Blog

  • หัวใจของห้องเรียนอัจฉริยะ

    หัวใจของห้องเรียนอัจฉริยะ

    การพัฒนาคน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและวิธีการเรียนรู้ใหม่ ๆ นับเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในยุคที่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาเป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันขีดความสามารถและการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เทคโนโลยีจึงมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดรูปแบบการศึกษายุคใหม่ การเรียนรู้ที่เราคุ้นเคยได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบความต้องการที่มีต่อเทคโนโลยีจากเด็กนักเรียน ความพร้อมใช้งานของเนื้อหาออนไลน์ และความคิดริเริ่มในการปฏิรูปหลักสูตร เช่น โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) และกรอบความคิด สมาร์ท เลิร์นนิ่ง (Smart Learning) ล้วนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ในการศึกษาอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เป็นการสร้างโอกาสที่น่าตื่นเต้นและท้าทายสำหรับทั้งโรงเรียนและครูผู้สอน ในการเปลี่ยน แปลงวิธีการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน นักการศึกษาทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ (Digital Inclusion) นำมาสู่แนวคิดเรื่อง “ห้องเรียนอัจฉริยะ” หรือ Smart Classroom ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติกลาง ๆ ที่อธิบายถึงการนำเทคโนโลยีทั้งระบบมาเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนอย่างแท้จริง รวมถึงช่วยขยายโอกาส สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อน Smart Classroom คือ ครูที่มีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน สพฐ. ได้ดำเนินโครงการ Partners in Learning   สร้างเครือข่ายชุมชนของครูอันเข้มแข็ง ในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการเรียนการสอน โครงการนี้ดำเนินมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี มีครูที่ผ่านการอบรมจำนวน 164,000 คน จากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 9,000 แห่ง  นอกจากนี้ ดิจิตัล คอนเทนท์ หรือเนื้อหาสาระต่าง ๆ ควรมีการพัฒนามาสู่ระบบออนไลน์ให้มากขึ้น โดยในปัจจุบันนักเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ร่วมกันได้ผ่าน “คลาวด์” ที่ สพฐ. เลือกนำมาใช้งาน ซึ่งมีความปลอดภัยสำหรับการปกป้องข้อมูลของครูและนักเรียน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หัวใจของห้องเรียนอัจฉริยะ

  • นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน – ฉลาดสุดๆ

    นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน – ฉลาดสุดๆ

    การนำเอาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม ใหม่ ๆ  ถือเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรจะให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ เนื่องจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจหากนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดโครงการประกวดในด้านนวัตกรรมหลายเวที หนึ่งในนั้นก็คือ โครงการ “รางวัลความคิดริเริ่มทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Science & Technology Initiative and Sustainability Awards : STISA”  ที่ได้จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 แล้ว โดยเป็นความร่วมมือของภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ คือ บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย (สวคท.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) มีจุดประสงค์ส่งเสริมและกระตุ้นให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการสร้างผลงานวิจัยที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตลอดจนสามารถสร้างแผนธุรกิจเชิงพาณิชย์เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งหมด 76 โครงการ จาก 20 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ระดับ รวมทั้งสิ้น 4 ประเภท คือ ระดับบัณฑิตศึกษา ประเภททั่วไป และประเภทพอลิเมอร์และวัสดุ และระดับอุดมศึกษา ประเภททั่วไป และประเภทพอลิเมอร์และวัสดุ ซึ่งผู้ชนะระดับบัณฑิตศึกษา ประเภททั่วไป คือ โครงงานวิจัย เรื่องแคลเซียมคาร์บอ เนตแบบแผ่นจากธรรมชาติและนวัตกรรมการประยุกต์ใช้งาน (Natural calcium carbonate and its innovative applications)  โดย ทีมหอย สังกัดหน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย นายชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ มีอาจารย์ที่ปรึกษา คือ รศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ และ รศ.ชูชาติ ธรรมเจริญ ส่วนผู้ชนะระดับอุดมศึกษา ประเภทพอลิเมอร์และวัสดุ รางวัลดีเด่นอันดับ 1  คือ  โครงงานวิจัย เรื่อง แผ่นกรองประสิทธิภาพสูงจากเส้นใยนาโนของไนลอน-6/ไคโตซาน (Highly Efficient Filtration Membrane from Nylon-6/Chitosan Nanofibers) ของทีม Filtrano จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกประกอบด้วย น.ส.กัณฐิกา แซ่เอี้ยว และน.ส.อดิศรา อยู่ยรรยง มีอาจารยที่ปรึกษา คือ รศ.ดร.ภาณุ ด่านวานิชกุล นายชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นิสิตปริญญาเอกที่ทำวิจัยหลักของทีมหอย กล่าวว่า นวัตกรรมจากผลงานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากขยะเปลือกหอยจากอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลแปรรูป เปลือกหอยแมลงภู่ เปลือกหอยเป๋าฮื้อ รวมถึงเศษเปลือกหอยจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับต้องกำจัดด้วยวิธีฝังกลบทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดและหากกำจัดไม่ถูกวิธีจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม คณะนักวิจัยได้พัฒนานวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อแปรรูปเปลือกหอยให้เป็นผงแคลเซียมคาร์บอเนตแบบแผ่น จากผลการวิจัยพบว่าแคลเซียมคาร์บอ เนตที่แปรรูปได้จากเปลือกหอย เป็นแคลเซียมคาร์บอเนตแบบแผ่นอัญรูปอะราโกไนต์ ซึ่งเป็นอัญรูปหนึ่งของแคลเซียมคาร์บอเนตที่สร้างโดยสิ่งมีชีวิตเท่านั้น เช่น ปะการัง เปลือกหอยแมลงภู่ เปลือกหอยเป๋าฮื้อ เปลือกหอยมุก แคลเซียมคาร์บอเนตจากการขุดเหมืองหรือการสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการจะมีอัญรูปแบบแคลไซต์ ลักษณะของแผ่นแคลเซียมคาร์บอเนตอะราโกต์ที่สกัดได้จากเปลือกหอยจะมีลักษณะผิวเรียบ บางเพียง 200-500 นาโนเมตร มีความสามารถในการสะท้อนแสงที่โดดเด่น โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น 1.  security markers สำหรับตรวจสอบการปลอมแปลงเอกสารและผลิต ภัณฑ์เลียนแบบ 2. วัสดุเติมแต่ง (filler) ชนิดโปร่งแสงสำหรับพอลิเมอร์ 3. สีเกล็ดประกายมุกสำหรับงานศิลปะ งานตกแต่งและออกแบบ และ 4. ทรายอะราโกไนต์ สำหรับเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงาม ใช้เป็นแหล่งผลิตแคลเซียมสำหรับสร้างเปลือก กระดองและกระดูก ถือเป็นนวัตกรรมการผลิตวัสดุชีวภาพที่มีสมบัติพิเศษไม่สามารถผลิตได้จากกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับขยะที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของประเทศไทย เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยเพื่อประโยชน์ของคนไทยและสิ่งแวดล้อมไทย และมีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ ด้าน น.ส.กัณฐิกา แซ่เอี้ยว จากทีม Filtrano กล่าวว่า ได้ทำการทดลองโดยนำแผ่นเส้นใยพอลิเมอร์ผสมของไนลอน-6 และไคโตซานมากรองอนุภาคที่เล็กกว่าไมครอนจากสารแขวนลอย ผลการทดลองพบว่า แผ่นกรองต้นแบบที่ดีที่สุดผลิตมาจากการผสมไนลอน-6 30% และไคโตซานในกรดฟอร์มิก 2% แล้ว นำมาขึ้นรูปเป็นเส้นใยนาโนด้วยเทคนิคการปั่นด้วยไฟฟ้าสถิต โครงสร้างที่ได้พบว่ามีเส้นใยขนาดเล็กมากปะปนกับเส้นใยนาโนปกติ เส้นใยเล็ก ๆ นี้มีส่วนสำคัญในการกรองอนุภาคขนาดเล็กมากถึง 50 นาโนเมตร ซึ่งอาจเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่หรืออนุภาคนาโนที่สังเคราะห์ขึ้น แผ่นเส้นใยจำเป็นต้องมีความหนาที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองและมีความแข็งแรงเชิงกลเพียงพอ ในกรณีของตัวกรองที่เราใช้แผ่นเส้นใยประกบกันสองแผ่นทำให้ได้ประสิทธิภาพการกรองถึง 95% ด้วยวิธีการผลิตที่ง่ายและได้เมมเบรนที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเมมเบรนเชิงพาณิชย์ ถือเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นต่อไป โดยการประเมินทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า จุดคุ้มทุนของเมมเบรนที่ผลิตได้อยู่ที่ 13.50 บาทต่อชิ้น เปรียบเทียบกับราคาขายของเมมเบรนเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 27.61 บาท หากตั้งราคาขายเท่าเมมเบรนเชิงพาณิชย์ ใช้เงินลงทุน 7.5 ล้านบาทพบว่าระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 2 ปี 1 เดือน เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพบว่าเมมเบรนที่ผลิตได้บางกว่าและมีความหนาแน่นน้อยกว่าเมมเบรนเชิงพาณิชย์จึงใช้ปริมาณวัตถุดิบน้อยกว่า แต่ยังคงให้ผลประสิทธิภาพการกรองที่ดีอยู่นอกจากนี้การใช้ไคโตซานซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติและย่อยสลายได้ง่าย รวมถึงโครงสร้างเส้นใยนาโนที่เล็กจะถูกย่อยสลายได้ง่ายกว่า เมมเบรน จากการทดลองจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างนวัต กรรมสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน – ฉลาดสุดๆ

