วันนี้(21 ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง(กสท.) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีวิทยุชุมชนได้รับอนุญาตให้ออกอากาศจำนวน 206 สถานี แบ่งเป็นบริการธุรกิจ187 สถานี บริการสาธารณะ 15 สถานี และบริการชุมชน 4 สถานี และยังมีวิทยุชุมชนอีกจำนวน 1,174 สถานีที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานเครื่องแต่ยังอยู่ในกระบวนการทำข้อตกลงร่วมกันในการปฎิบัติตามกฎหมายและระเบียบคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ส่วนโครงข่ายทีวีที่เข้ามาแสดงตัวยืนยันขอเป็นโครงข่ายทีวีแบบบอกรับสมาชิกจำนวน 26โครงข่าย และช่องรายการแบบบอกรับสมาชิก สามารถออกอากาศได้แล้วจำนวน 483 ช่องรายการ คิดเป็น 80% ของช่องรายการทั้งหมด597 ช่อง ส่วนช่องรายการที่เหลือที่ยังไม่ได้ออกอากาศกสทช.กำลังอยู่ในกระบวนการ พ.อ.ดร นทีกล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อกสท.กรณีที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับกองทุนเพื่อพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ในอัตรา 2% ทั้ง2 ทาง คือ ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้กับกองทัพบก เนื่องจากค่าสัมปทานที่ช่อง7 จ่ายให้กับกองทัพบกเฉลี่ยปีละประมาณ 200 ล้านบาทนั้นทางกองทัพบกจะต้องหัก 2% เพื่อจ่ายให้กับกระทรวงการคลังนำส่งเข้ากองทุนกทปส. อยู่แล้ว ดังนั้น ช่อง 7 จึงได้ขอให้บอร์ดกสท. พิจารณาให้ช่อง 7 จ่ายเงิน เข้ากองทุนทางเดียว ซึ่งส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและคณะอนุกรรมการดูแลเรื่องสัมปทานในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์พิจารณาอีกครั้ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.เผยตัวเลขวิทยุชุมชน 206 สถานีออกอากาศ
Blog
-

กสท.เผยตัวเลขวิทยุชุมชน 206 สถานีออกอากาศ
Facebook Comments -

ก.ไอซีที สร้างแกนนำลูกเสือไซเบอร์ เสริมภูมิการใช้ไอที
นางเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า กระทรวงไอซีทีโดยสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ดำเนินโครงการสร้างลูกเสือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต(Cyber Scout) รวมทั้งได้มีการรวบรวมแกนนำและเครือข่ายอาสาสมัครลูกเสือไซเบอร์ซึ่งได้ริเริ่มสร้างเครือข่ายแกนนำลูกเสือไซเบอร์จากสถาบันการศึกษาตั้งแต่ปี 2554จนถึงปัจจุบัน มีแกนนำทั่วประเทศครอบคลุมทุกจังหวัดรวมทั้งสิ้น 383คน เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพจึงได้กำหนดจัดการสัมมนาแกนนำลูกเสือไซเบอร์ปี 2554 และ 2555ขึ้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างลูกเสือไซเบอร์ด้วยกันและเป็นการพัฒนาแกนนำลูกเสือไซเบอร์ให้มีข้อมูลความรู้ที่ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตาม ในการสัมมนาแกนนำลูกเสือไซเบอร์หัวข้อ “สายใย Cyber Scout” ภายใต้โครงการสร้างลูกเสือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Cyber Scout) กำหนดจะจัดขึ้น2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 31ก.ค.–1 ส.ค.57 ณโรงแรมสีดารีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่14 – 15 ส.ค.57 ณโรงแรมดิโอวาเลย์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมแก่แกนนำลูกเสือไซเบอร์รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและพัฒนาแกนนำลูกเสือไซเบอร์ให้มีข้อมูลความรู้ทันต่อสถานการณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดจนเพื่อร่วมกันหารือถึงแนวทางการดำเนินงานและการรายงานปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการดำเนินงานที่ผ่านมารวมทั้งเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างแกนนำลูกเสือไซเบอร์ด้วยกันทั้งนี้ คาดว่าจะมีแกนนำลูกเสือไซเบอร์จากทั้งในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้และพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมฯ กว่า 250 คน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.ไอซีที สร้างแกนนำลูกเสือไซเบอร์ เสริมภูมิการใช้ไอทีFacebook Comments -

