Blog

  • ‘วช.’ชวนชมสุดยอดผลงานวิจัยของไทย

    ‘วช.’ชวนชมสุดยอดผลงานวิจัยของไทย

    วช.พร้อมโชว์สุดยอดผลงานจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ กว่า 250 ผลงาน ใน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2557” วันที่ 7-11 ส.ค.นี้ ที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์  ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปีนี้ วช.จัดงาน “มหกรรมงาน วิจัยแห่งชาติ 2557” (Thailand Research Expo 2014) ขึ้นภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคม อย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัยจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศมากกว่า 100 หน่วยงาน นำเสนอผลงานกว่า 250 เรื่อง ใน 9 กลุ่มงานวิจัย ทั้งนี้ภายในงานนอกจากจะจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ การแสดงนิทรรศการผลงานนักวิจัยไทยแล้ว ยังมีการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ควรเร่งแก้ไข รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางด้านวิจัยระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีนในการสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ครั้งที่ 3 อีกด้วย สำหรับผลงานวิจัยเด่นที่จะนำมาแสดงในงาน อาทิ การพัฒนาเซ็นเซอร์อาเรย์ และระบบจมูกอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการตรวจวัดความหอมของข้าวไทย ผลงานนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ผลิตภัณฑ์เวชสำอางไบโอเจลจากสาหร่ายไก จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่นำสาหร่ายไก สาหร่ายน้ำจืดสีเขียวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เจลลบริ้วรอยและเจลปิดใต้ตาและจมูก  นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมโทรวัดน้ำ ฝีมือนักวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนากรมชลประทาน ที่ทำขึ้นเพื่อเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของระบบโทรมาตร ที่สามารถนำมือถือแบบเติมเงินมาใช้บอกข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำ  ไอโซนาร์ เครื่องบอกเตือนสิ่งกีดขวางสำหรับผู้พิการทางสายตา จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเก้าอี้เคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2557 ฟรี  7-11 ส.ค.นี้ที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์กรุงเทพฯ ดูรายละเอียด และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th และ www.nrct.go.th  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘วช.’ชวนชมสุดยอดผลงานวิจัยของไทย

  • ‘เดลล์’ขนระบบไอทีบริหารจัดการ สวนน้ำ‘การ์ตูน เน็ตเวิร์ก อเมโซน’

    ‘เดลล์’ขนระบบไอทีบริหารจัดการ สวนน้ำ‘การ์ตูน เน็ตเวิร์ก อเมโซน’

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือว่าสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศ ไทยปีละหลายล้านล้านบาท ด้วยสภาพภูมิทัศน์ของไทยที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นตัวเลือกท่ีนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลือกที่จะเดินทางมา และพัทยาถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก บริษัท อเมซอน ฟอลส์ จำกัด ได้เนรมิตพื้นที่ 35 ไร่ สร้างสวนน้ำการ์ตูน เน็ตเวิร์ก อเมโซน ขึ้น ที่บางเสร่ ชลบุรี ด้วยงบลงทุนหลักพันล้านบาท นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) และผู้จัดการทั่วไปภาคพื้นอินโดจีน เล่าว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเอนเตอร์เทนเม้นท์ในไทยกำลังเติบโต เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน การเกิดทีวีดิจิตอลถือเป็นตัวผลักดันที่ดี ส่งผลดีธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นท์ของบริษัทด้วย ล่าสุดเดลล์ได้ร่วมมือกับอเมซอน ฟอลส์ นำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาขับเคลื่อนการให้บริการในสวนน้ำ ด้วยการนำระบบไอทีที่มีสมรรถนะสูง สามารถทำงานบนแพลตฟอร์มระบบเปิด เพื่อรองรับการให้บริการ และบริหารจัดการภายในพื้นที่ที่กว้างของสวนน้ำเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ สำหรับระบบไอทีที่ได้ติดตั้งจะรองรับการทำงานในส่วนต่าง ๆ เริ่มจากระบบพ้อยต์-ออฟ-เซลล์ ระบบการจำหน่ายบัตร ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ไปจนถึงระบบการชำระเงินแบบไม่ต้องใช้เงินสดผ่านสายรัดข้อมือด้วยเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี นอกจากนี้ ยังรวมไปถึง การรองรับการทำงานอินเทอแอคทิฟ คีย์ออสค์ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ระบบออฟฟิศออโตเมชั่น ระบบฐานข้อมูล ระบบแอพพลิเคชั่น การเงิน เป็นต้น อีกทั้ง ยังวางโครงข่ายไร้สาย หรือ ไวไฟ-เน็ตเวิร์กภายในสวนน้ำทั้งหมด ด้วยงบประมาณหลายสิบล้านบาท สำหรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ทางสวนน้ำการ์ตูน เน็ตเวิร์กได้ติดตั้งและใช้งานโซลูชั่นดาต้า เซ็นเตอร์ ของเดลล์ ประกอบด้วย เดลล์ เพาเวอร์เอดจ์ แรค เซิร์ฟเวอร์ เดล สตอเรจ โซลูชั่น เน็ตเวิร์กกิ้ง สวิตซ์ และจุดเชื่อมต่อ รวมถึง เดลล์ โซนิวอลล์ เน็ตเวิร์ก ซีเคียวริตี้ แอพพลายแอนซ์ (เอ็นเอสเอ) ถือเป็น เน็กซ์ เจนเนอเรชั่น ไฟร์วอลล์ เพื่อการรองรับพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านนายเลียแคท ดันจิ ผู้ก่อตั้งสวนน้ำการ์ตูน เน็ตเวิร์ก อเมโซน เล่าว่า จะเปิดบริการสวนน้ำดังกล่าวปลายปีนี้  (ประมาณเดือน พ.ย.) เบื้องต้นภายในสวนน้ำประกอบ ด้วยเครื่องเล่นทางน้ำ สไลด์ สระน้ำ พร้อมคลื่นลากูน และจุดสนใจต่าง ๆ อีกมากมายภายในเอนเตอร์เทนเม้นท์โซน 10 โซน ทั้งนี้้ ด้วยแรงบันดาลใจที่มาจากการ์ตูน เน็ตเวิร์ก ได้นำเอาเหล่าการ์ตูนที่เป็นที่รักของเด็กทุกวัยมาโลดแล่นอยู่ในสวนน้ำให้ดูมีชีวิตชีวา พร้อมโซนอาหารเครื่องดื่มอีกกว่า 12 เอาท์เล็ท ร้านค้าย่อย และ 150 reality hubs ตลอดทั่วสวนน้ำ เป็นต้น โดยทั้งหมดได้ลงทุนไปกว่า 1 พันล้านบาท คาดว่าจะคืนทุนภายใน 9-10 ปี เบื้องต้นตั้งเป้านักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการปีแรก 1 ล้านราย ในการสร้างสวนน้ำการ์ตูน เน็ตเวิร์ก อเมโซน นอกจากจะดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย กระตุ้นเม็ดเงินในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว ยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนไทยในพื้นที่บางเสร่ ชลบุรี อีกด้วย. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘เดลล์’ขนระบบไอทีบริหารจัดการ สวนน้ำ‘การ์ตูน เน็ตเวิร์ก อเมโซน’