  • ‘ไลน์’ มั่นใจ ‘เกมเศรษฐี’ มาแรงไม่แพ้คุกกี้รัน

    ‘ไลน์’ มั่นใจ ‘เกมเศรษฐี’ มาแรงไม่แพ้คุกกี้รัน

    ไลน์ รุกธุรกิจเกม เปิดตัวเกมเศรษฐี อย่างเป็นทางการ มั่นใจกระแสตอบรับดียอดดาวน์โหลดไม่แพ้คุกกี้รัน ดึง “โอปอล์-ซันนี่” เล่นหนังโฆษณาพร้อมทุ่มงบมากกว่า 10 ล้านบาท จัดกิจกรรมการตลาดเต็มรูปแบบ น.ส.วารดี วสวานนท์ หัวหน้า ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ไลน์มีนโยบายให้ความสำคัญกับธุรกิจโดยล่าสุดได้เปิดตัวเกมใหม่อย่างเป็นทางการ คือ ไลน์ เกมเศรษฐี (LINE Let’s Get Rich) เป็นเกมที่ให้ผู้เล่นทอยลูกเต๋าและซื้อบ้านที่ดิน ที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยหลังจากเปิดให้คนไทยที่ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์จำนวน 29 ล้านคน ได้ดาวน์โหลดไปเล่นเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาก็สามารถขึ้นอันดับ 1 ประเภทแอพพลิเคชั่นฟรี ทั้งใน แอพสโตร์ และ กูเกิลเพลย์สโตร์ โดยเกมนี้ได้มีการนำเอาแลนมาร์คและจังหวัดในประเทศไทย อย่างเช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เข้ามาอยู่ในเกมและเตรียมพัฒนาคอนเทนต์เป็นแผนที่ไทยให้ผู้เล่นได้สนุกกันในเร็ว ๆ นี้ ด้วย “เกมเศรษฐีถือเป็นเกมที่ไลน์ให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมการตลาดเหมือนเช่น เกมคุกกี้รัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยไลน์ ประเทศไทยยังเตรียมภาพยนตร์โฆษณาโดยมี โอปอล์-ปาณิสรา และ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ มาสร้างสีสัน และเพิ่มความสนุกพร้อมแคมเปญโปรโมชั่นให้ผู้ที่ดาวน์โหลดและเล่นเกมได้มีสิทธิลุ้นรับตั๋วเครื่องบินทันทีรวมทั้งสิ้น 100 ที่นั่งด้วยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่แอพสโตร์ และกูเกิลเพลย์สโตร์ โดยปัจจุบันไลน์มีสัดส่วนรายได้ที่มาจากเกมประมาณ 50% และอีก 50% เป็นการขายสติกเกอร์ และการเปิดออฟฟิเชียลแอคเคานท์” ด้าน นายณภพ ธนาธัชรัตน์ หัวหน้าฝ่ายเกม ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า ไลน์มีแผนเปิดตัวเกมใหม่ ๆ 1-2 เกมต่อเดือน ซึ่งในทุกไตรมาสจะมีเกมใหญ่ 1 เกมที่จะทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ด้วยการใช้งบประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท อาทิ เกมคุกกี้รัน และล่าสุดอย่างเกมเศรษฐี  ทั้งนี้หลังจากเปิดให้ดาวน์โหลดเกมเศรษฐีตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็สามารถติดอันดับหนึ่ง และถือว่ากระแสตอบรับเกมเศรษฐีแรงกว่าเกมคุกกี้รันอย่างมาก เชื่อว่าจะมียอดดาวน์โหลดไม่น้อยกว่าเกมคุกกี้รันอย่างแน่นอน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ไลน์’ มั่นใจ ‘เกมเศรษฐี’ มาแรงไม่แพ้คุกกี้รัน