น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ได้เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการใน 4 เรื่อง เพื่อนำไปร่วมลงนามในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่กรุงเนปิดอร์ ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค.นี้ประกอบด้วย กรอบความร่วมมือในการค้าระหว่างอาเซียนกับประเทศอินเดีย ที่อาเซียนได้เห็นชอบให้ มีการเปิดเสรีด้านการค้าและบริการให้อินเดียกว่า 80 สาขา ที่สามารถเข้ามาลงทุนได้โดยถือหุ้นไม่เกิน 49% เช่น การให้บริการจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ในรูปแบบค้าส่ง การให้บริการด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การให้บริการด้านการท่องเที่ยวการให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นต้นนอกจากนี้ ยังมีกรอบความร่วมมือในการเปิดเสรีภาคธุรกิจบริการ ตามกรอบการค้าอาเซียนที่จะเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 โดยเป็นการขยายประเภทธุรกิจบริการที่ชาติอาเซียน สามารถเข้าไปลงทุนได้ไม่เกิน 70% เพิ่มขึ้นอีก 24 ประเภท ตามข้อตกลงชุดที่ 9 จากเดิมที่ได้ตกลงให้มีการเปิดเสรีธุรกิจบริการมาแล้ว 80 ประเภทกิจการ และหากสามารถเจรจาเปิดเสรีเพิ่มเติมอีกตามข้อตกลงชุดที่ 10 จะทำให้เปิดเสรีด้านบริการในเออีซี รวมทั้งหมด 126 ประเภทขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมกันในวิชาชีพบัญชี ที่จะมีการจัดตั้งสภากลางอาเซียนขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องจดทะเบียน ก่อนเดินทางไปประกอบอาชีพนักบัญชีในประเทศอาเซียน แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องปฎิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ด้วย รวมไปถึงกรอบความร่วมมือในพิธีสารตารางแนบท้าย เพื่อปรับปรุงอัตราภาษีตามกรอบความร่วมมือในการเปิดเสรีระหว่างชาติอาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นไปตามที่องค์กรศุลกากรโลกกำหนด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.ไฟเขียวเปิดเสรี80ธุรกิจ
Blog
-

คสช.ไฟเขียวเปิดเสรี80ธุรกิจ
Facebook Comments -

“ประภัสร์” ย้ำไม่ลาออกหนีปัญหา เร่งแก้ไขเรียกความเชื่อมั่น
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท .เตรียมออกประกาศห้ามผู้รับสัมปทานทุกราย ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟทุกขบวน รวมทั้งห้ามผู้โดยสารดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการเดินทางบนรถไฟทุกขบวนด้วย โดยผู้โดยสารสามารถนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดตัวมาได้ แต่หากเจ้าหน้าที่พบว่ามีการดื่ม จะเชิญลงจากขบวนรถทันที เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะนอกจากนี้ จะเร่งตรวจสอบประวัติพนักงาน และลูกจ้างทั้งหมด ที่ทำหน้าที่ให้บริการผู้โดยสารบนขบวนรถ รวมทั้งทบทวนกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว มาเป็นลูกจ้างประจำ ว่ามีช่องโหว่ในจุดใด เพราะพนักงานที่ก่อเหตุเป็นลูกจ้างประจำ ที่เพิ่งเลื่อนมาจากลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และลายนิ้วมือ โดย ร.ฟ.ท.จะเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ตรวจหาแอลกอฮอล์ในตัวของผู้ให้บริการบริเวณสถานีหลัก และสุ่มตรวจระหว่างการเดินทาง รวมทั้งเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจตราบนขบวนรถระหว่างการเดินทางให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ"ยอมรับว่าขณะนี้การรถไฟยังมีข้อจำกัดเรื่องพนักงานร.ฟ.ท. ซึ่งขาดแคลนพนักงานกว่า 8,000 คน เพราะจากเดิมมีพนักงาน 24,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือ 11,000 คนเนื่องจากมีข้อจำกัด การกำหนดอัตรากำลังภาครัฐ ทำให้ต้องใช้วิธีการว่าจ้างลูกจ้างแทนแต่ยอมรับว่าจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกวดขันพนักงาน พร้อมกันนี้ขอปฏิเสธข่าวว่า พนักงานที่รับเข้ามาล่าสุด90 คนนั้น ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมแต่กำลังให้สอบสวนว่า เหตุใดประวัติข้อมูลของนายวันชัยที่มีทีคดีค้ายาจึงไม่มีการรายงานขึ้นมา"นายประภัสร์ กล่าวว่า สำหรับการเยียวยาผู้เสียหายนั้น เบื้องต้นร.ฟ.ท.จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการทำพิธีศพ ส่วนวงเงินค่าชดเชย จะเจรจากับผู้ปกครองของผู้เสียหายต่อไป รวมทั้งจะมอบเงินรางวัล 50,000 บาท ให้ผู้ที่ชี้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ด้วยส่วนกระแสเรียกร้องให้ผู้ว่า ร.ฟ.ท.ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบนั้น นายประภัสร์กล่าวว่า หากลาออกแล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ และอาจถูกมองว่าหนีปัญหา ดังนั้นจะขออยู่เพื่อแก้ไขปัญหาหลังจากนี้ เพื่อจะได้มีคนสั่งการ และหามาตรการป้องกัน โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่อันดับแรกจะต้องดูและเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เป็นเด็ก และผู้หญิงเป็นไปได้ว่าจะจัดทำขบวนรถสำหรับผู้หญิง หรือเลดี้โบกี้ เพื่อเป็นทางเลือกตามความสมัครใจ แม้จะไม่มีผู้สนใจแต่ ร.ฟ.ท.ก็ต้องจัดการให้มี“ขณะเดียวกัน ได้ให้ฝ่ายอาณาบาล (ฝ่ายกฎหมาย) พิจารณาจัดทำร่างเพื่อออกประกาศห้ามจำหน่ายสุราบนตู้โดยสารของรถไฟ และผู้โดยสารหากพกพามาเองก็ห้ามนำมาดื่มบนขบวนรถด้วย จะเร่งออกประกาศให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุดเพราะเป็นอำนาจ ร.ฟ.ท.เอง”นายประภัสร์ กล่าวด้วยว่า จากที่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ตนระบุว่า พบผู้ต้องสงสัยมีรอยขีดข่วน เป็นพนักงานทำความสะอาด ซึ่งเป็นบริษัทที่ว่าจ้างจากภายนอกเป็นข้อมูลจากพี่สาวผู้ตาย แต่หลังจากที่ตำรวจได้สืบสวน พบว่าเป็นอีกคน คือนายวันชัย ซึ่งเป็นพนักงานปูเตียง และยังพบว่ามีรอยขีดข่วนเช่นเดียวกัน หลังจากนั้น ตำรวจได้สอบ เค้นจนยอมรับสารภาพในที่สุด ส่วนผ้าปูเตียงที่บอกว่าไม่ได้นำออกไปทิ้ง เนื่องจากผู้ก่อเหตุนำผ้าปูเตียงชุดใหม่ มาปูบนที่นอนของผู้เสียชีวิต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ประภัสร์” ย้ำไม่ลาออกหนีปัญหา เร่งแก้ไขเรียกความเชื่อมั่นFacebook Comments -