  • กระตุ้นท่องเที่ยวฟื้นภาพลักษณ์ แก้ปัญหาตรงจุดหรือละลายแม่น้ำ

    กระตุ้นท่องเที่ยวฟื้นภาพลักษณ์ แก้ปัญหาตรงจุดหรือละลายแม่น้ำ

    25 ก.ค.นี้ พลเรือเอก ณรงค์  พิพัฒนาศัย รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติหรือ ททช. เป็นนัดแรก เพื่อวางแผนร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำงานร่วมกันที่จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไปถึงฝั่งฝันที่ 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 57 นี้ ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่คงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์  ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้แม้ปัญหาทาง การเมืองได้ยุติ ได้เหือดหายลงไปแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า นักท่องเที่ยวในหลาย ๆ ชาติ ยังรู้สึกกังวล โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิภาพความปลอดภัยของตน เอง จึงทำให้ไม่กล้าเดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทย โดยเฉพาะ “กลุ่มทัวร์” ไม่กล้าเดินทางมา เพราะบริษัททัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวมาไทยนั้น ไม่ยินยอมทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว เพราะเห็นว่าปัญหาการเมืองของไทยยังไม่นิ่ง! จึงเปลี่ยนเส้นทางไปเที่ยวที่อื่นแทน จับมือรับประกันภัยเอง  ด้วยเหตุนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้หาทางออก ด้วยการออกรูปแบบประกันภัยนักท่องเที่ยวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยังเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญ เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวแตะถึงแผ่นดินไทย จะได้รับการคุ้มครองในทุกรูปแบบทันที ทั้งกรณีเกิดอุบัติเหตุ สายการบินล่าช้า กระเป๋าหายหรือส่งล่าช้า หรือสนามบินปิด โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันเพียงแค่ 650 บาท แต่ได้รับสินไหมคุ้มครองสูงสุดที่ 1 ล้านบาท ซึ่งการันตีความน่าเชื่อถือได้จากการเข้าร่วมของ 3 บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ ที่เป็นผู้เสนอแพ็กเกจ ได้แก่ เมืองไทยประกันภัย เจ้าพระยาประกันภัย และสยามซิตี้ประกันภัย อย่างไรก็ตาม หากมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ถือว่าน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากับบริษัททัวร์ก็ไม่ต้องกังวล สามารถเดินทางมาเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ทั้งจาก ททท.เอง และจากบริษัททัวร์หรือเอเย่นต์ขายทัวร์ ว่าสามารถเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด หากเกิดการรับรู้ได้มากก็เท่ากับว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมาไทยได้เร็วขึ้นในบางส่วน หากมองกลับกันในระยะยาวแล้ว ดูเหมือน  ว่า ประกันภัยนี้ แทบไม่มีความจำเป็นกับนักท่องเที่ยว เพราะเมื่อทุกอย่างสงบปกติ การประภันภัยนักท่องเที่ยวก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม!  เอกชนชี้แก้ไม่ตรงจุด   ต้องยอมรับว่า พื้นฐานความต้องการของตลาดนักท่องเที่ยวแต่ละตลาด มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น ตลาดจีน หากจะอยากดึงให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและอยากกลับมาเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว ก็ต้องเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าซึ่งเรื่องนี้ คสช. ก็รับลูกและเร่งดำเนินการยกเว้นค่าวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 1 ส.ค.-31 ต.