Blog

  • กสทช.ส่งหนังสือถามช่อง3 -ยึดมติกสท.จอดำบนดาวเทียมเคเบิล

    กสทช.ส่งหนังสือถามช่อง3 -ยึดมติกสท.จอดำบนดาวเทียมเคเบิล

    วันนี้( 17 ก.ย. ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช. ) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมกสทช. ให้สำนักงานกสทช.ส่งหนังสือสอบถามไปยังบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือ ช่อง 3 ถึงผู้ที่ลงนามในหนังสือที่ยื่นขอให้กสทช. ทบทวนมติกสท. 3 ข้อนั้นเป็นผู้ที่มีอำนาจหรือไม่พร้อมทั้งส่งให้ที่ปรึกษากฎหมายพิจารณา จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมกสทช.อีกครั้ง ส่งผลให้ระหว่างนี้ ยึดตามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท. ) ที่ให้โครงข่ายดาวเทียม และเคเบิลทีวี นำเอาช่อง 3 อนาล็อกออกภายใน 15 วันซึ่งคาดว่าจะครบกำหนดช้าสุดในวันที่ 27 ก.ย. นี้ ทั้งนี้ผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี ต้องปฎิบัติตาม ยังไม่มีการคุ้มครองใดๆเกิดขึ้น นอกจากนี้ในวันพรุ่งนี้(18 ก.ย.)ทางผู้บริหารช่อง 3 จะเข้าพบบอร์ดกสท.อีกครั้ง หลังได้มีการการเจรจาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งช่อง 3 ยินดีออกอากาศคู่ขนานในช่อง 33 เอชดี แต่ภายใต้เงื่อนไขว่ากสท. ต้องยินยอมตามข้อเสนอที่ช่อง 3 ยื่นเสนอมาทั้งหมดคือ เยียวยาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ยังไม่สามารถตกลงกันได้สำหรับหนังสือที่ช่อง 3 ยื่นทบทวนนั้นมีจำนวน 3ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้ทบทวนมติที่ประชุมกสท.เมื่อวันที่8ก.ย.57ที่ระบุให้ผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี ยุติการนำช่องอนาล็อกมาออกอากาศ ภายใน15วันนับจากได้รับหนังสือคำสั่งจากกสทช.2.ให้ทบทวนมติกสท.เมื่อวันที่3ก.พ.57ที่มีคำสั่งให้ช่องอนาล็อกยุติการเป็นฟรีทีวีและ3.ขอให้กสทช.คุ้มครองและเยียวยาระหว่างที่มีการพิจารณาโดยให้ช่อง3สามารถออกอากาศได้จนกว่าจะมีข้อยุตินายฐากร กล่าวว่า นอกจากนี้กสทช.ยังเห็นชอบสั่งจ่ายค่าชดเชยกรณีถ่ายทอดสดการแข่งขันบอลโลก2014 ให้กับบริษัทอาร์เอสอินเตอร์เนชั่นแนล บรอสคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนท์ จำกัด เป็นจำนวน 369.859ล้านบาท โดยมีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานการพิจารณา ซึ่งต่ำกว่าวงเงินเดิมที่กำหนด 427 ล้านบาท คิดเป็นส่วนต่างจำนวน 57.155 ล้านบาท และก่อนหน้านี้ได้จ่ายเงินให้อาร์เอสไปแล้วเป็นจำนวน118 ล้านบาท เนื่องจากคณะอนุพิจาณาได้พิจารณาแนวทางค่าเสียโอกาสธุรกิจแต่ก็ยังมีข้อขัดแย้งที่มองต่างกันในส่วนของกล่องบอลโลกที่ได้จำหน่ายออกไปซึ่งทั้งนี้หากอาร์เอสมีข้อมูลก็สามารถนำมาเสนอให้ม่ได้ และอาร์เอสสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน15 วัน สำหรับค่าเยียวยาทั้งหมดประกอบด้วย ค่าชดเชยการคืนกล่อง 116.14ล้านบาท รายได้จากการขายกล่องบอลโลก 95.51 ล้านบาท รายได้จากการขายกล่องให้กับสมาชิกเดิม 5 แสนรายและค่าคืนสมาขิก39.52 ล้านบาทรายได้จากการขายสิทธิ์เคเบิลท้องถิ่น 27.94 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการคืนกล่อง 49 ล้านบาทค่าชดเชยที่สมาชิกคืนกล่อง 116.14ล้านบาท ค่าโฆษณาให้กับเอไอเอสและโตโยต้า 3.47 ล้านบาทและค่าเช่าเวลา ช่อง 5 7 และ 11 รวม 4.39 ล้านบาทค่าคืนสิทธิ์ทรู วิชั่นส์ 30ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ส่งหนังสือถามช่อง3 -ยึดมติกสท.จอดำบนดาวเทียมเคเบิล

