Blog

  • ชาวเน็ตสะเทือนใจ!ส่งกระรอกทางไปรษณีย์สุดท้ายตายคากล่อง

    ชาวเน็ตสะเทือนใจ!ส่งกระรอกทางไปรษณีย์สุดท้ายตายคากล่อง

    วันที่ 22 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บบอร์ด http://webboard.edtguide.com/ มีการโพสต์กระทู้ว่า คิดได้ไง ซื้อขายกระรอก ผ่าน EMS สุดท้าย ตายคากล่องไปรษณีย์ พร้อมมีรูปกระรอกตาย และระบุว่าในเฟซบุ๊กมีการซื้อขายกระรอกกัน และตกลงจัดส่งกันทาง EMS ทางไปรษณีย์ สำหรับข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการจัดซื้อสัตว์ และจัดส่งทาง EMS ไปรษณีย์ มีดังนี้"ขอประจานหน่อยนะคะ คือเราสั่งมาจากลำปางค่ะ แต่เค้าดันส่งแบบไปรษณีย์ ems มา พร้อมทั้งยืนยันรับประกันว่าไม่ตายแน่ เค้าบอกเจาะรูกล่องแล้วใส่อาหารแล้ว ส่งมาเราก็รอค่ะ สองวันผ่านไปก็ไม่ถึง พอเมื่อเช้าของเข้าระบบ เรารีบไปรับเลย สภาพที่เห็นไม่ต้องเดาเลยค่ะ ไม่รอดชัวร์ ๆ ส่งของได้ชุ้ยมากค่ะ เปิดกล่องมาน้องก็แข็งแล้ว มันใส่กล่องยาสีฟันมา เจาะรูเล็ก ๆ ฝั่งละรู มีรอยกัดที่กระเล็นกัดเปิดรูเอาตัวเองออกมา พอเราส่งรูปไปมันบอกจะรับผิดชอบคืนเงินให้ แต่โอนคืนมาแค่ 350 ค่ะ ยอดรวมจริง ๆ 750 ค่าส่งไปรษณีย์ก็แค่ 42 บาท เรื่องเงินเราไม่ได้ติดใจอะไรเลย แต่แค่อยากรู้ว่าเห็นแก่เงินขนาดนั้นเลยหรอ ไม่นึกถึงสัตว์เลย ทั้ง ๆ ที่หากินกับสัตว์ ฝากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์กันด้วยนะคะ"อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางแฟนเพจเฟซบุ๊กของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้โพสต์ภาพเต่าที่ถูกมัดขาด้วยกระดาษกาวสีเขียวจำนวน 2 ตัว ข้าง ๆ เป็นกล่องไปรษณีย์มีลักษณะคล้ายเปียกน้ำ และถุงกันกระแทกพร้อมข้อความว่า การส่งสิ่งของมีชีวิตทางไปรษณีย์เป็นสิ่งต้องห้ามเพราะจะทำให้กล่องพัสดุอื่น ๆ เสียหายไปด้วย เนื่องจากมีน้ำไหลซึมออกมาและยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่ส่ง เนื่องจากอาจจะขาดอากาศหายใจด้วย พร้อมย้ำว่าห้ามส่งสิ่งของมีชีวิตทางไปรษณีย์เด็ดขาดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องการจัดส่งสัตว์ทางไปรษณีย์กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนเดียวกัน ขณะนี้เดลินิวส์ออนไลน์กำลังติดต่อผู้บริหารของบริษัทไปรษณีย์ไทย เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการรับส่งไปรษณีย์.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวเน็ตสะเทือนใจ!ส่งกระรอกทางไปรษณีย์สุดท้ายตายคากล่อง

  • ราคาทอง22ก.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,250บาท

    ราคาทอง22ก.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,250บาท

    วันที่ 22 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:23 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,250 บาท รับซื้อ 19,465.44 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,850 บาท รับซื้อ 19,750 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,250 บาท รับซื้อ 19,465.44 บาท ทองแท่งขาย 19,850 บาท รับซื้อ 19,750 บาท เวลา 09:23 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง22ก.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,250บาท