ค. นี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเทศ คาดกันว่าอย่างน้อยเมื่อถึงสิ้นปีนักท่องเที่ยวจีนน่าจะอยู่ที่ 3.98 ล้านคน “วิชิต ประกอบโกศล” ประธานบริษัท ซีทีที กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ที่นำเข้าทัวร์จีน บอกว่า จริง ๆ แล้ว ทัวร์จากจีนจะทำประกันภัยให้อยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง การคลอดประกันภัยนักท่องเที่ยว ก็จะช่วย สร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ขณะนี้มีเหตุการณ์ทางการเมือง บริษัททัวร์ได้เช่าเหมาลำสายการบินตรง (ชาร์ เตอร์ไฟลต์) ไว้เป็นจำนวนมากแล้ว จากนั้นเมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นทำให้ต้องเช่าเหมาลำเปล่าเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวกล้ามา “เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว ไม่ใช่ว่า ทัวร์จากจีนต้องการเดินทางมาไทยทันที เพราะส่วนใหญ่ยังเข็ดกับการต้องสูญเสียเงินเปล่าไปในครั้งที่ผ่านมา การยกเว้นฟรีวีซ่า อย่างไรก็ดีที่สุด เพราะสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน” ด้านตลาดญี่ปุ่นนั้น “เอนก ศรีชีวะชาติ” อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) และดูแลตลาดหลักจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น บอกเช่นเดียวกันว่า หากเป็นชาวญี่ปุ่นนั้น แม้จะมีประกันภัยนักท่องเที่ยวที่สามารถทำได้ในประเทศไทย ก็ไม่ช่วยให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเพิ่มได้อย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะความเชื่อมั่นชาวญี่ปุ่น ต้องมองเห็นความปลอดภัยด้วยตัวเอง หรือจากกลุ่มที่สร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาได้ เช่น การมาเยือนไทยของกลุ่มเซเลบริตี้ นักร้องชื่อดังต่าง ๆ เป็นต้น ขณะที่ตลาดยุโรป เป็นการเดินทางระยะไกล และปัจจุบันกระแสการเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) กำลังมาแรง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงต้องคาดหวังว่าตนเองมีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อมาเมืองไทย แต่ทั้งนี้ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ซึ่ง “พรทิพย์ หิรัญเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดสติเนชั่น เอเชีย นักเจาะตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นหลัก ยืนยันว่า นับเป็นการดีที่มีประกันภัยนักท่องเที่ยวออกมา เพราะจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้ หาก มีวิธีอื่นที่จะเป็นยาแรงได้ดีกว่า น่าจะเป็นการจัดงาน หรืออีเวนต์ ใหญ่ ๆ ต่าง ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ ผ่านสารพัดสื่อ และเผยแพร่ไปทั่วโลกมากกว่า จัดบิ๊กอีเวนต์กระตุ้น  อย่างไรก็ตามแนวคิดการออกประกันภัยครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับมากน้อยเพียงใดคงต้องรอดูทิศทางกันต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ที่ทุกฝ่ายเชื่อว่าจะได้ใจ และสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้แน่นอน ก็คือ การจัด “บิ๊กอีเวนต์” ตลอดเส้นทางถนนราชประสงค์ ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ ที่ ททท. ได้จับมือกับหลายฝ่ายหลายหน่วยงาน ขนดารานักร้อง ศิลปินไทยชื่อดัง มาร่วมสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ พร้อมดึงบรรดาผู้สื่อข่าว และบล็อกเกอร์ชื่อดังจากต่างประเทศมาร่วมชมงานกว่า 800 คน เพื่อให้เห็นบรรยากาศแห่งความสงบสุขด้วยตาตัวเอง ก่อนจะสื่อสารและกระจายข่าวไปทั่วโลก ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวเห็นเมื่อใด จะตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยได้เร็วขึ้นแน่นอน สุดท้าย…คงต้องรอดูกันต่อไปว่า มาตรการใดกันแน่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด!. เอวิกานต์ บัวคง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กระตุ้นท่องเที่ยวฟื้นภาพลักษณ์ แก้ปัญหาตรงจุดหรือละลายแม่น้ำ