นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ผลดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของรถตู้โดยสารที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือไว้เมื่อวันที่19-20 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ส่วนกลางสำนักงานขนส่งกรุงเทพฯ พื้นที่ 1- 5และสำนักงานขนส่งจ.นนทบุรี มีรถตู้มาตรวจสอบทั้งสิ้น 3,643 คัน ผ่านการตรวจสอบและติดสติ๊กเกอร์ไป2,609 คัน แบ่งเป็นรถตู้ร่วม ขสมก.45% และรถตู้ร่วม บขส. 55% ส่วนไม่ผ่าน1,034 คัน จากที่ลงทะเบียนไว้ 5,549 คัน ทั้งนี้รถที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ กรมฯ ได้เปิดโอกาสแก้ไขให้ถูกต้องและนำรถเข้ารับการตรวจสอบที่สำนักงานขนส่งเดิมที่เคยยื่นเอกสารไว้ในวันที่ 21-25 ก.ค.หลังจากนั้นต้องเข้ารับการตรวจสอบที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (จตุจักร) เพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่31 ก.ค.นี้ ส่วนภูมิภาคให้กลับไปดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเดิมที่เคยยื่นเอกสารไว้โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามรถที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นและได้รับสติกเกอร์แล้วจะยังต้องรอผ่านการตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งว่า เป็นรถตู้ที่วิ่งจริงก่อนจะบรรจุให้เป็นรถตู้โดยสารประจำเส้นทางอย่างเป็นทางการอีกครั้งแต่ถ้าพบว่าไม่วิ่งจริงก็สามารถยกเลิกให้สิทธิได้ “รถที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ มาจากสาเหตุทั้งอายุรถมากกว่า10 ปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงได้สั่งให้ไปจัดหารถใหม่และนำมากลับมาตรวจสอบภายใน3 เดือน ส่วนที่เหลือประมาณ 700-800 คัน พบว่ามีส่วนควบไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดเช่น ไม่มีค้อนทุบกระจก ไม่มีเข็มขัดนิรภัย ซึ่งให้โอกาสไปแก้ไขตรวจสอบรอบสองอีกครั้งภายในวันที่21-25 ก.ค.นี้ สำหรับรถที่ลงทะเบียนไว้ 1,906 คัน แต่ไม่มาตรวจสอบในวันเวลาที่กำหนดจะตัดสิทธิการพิจารณาทันที” นายอัฌษไธค์กล่าวว่าการตรวจสอบรถตู้ที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือทั่วประเทศ เป็นการดำเนินการตามนโยบายจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะของคสช. เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเจ้าของรถหรือ ผู้ขับรถจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น หากผู้ใดพบเห็นการเรียกรับผลประโยชน์หรือผู้ที่กล่าวอ้างว่าสามารถดำเนินการเพื่อให้ได้รับสติ๊กเกอร์ดังกล่าวได้สามารถแจ้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทุจริตของ พล.ม. 2 รอ. ที่หมายเลขโทรศัพท์094-139-0092 หรือ 091-010-3766เพื่อจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขนส่ง เผยแจกสติกเกอร์รถตู้แล้ว 2,609 คัน
Blog
-