  • นวัตกรรมพอลิเมอร์อุ้มน้ำช่วยเพาะปลูกหน้าแล้ง – ฉลาดสุดๆ

    นวัตกรรมพอลิเมอร์อุ้มน้ำช่วยเพาะปลูกหน้าแล้ง – ฉลาดสุดๆ

     แม้จะยังอยู่ในช่วงหน้าฝน แต่ก็มีการคาดการณ์กันว่าปีนี้น้ำจะน้อย ซึ่งอาจสร้างปัญหาด้านการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรไทยได้ จะดีแค่ไหนหากงานวิจัยสามารถตอบโจทย์และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำนี้ได้บ้าง อย่างเช่น นวัตกรรม “พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง” หนึ่งในงานวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน.   กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี “ดร.สมพร จองคำ” ผู้อำนวยการ สทน.  เปิดเผยว่า พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง ของ สทน. เป็นผลงานวิจัยที่สามารถนำไปช่วยเกษตรกรในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ โดยเป็นพอลิเมอร์ที่ผลิตจากธรรมชาติ นำมาผ่านการฉายรังสี เพื่อปรับคุณสมบัติให้ไม่ละลายน้ำ แต่บวมน้ำได้ดี สามารถดูดซึมน้ำได้ถึงประมาณ  200 เท่า เมื่อเทียบกับน้ำหนักแห้ง  พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูงนี้สามารถนำมาใช้ผสมดิน เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติในการอุ้มน้ำในแปลงปลูกพืชในพื้นที่แห้งแล้ง หรือสามารถใช้ผสมกับดินเพื่อปลูกในอาคารหรือบ้านเรือน เพื่อลดความถี่ในการรดน้ำต้นไม้ลงได้  ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว สทน. จะนำพอลิเมอร์นี้ไปให้เกษตรกรที่สนใจใช้ในช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะในจังหวัดที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ง ด้าน “ดร.พิริยาธร  สุวรรณมาลา” นักวิจัยเจ้าของผลงานชิ้นนี้ บอกว่า แป้งมันสำปะหลัง ถือเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติที่หาได้ง่าย มีราคาถูก และมีปริมาณมากในประเทศไทย คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัสดุที่มีศักยภาพสูงในการนำมาใช้ทดแทน หรือลดต้นทุนในการผลิตพอลิเมอร์  การที่แป้งมันสำปะหลังมีหมู่ไฮดรอกซิลที่ว่องไวในการทำปฏิกิริยา (Reactive hydroxyl group) ทำให้สามารถเปลี่ยนสมบัติของแป้งเพื่อให้มีสมบัติในการดูดซับน้ำได้ในปริมาณมาก โดยการใช้กระบวนการทางรังสีมาสังเคราะห์ เป็นวัสดุสำหรับดูดซึมน้ำสูงเพื่อใช้ในทางการเกษตรเพื่อรักษาความชื้นของดิน  ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าของแป้งมันสำปะหลัง สำหรับวิธีใช้พอลิเมอร์นี้ นักวิจัยแนะ นำว่า เกษตรกรนำพอลิเมอร์แช่น้ำไว้ 1 คืน หลังจากนั้นนำพอลิเมอร์ที่บวมน้ำแล้วไปผสมในดินที่จะใช้ปลูกต้นไม้ และเนื่องจากพอลิเมอร์นี้ทำมาจากธรรมชาติ ไม่มีปัญหาเรื่องมลพิษในดิน เพราะสามารถย่อยสลายไปได้ภายใน 16 เดือน และสามารถทดแทนการนำเข้าพอลิเมอร์จากต่างประเทศ  ทั้งนี้เป็นการนำพอลิเมอร์อุ้มน้ำซึมน้ำสูงไปทดลองในแปลงข้าวโพดอ่อน โดยมีแปลงที่ใช้พอลิเมอร์ผสมไปกับดิน และแปลงที่ไม่ได้ใส่ซึ่งเป็นแปลงควบคุม ผลปรากฏว่าแปลงที่ผสมพอลิเมอร์มีผลผลิตที่มากกว่าแปลงควบคุมถึง 43% ต่อน้ำหนักผลผลิต ปัจจุบัน สทน.ได้นำพอลิเมอร์อุ้มน้ำนี้ไปใช้ในไร่ยาง ไร่มะละกอ และสวนหน่อไม้ไผ่ตง ที่จังหวัดร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์ ซึ่งเกษตรกรที่นำไปใช้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ดี  พอลิเมอร์ดังกล่าวนอกจากจะสามารถช่วยอุ้มน้ำในดินสำหรับหน้าแล้งได้ดีแล้ว การใช้พอลิเมอร์ที่ผลิตได้เองในประเทศจะช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่เป็นสารเคมีจากต่างประเทศ และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งการย่อยสลายพอลิเมอร์ที่ทำจากสารเคมีต้องใช้ระยะเวลานานอีกด้วย. 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นวัตกรรมพอลิเมอร์อุ้มน้ำช่วยเพาะปลูกหน้าแล้ง – ฉลาดสุดๆ