Blog

  • หอการค้าฯ เผยหนี้ท่วมบัตรเครดิต2ล้านใบ

    หอการค้าฯ เผยหนี้ท่วมบัตรเครดิต2ล้านใบ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของประชาชนว่า  พฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตในปี 57 เฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน หรือ วงเงิน 6,534.99 บาทต่อเดือนต่อราย ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าปีก่อนๆมาก เนื่องจากประชาชนให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ลดลง รวมถึงมีหนี้ในบัตรวงเงินสูงกว่าปีก่อน และบางรายวงเงินในบัตรเต็มแล้ว จนเกิดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลง ส่งผลให้ประชาชนที่เป็นหนี้จำนวน 87% ใช้วิธีชำระหนี้บางส่วนไปก่อนหรือบางรายไม่ชำระหนี้เลย  “ในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 87% ที่มีการชำระหนี้บางส่วนและไม่ชำระเลย แบ่งเป็น ประชาชน 28% มีการชำระหนี้เพียง  5% ของหนี้ที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน, ประชาชน 47.7% มีการชำระหนี้ 10-20%  และประชาชน 11.3%  ไม่จ่ายหนี้เลย ซึ่งในส่วนที่เบี้ยวหนี้หรือไม่จ่ายเลยก็จะคิดเป็น 2 ล้านบัญชี จากทั้งหมดที่มีบัญชีเกือบ 20 ล้านใบ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ เพราะหาเงินไม่ทัน อย่างไรก็ตามในกลุ่มที่บัตรเต็มวงเงินส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายหรือจ่ายหนี้บางส่วนแทน เพราะไม่สามารถที่จะเบิกเงินไปโป๊ะหนี้อีกใบหนึ่ง” ทั้งนี้หากแยกเป็นหนี้คงค้างชำระบัตรเครดิตแยกอาชีพ แบ่งเป็น กลุ่มรับราชการค้างชำระ 76.4% และไม่ค้างชำระ 23.6%, กลุ่มพนักงานเอกชน ค้างชำระ 78.9% และไม่ค้างชำระ21.1% , กลุ่มรับจ้างค้างชำระ 88.4% และไม่ค้างชำระ 11.6%, นักศึกษา ค้างชำระ 86.3% และไม่ค้าง 13.7% และ กลุ่มเจ้าของกิจการ ค้างชำระ 70.1% และไม่ค้าง 29.9%  โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือกลุ่มรับจ้างซึ่งจะมีปัญหาการหาเงินมาหมุนไม่ทัน ขณะที่กลุ่มนักศึกษาจะเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายเกินตัวโดยอ้างว่าผู้ปกครองให้เงินมาน้อย แต่กลุ่มนักศึกษาไม่น่าห่วงเท่ากับกลุ่มรับจ้างเพราะผู้ปกครองจะเข้ามาช่วยในการจ่ายหนี้ สำหรับการเปรียบเทียบรายได้และยอดค้างชำระบัตรเครดิตพบว่า กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่จะมียอดค้างชำระเฉลี่ย 30,000 -40,000 บาท, กลุ่มที่มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ส่วนใหญ่จะมีหนี้ค้างชำระต่ำกว่า 10,000 บาท, กลุ่มที่มีรายได้ 20,000-30,000 บาท ส่วนใหญ่จะมีหนี้ค้างชำระ 10,000-20,000 บาท และกลุ่มที่มีรายได้ 90,001 บาทขึ้นไปส่วนใหญ่จะมีหนี้ค้างชำระ40,001-50,000 บา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าฯ เผยหนี้ท่วมบัตรเครดิต2ล้านใบ