ขนส่ง เผยแจกสติกเกอร์รถตู้แล้ว 2,609 คัน
Facebook Comments -

ชาวไร่อ้อยยิ้ม เงินช่วยเหลือจ่อถึงมือ
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ค. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) จะเริ่มจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยสำหรับฤดูการผลิตปี 56/57 ในอัตราตันละ 160 บาทเป็นวันแรก โดยงวดแรกมียอดรวม 10,300 ล้านบาท ให้กับชาวไร่อ้อยที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จำนวน 74,909 ราย จากจำนวนชาวไร่อ้อยที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด 140,000 ราย ส่วนงวดที่สองจะจ่ายในวันที่ 25 ก.ค. คาดว่า สิ้นเดือนนี้ จะสามารถจ่ายให้กับชาวไร่อ้อยได้ 90 % ของจำนวนเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ รวมการช่วยเหลือจำนวน 103.67 ล้านตัน วงเงินรวม 16,582.52 ล้านบาท นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อย และน้ำตาลทราย กล่าวว่า เงินเพิ่มค่าอ้อยจำนวน 16,582.52 ล้านบาท ที่กองทุนฯกู้จากธ.ก.ส. จะจ่ายตรงให้กับชาวไร่อ้อยทุกตันอ้อยที่ส่งเข้าหีบให้กับโรงงานน้ำตาล หรือตามปริมาณอ้อยที่เข้าหีบจริง ซึ่งการที่เกษตรกรได้รับเงินเพิ่มค่าอ้อยครั้งนี้ จะทำให้ฤดูการผลิตปี 56/57 ส่งผลให้ชาวไร่อ้อย จะได้รับผลตอบแทนจากการปลูกอ้อยรวมตันละ 1,198.บาท “ ปีนี้ชาวไร่อ้อย จะได้ราคาอ้อยขั้นต้นไว้ที่ตันละ 900 บาท ที่ค่าความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. แต่ค่าความหวานเฉลี่ยจริงสูงกว่าอยู่ที่ 12.5 ซี.ซี.เอส. ค่าความหวานทุก ๆ 1 ซี.ซี.เอส. ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกร จะได้รับเงินเพิ่ม 54 บาท เกษตรกรจึงได้ราคาอ้อยที่ตันละ 1,038 บาท เมื่อรวมกับเงินค่าอ้อยอีกตันละ 160 บาท ปีนี้เกษตรกรจึงได้รับผลตอบแทนจากการปลูกอ้อยจริงถึงตันละ 1,198 บาท จากต้นทุนต่อตัน1,129บาท มีตอบแทนหรือกำไร จากการลงทุนประมาณ 6 % ส่วนปีที่ผ่านมาต้นทุนสูงกว่าที่ตันละ 1,196 บาท ชาวไร่อ้อยจึงได้ผลตอบแทนจากการปลูกเท่ากับต้นทุนการผลิต” ส่วนการชำระหนี้เงินกู้วงเงินรอบนี้ มีกำหนดชำระคืน ธ.ก.ส. ภายใน 17 เดือน โดยกองทุนอ้อยฯ ยังอยู่ระหว่างชำระหนี้เงินกู้ช่วยเพิ่มค่าอ้อย สำหรับฤดูการผลิตปี 55/56 กับธ.ก.ส.อีก 1 เดือน วงเงินประมาณ 115 ล้านบาท ที่จะจ่ายในเดือนหน้า หลังจากนั้นจะทยอยจ่ายชำระหนี้เงินกู้ก้อนใหม่จากธ.ก.ส.ต่อไป สำหรับแผนแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (โรดแมป) ทางกระทรวงอุตฯ ได้เสนอแผนไปยังพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติ คสช.ที่ต้องการให้แก้ปัญหาอุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบ หลังจากมีการเพิ่มค่าย้อยในอัตรา 160 บาทต่อตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวไร่อ้อยยิ้ม เงินช่วยเหลือจ่อถึงมือFacebook Comments -

ธุรกิจแบงก์พาณิชย์ไตรมาส 2 กำไรหด
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการรายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง ที่ได้แจ้งงบการเงินไตรมาส 2/57 แล้ว (ยกเว้นธนาคารเกียรตินาคิน) พบว่า มีกำไรสุทธิรวมประมาณ 51,774 ล้านบาท ลดลง 6,356 ล้านบาท หรือ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิรวมประมาณ 58,100 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่ต่างมีรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิ และ ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับธนาคารที่มีกำไรสุทธิเติบโตในปีนี้มีทั้งหมด 6 ธนาคาร คือ ธนาคารทหารไทย มีกำไรสุทธิที่ 2,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,323 ล้านบาท หรือ 924% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 252 ล้านบาท รองลงมาคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 14,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,079 ล้านบาท หรือ 16.4 % เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 12,644 ล้านบาท , ธนาคารกรุงไทย มีกำไรสุทธิ 7,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,026 ล้านบาท หรือ 16% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 6,514 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยูธยา มีกำไรสุทธิ 3,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 420 ล้านบาท หรือ 14% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 3,040 ล้านบาท ,ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 11,731 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 731 ล้านบาท หรือ 7% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 11,000 ล้านบาท,ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12 ล้านบาท หรือ 4% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 294 ล้านบาท ขณะที่อีก 4 ธนาคารมีกำไรสุทธิลดลง โดยธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิที่ 9,029 ล้านบาท ลดลง 1221 ล้านบาท หรือ 11.91% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 10,250 ล้านบาท, ธนาคารทิสโก้ มีกำไรสุทธิที่ 991 ล้านบาท ลดลง 168 ล้านบาท หรือ 14.4% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 1,159 ล้านบาท, ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย มีกำไรสุทธิที่ 184 ล้านบาท ลดลง 46 ล้านบาท หรือ 20% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 230 ล้านบาทและธนาคารธนชาต มีกำไรสุทธิที่ 1,235 ล้านบาท ลดลง 2,845 ล้านบาท หรือ 70% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 4,080 ล้านบาท ส่วนธนาคารทหารไทยมีรอัตราการเติบโตสูงถึง 924 % เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี และยังสามารถขยายฐานลูกค้าเงินฝากธุรกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ธนาคารยังคงดำรงสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีระดับความเพียงพอของเงินกองทุน อยู่ที่ 15.4% โดยเป็นกองทุนชั้นที่ 1 ในสัดส่วน 10.7 % ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 8.5% และ 6.0% ตามลำดับ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจแบงก์พาณิชย์ไตรมาส 2 กำไรหดFacebook Comments