แนะคสช.เร่งปราบบคอรัปชั่นไทย
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เปิดเผยในงานสัมมนา "ไทยแลนด์+1 โอกาส และแผนการขยายการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และนิตยสารนิเคอิ บิสสิเนส ว่า ได้ประเมินความคิดเห็นของผู้ประกอบการทั้งไทย และต่างประเทศ เห็นว่า การเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจะฉวยโอกาสในปัจจุบันไม่ให้สูญเปล่า ด้วยการเร่งปฏิรูประเทศ ให้เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน และดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด โดยเฉพาะการต่อต้านคอรัปชั่น เนื่องจากระยะหลังต่างชาติ มองการลงทุนในไทย จะต้องใช้เงินมากกว่าประเทศอื่น รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบข้าราชการไทย เพราะปัจจุบันอ่อนแอมาก ทำให้ปกป้องผลประโยชน์ไม่ได้“ที่ผ่านมาต่างชาติเรียกไทยว่า “ประเทศ 30%” เนื่องจากต้องจ่ายเบี้ยใบ้รายทางให้กับหน่วยราชการต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก หากแก้ปัญหาจุดนี้ได้ ก็จะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของไทยสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อภายในประเทศสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และระบบราชการไทยมีความอ่อนแอ ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศแทนประชาชนได้ เพราะอยู่ในระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรค เล่นพวกมายาวนาน ทำให้คุณภาพราชการลดลงทุกปี หากปรับปรุงระบบราชการให้คนดีมีฝีมือมีโอกาสเข้ามาทำงาน ก็จะทำให้เข้ามาคาดอำนาจฝ่ายการเมืองปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติแทนประชาชนได้”นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า แนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น จึงยังคงมูลค่าขอรับส่งเสริมลงทุนตามเป้าหมายเดิมที่ 700,000 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกมียอดขอรับส่งเสริมแล้วกว่า 300,000 ล้านบาท แต่ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอีกครั้งก่อนปรับประมาณการณ์ ส่วนในปีหน้า ยังมั่นใจว่ายอดการขอรับการส่งเสริมฯจะสูงกว่าปีนี้ แต่จะอยู่ในระดับใดจะต้องรอดูยอดการขอรับการส่งเสริมฯในปีนี้ก่อน"ขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนโครงการลงทุนต่าง ๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต่างชาติจึงมีความเชื่อมั่น แต่อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้อย่างเต็มที่ และเห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ อาทิ มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การเร่งรัดอนุมติโครงการต่าง ๆ "ส่วนนักลงทุนต่างชาติที่มียอดขอรับส่งเสริมมากที่สุด คือ นักลงทุนญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด ซึ่งยังคงเชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และจากผลการสำรวจของทางการญี่ปุ่น พบว่า 90% ของนักลงทุน ยังยืนยันที่จะขยายฐานการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะคสช.เร่งปราบบคอรัปชั่นไทยFacebook Comments