  • สหกรณ์ฯทวงคมนาคม ขอขึ้นค่าแท็กซี่

    สหกรณ์ฯทวงคมนาคม ขอขึ้นค่าแท็กซี่

     นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานครเปิดเผยหลังเดินทางมายื่นหนังสือขอขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่แก่ พล.อ.อ.ประจินจั่นตอง รมว.คมนาคม และผบ.ทอ.โดยมีตัวแทนมารับมอบหนังสือแทนว่า ขอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่ว่าควรปรับขึ้นหรือไม่ และขึ้นในอัตราเท่าไรให้เสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากไม่ได้ขึ้นมาตลอด10 ปี โดยผู้ขับรถแท็กซี่เสนอขอขึ้นค่าโดยสารเพื่อให้ครอบคลุมกับค่าเชื้อเพลิง เช่ารถค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเป็นการช่วยแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยราคาที่ผู้ขับแท็กซี่เสนอเบื้องต้นไม่ร่วมกับการขึ้นค่าก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีในอนาคต เห็นตรงกันว่าเริ่มต้น 1 กม.แรก ที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่ค่าโดยสารตามระยะทางเฉลี่ยผู้ขับขอให้ขึ้น 10-12 บาทต่อกม. แต่ในส่วนราชการเห็นว่าให้ขึ้นได้อีก10 % เช่น  กม.ที่ 2-12 จะคิดค่าบริการ 5 บาทต่อกม.จากปัจจุบัน 4.50 บาท กม.ที่ 12-20 กม.ละ5.50 บาท จากปัจจุบัน 5 บาทต่อกม.กม.ที่ 20-40 กม.ละ 6 บาทจากปัจจุบัน 5.50 บาท ส่วนระยะไกลให้ปรับเป็น 7.50-9.50 บาท  ส่วนค่าโดยสารในช่วงรถติด ผู้ขับขอให้ขึ้นราคาจากปัจจุบัน คิดนาทีละ1.50 บาท เพิ่มเป็น 2.50 บาท เพราะตอนนี้คนขับแท็กซี่มีต้นทุนเฉลี่ยกว่า 100บาทต่อชั่วโมง หากใช้อัตราเดิมจะมีรายได้แค่ 90 บาท  แต่หากเป็นอัตราใหม่จะสอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น และยังช่วยแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปในเมืองหรือเส้นทางรถติดได้   “การขอขึ้นราคาที่เสนอไปนี้เป็นการขอขึ้นในส่วนต้นทุนเดิมแต่หากเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลพิจารณาขึ้นค่าโดยสาร ร่วมกับการขึ้นค่าก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปด้วย เพราะการขึ้นค่าแท็กซี่แต่ละครั้งทำได้ยากจึงอยากให้พิจารณาไปทีเดียวเลยแต่ถ้าไม่ได้ ในอนาคตหากรัฐบาลขึ้นเอ็นจีวีเมื่อไร ก็ขอให้พิจารณาค่าโดยสารเพิ่มหรือหามาตรการเยียวยาช่วยผู้ขับแท็กซี่ นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลช่วยจัดระบบพัฒนารถแท็กซี่มิเตอร์เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและพิจารณาต่ออายุการใช้รถแท็กซี่มิเตอร์ให้คุ้มค่า”   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สหกรณ์ฯทวงคมนาคม ขอขึ้นค่าแท็กซี่

  • ข่าวร้าย ทองคำขาลงถึงปี 58

    ข่าวร้าย ทองคำขาลงถึงปี 58

    นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงขาลงไปจนถึงปี 58 เนื่องจากแรงกดดันด้านนโยบายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังคงออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่มีผลให้ทองคำปรับลดลงเพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการเงินส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น รวมถึงต้องจับตาการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่อาจปรับขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ ซึ่งจะกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงถึงระดับ 1,100 ดอลล่าร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ 17,000 บาท “ราคาทองคำปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนเพราะราคาปรับตัวลดลงตอบรับกระแสข่าวมากกว่าความเป็นจริง แต่อย่างไรก็ตามถือเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อทองเพื่อสะสมในระยะยาว แต่ต้องยอมรับว่าราคาอาจไม่หยุดนิ่งเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งยังมีความผันผวนในหลายด้านในระยะต่อไป” สำหรับปัจจัยที่จะช่วยส่งผลเชิงบวกในกับราคาทองคำในช่วงเดือน ก.ย. ได้แก่การซื้อขายตามเทศกาล ซึ่งในช่วงไตรมาส 3 จะใกล้เทศกาลสำคัญของอินเดียจึงทำให้อุปสงค์ตามช่วงเทศกาลเพิ่มมากขึ้น และปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออกที่ยังไม่คลี่คลายลง จะสามารถช่วยผลักดันราคาทองคำได้เป็นระยะ แต่ในขณะเดียวกันทิศทางเงินดอลล่าร์แข็งค่า และความผันผวนของค่าเงินบาทรวมทั้งความเข้มงวดของนโยบายการเงินในหลายประเทศที่เพิ่มมากขึ้นยังเป็นแรงกดดันสำคัญ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ข่าวร้าย ทองคำขาลงถึงปี 58