย ไม่ทราบกฎระเบียบประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน จนเกิดการทำผิดกฎหมายจนต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามทางการจะให้ข้อมูลด้านกฎระเบียบแก่ผู้ประกอบการได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ผู้ที่สนใจไปลงทุนต่างประเทศต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายของกลุ่มซีแอลเอ็มวี เช่น ลาว เวียดนาม มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ขณะที่พม่าแม้จะนานๆ เปลี่ยนแต่กระบวนการออกกฎหมายก็รวดเร็ว รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายของส่วนกลาง และนอกส่วนกลางเช่นจังหวัด หัวเมือง หรือแขวง ก็แตกต่างกันอีก ส่วนของอินโดนีเซียซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุน กฎระเบียบใกล้เคียงกับไทย แต่ก็ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการยังคับใช้เช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรอ.ชี้กฎระเบียบไทยเข้มสุดวัตถุอันตรายFacebook Comments