กสทช.รณรงค์ส่งคืนแบตมือถือเก่า
วันนี้(21 ก.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า กสทช. ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ จัดกิจกรรม “คืนแบตเก่าเรารักษ์โลก” เพื่อรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะโทรคมนาคมอาทิ มือถือเก่า แบตเตอรี่เก่าแบตเตอรี่ที่ไม่ใช่แล้ว หรือแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป นำมาคืนที่จุดรับคืนขยะพิษกว่า300 จุด อาทิ ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไปโดยกสทช.ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานโทรศัพท์กว่า110 ล้านเลขหมาย ส่งผลให้แบตเตอรี่มือถือจะมีจำนวน 110 ล้านชิ้น ส่งผลให้กสทช. หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของประเทศ เห็นถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการทิ้งโทรศัพท์เคลื่อนที่และแบตเตอรี่เก่า จึงจะได้รวบรวมแบตเตอรี่เก่าเหล่านั้นไปจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการและความปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณขยะเป็นพิษ และขยะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้านนางสุณีปิยะพันธ์พงษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า คาดว่า โทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือในปี 2556 มีปริมาณ 20.88 ล้านเครื่องโดยโทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์บ้านมีสัดส่วนสูงสุด 9.14 ล้านเครื่อง และในปี 2557คาดว่าปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มเป็น22.08 ล้านเครื่องโดยส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ – บ้าน 9.75 ล้านเครื่องและคาดว่าโทรศัพท์มือถือ-บ้าน จะเพิ่มเป็น10.9 ล้านเครื่องในปี 2559 ซึ่งหากนำมาเรียงกันจะเทียบปริมาณเท่ากับสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานประมาณ6 สนามครึ่ง นอกจากนี้ตัวโทรศัพท์มีส่วนผสมของสารอันตรายตั้งแต่สารหนู พลวง ตะกั่ว สารทนไฟที่ทำจากโบรมีน แคดเมียม ตะกั่ว นิกเกิลส่วนจอผลึกเหลวก็มีสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นสารอันตรายและสารก่อมะเร็ง ซึ่งจอผลึกเหลวนี้กำลังเป็นที่น่าวิตกกังวลเนื่องจากโทรศัพท์มือถือที่พัฒนาเป็นสมาร์ทโฟน มีหน้าจอใหญ่ขึ้น แต่เมืองไทยยังไม่มีวิธีรีไซเคิลหากมีการทิ้งซากโทรศัพท์มือถือและซากแบตเตอรี่ปะปนไปกับขยะมูลฝอยชุมชน ส่วนเปลือกห่อหุ้มของเครื่องโทรศัพท์และแบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพหรือผุกร่อนสารเคมีที่เสื่อมสภาพ ภายในจะไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมส่งผลให้สารพิษนี้เข้าสู่ระบบนิเวศและระบบห่วงโซ่อาหารผ่านทางน้ำ และอากาศและก่อให้เกิดอันตรายต่างๆ“เมื่อได้ขยะอิเล็กทรอนิกส์พวกนี้มาแล้วจะนำมารวบรวมแยกชิ้นส่วน โดยมองว่าควรมีภาคผู้ประกอบการที่รับแยกขยะรีไซเคิล และกำจัดขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลและต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงาน เนื่องจากปริมาณขยะแบตเตอรี่เก่าจะเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับการเปลี่ยนยุค2 จี 3 จี ไปยัง 4 จี ” นางสุณี กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.รณรงค์ส่งคืนแบตมือถือเก่าFacebook Comments