  • กนง.คงดอกเบี้ย 2%

    กนง.คงดอกเบี้ย 2%

    นายเมธี สุภาพงษ์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ต่อปี เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน เนื่องจากประเมินว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนในปัจจุบันยังจำเป็นต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่ยังอยู่ในระยะเริ่มแรก โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน โดยขณะนี้เศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวเป็นรูปวีเชฟ แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ ทบทวนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งของปีนี้และปีหน้า รวมถึงเป้าหมายการส่งออกใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ โดยได้คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาด้วยแล้ว “มองว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดเล็กน้อย ตามความแตกต่างระหว่างภูมิภาค การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ แต่น่าจะได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ตามคาด และเศรษฐกิจเอเซียโดยรวมยังขยายตัวได้ใกล้เคียงเดิม แต่ในด้านความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในประเทศนั้น เริ่มฟื้นตัวขึ้นหมดแล้ว ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคครัวเรือน โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ทำให้คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อไปได้ เพียงแต่ยังเป็นห่วงเรื่องการส่งออก ที่ยังต่ำกว่าที่คาด” อย่างไรก็ดี ยังมีข้อจำกัดด้านการผลิต และปัญหาราคาสินค้าเกษตร ที่มีผลต่อการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ก่อนปรับเข้าสู่ระดับปกติ ส่วนระบบการเงินและอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในเกณฑ์ที่มีเสถียรภาพ ทำให้มั่นใจว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวในลักษณะวีเชฟแล้ว โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จากการบริโภคที่เริ่มฟื้นตัว และการเดินหน้าการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการต่าง ๆ ไปพอสมควรแล้ว ต้องรอดูผลที่จะเกิดขึ้นก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ส่วนความจำเป็นต้องใช้มาตรการ เพื่อกระตุ้นการบริโภคนั้น มองว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกินความจำเป็นจะใช้ได้ผลระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากมาตรการจะไม่ยั่งยืน พอใช้ไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จับตาในขณะนี้ คือ เศรษฐกิจโลกในแต่ละประเทศหลัก ๆ ที่ฟื้นตัวแตกต่างกัน รวมถึงการดำเนินนโยบายทางการเงิน ที่แตกต่างกันด้วย ขณะที่ปัจจัยในประเทศขณะนี้ สิ่งที่เป็นห่วง คือ ภาคการส่งออกที่ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ โดยเฉพาะตัวเลข 7 เดือนที่ผ่านมา ยังอยู่ในระดับต่ำ “ขณะนี้คงไม่สามารถบอกตัวเลขได้ว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้รอสัปดาห์ก่อน จะแถลงการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด โดยนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา ” อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ มีกรรมการ 2 คนที่ลาประชุม คือ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยแจ้งว่าติดภาระกิจ แต่ในการประชุมครั้งหน้า เดือนพ.ย.นั้น จะต้องเปลี่ยนกรรมการใหม่ 4 คน ที่ครบกำหนดตามวาระ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนง.คงดอกเบี้ย 2%

  • พาณิชย์ฟื้นชีพ”มิสเตอร์ข้าว”

    พาณิชย์ฟื้นชีพ”มิสเตอร์ข้าว”

    นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เตรียมรื้อฟื้นนโยบายการจัดตั้งมิสเตอร์ข้าว ขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการรับนโยบายโดยตรงจาก รมว.พาณิชย์ และการเข้าไปประสานงานข้อมูลเรื่องข้าวจ ากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งระบบการจัดเก็บข้าวต้นทุนการผลิต การเพาะปลูก การแปรรูป การส่งเสริมการตลาด และรักษาเสถียรภาพข้าวราคาข้าวเปลือก เพื่อช่วยให้ชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากใกล้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีฤดูผลิต 57/58 เบื้องต้น จะคัดเลือกผู้ที่มีความรู้แ ละความชำนาญด้านข้าวโดยตรง“ที่ผ่านมา แม้ว่ามิสเตอร์ข้าวเกิดขึ้นแล้ว และก็ได้ตายไปแล้วเ พราะส่วนหนึ่งมาจากระบบการบริหารจัดการไม่ค่อยดีมาก ดังนั้น ท่านรัฐมนตรีบอกว่า แม้ในอดีตมิสเตอร์ข้าวมีแล้ว และตายแล้ว แต่ก็เกิดใหม่ได้ ซึ่งครั้งคงต้องมีการบริหารจัดการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องของเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการ คือช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือก และดูแลด้านการตลาด เบื้องต้น รมว.พาณิชย์ มีเป้าหมายไม่ให้ราคาต่ำกว่า 8,500 บาทต่อตัน โดยปัจจุบันอยู่ที่ 7,500 -8,200 บาทต่อตัน”ขณะเดียวกัน รมว.พาณิชย์ไ ด้ตั้งคณะหารือเกี่ยวกับเรื่องข้าว โดยจะมีการจับมือกับตัวแทนชาวนา5 องค์กร ในการแก้ปัญหาราคาข้าวเชิงรุก ประกอบด้วย ตัวแทนชาวนา 5 องค์กรประกอบด้วย สมาคมชาวนาไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยสมาคมส่งเสริมชาวนาไทยสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย และ เครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อหารือในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวนา ในลักษณะการป้องกันเชิงรุก ก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องการตลาด และระดับราคาข้าวที่เกษตรกร จะขายได้อย่างเหมาะสม โดยจะมีการประชุม 2 สัปดาห์ต่อครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ฟื้นชีพ”มิสเตอร์ข้าว”