Blog

  • โพลชี้การดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดปัญหาบนรถไฟ

    โพลชี้การดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดปัญหาบนรถไฟ

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรณีน้องแก้ม สะท้อนระบบความปลอดภัยบนรถไฟที่ยังหละหลวมที่ผ่านมาเครือข่ายฯ เคยเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ยกร่างกฎหมายห้ามขายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ รวมถึงตู้เสบียง เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท คุกคามทางเพศ แม้ปัจจุบันจะมีประกาศของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) แต่ยังไม่ครอบคลุม แก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้นายธีระกล่าวว่า จากข้อมูลที่เครือข่ายฯได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของผู้โดยสารรถไฟที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ต่อปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟในพื้นที่สถานีหัวลำโพง สามเสน บางเขนบางซื่อ หลักสี่ ธนบุรี ลาดกระบัง หัวหมาก ระหว่างวันที่ 3-10 ธ.ค.56 จำนวน1,160 ตัวอย่าง พบว่า 85.95% เห็นว่าการขายและดื่มสุราบนรถไฟ เป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารส่วน 44.23% เห็นว่า เสียงดังรบกวนสร้างความรำคาญ 29.31%เห็นว่าเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาท 10.60% เห็นว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ อีก 8.45% เห็นว่าเป็นสาเหตุของการลวนลาม คุกคามทางเพศ และ 7.41% เห็นว่าเป็นสาเหตุของการลักขโมย โดยกลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมด หรือ 93.53% เห็นด้วย หากมีการออกกฎหมายห้ามขายห้ามดื่มสุราบนรถไฟ เพราะจะช่วยให้ผู้โดยสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และกลุ่มตัวอย่าง 86.03% เห็นด้วยหากกฎหมายนี้จะครอบคลุมไปถึงบริเวณสถานีรถไฟ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โพลชี้การดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดปัญหาบนรถไฟ

  • ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ครึ่งปี3.9หมื่นล้าน

    ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ครึ่งปี3.9หมื่นล้าน

    นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติไหลถอนการลงทุนจากตลาดตราสารหนี้ถึง 39,000 ล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 5,000 ล้านบาท ตราสารหนี้ระยะยาว 34,000 ล้านบาท เนื่องจากช่วงเดือนพ.ค. มีปัญหาภายในประเทศ จากการตัดสินคดีทางการเมืองค่อนข้างมาก จึงเป็นแรงกดดันการถือครองตราสารหนี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนออกกว่า 65,253 ล้านบาทแต่อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มปรับตัวดีขึ้น ช่วงเดือน มิ.ย. และหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (โรดแมป) ทำให้เงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้งกว่า 30,835 ล้านบาท"ช่วงหลัง คสช.เข้าทำการบริหารประเทศ ส่งผลกดดันระยะสั้นต่อตลาดตราสารหนี้พอสมควร จากปกติมีเงินต่างชาติไหลออกวันละ 580 ล้านบาท หลังจากคสช.เข้าบริหารประเทศ 2 วัน มีอัตราการไหลออกถึงวันละ 6,750 ล้านบาท แต่หลังจากมีโรดแมป สถานการเริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง และมีเงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาวันละ 1,185 ล้านบาท"สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มีเอกชนระดมทุนผ่านหุ้นกู้ 56 บริษัท มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งหมายทั้งปี 450,000 ล้านบาท ขณะที่มีบริษัทเอกชนรายใหม่ ออกหุ้นกู้ถึง 10 บริษัท จากเป้าหมายทั้งปี 15 บริษัท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี พร้อมทั้งประเมินว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปีนี้จะมียอดหุ้นกู้ออกใหม่สูงสุดมากกว่าสถิติที่ผ่านมานอกจากนี้ ประเมินว่าช่วงครึ่งปีหลังนั้น นักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้าลงทุนตลาดตราสารหนี้ไทย หลังจากความขัดแย้งทางด้านการเมืองจบลง แต่ทั้งนี้ต้องจับตาเรื่องรัฐบาลใหม่ที่จะปฏิรูปและดำเนินการต่อจากคสช.ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด รวมถึงปัจจัยจากต่างประเทศ ให้จับตาการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่อาจดึงเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทยมากขึ้น และจะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินทุนกลับเข้าในตลาดทุนไทยเช่นกันด้านนายสมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บลจ.ได้ปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปที่ 1,600 จุด เนื่องจากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 4 นี้ และไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนตลาดปกติ 4-5 เดือน และคาดว่าจะเห็นเงินเข้ามาในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากในและต่างประเทศส่วนการยกเลิกการให้สิทธิทางภาษีในการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) จะส่งผลกระทบให้ผู้ลงทุนถอนการลงทุนออกไปจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเสียผลประโยชน์ที่พึงได้ จากการลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งบลจ.อาจจะรักษาฐานลูกค้าได้เพียง 30-50% ในส่วนลูกค้าที่ต้องการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการออมเงิน รวมทั้งจะใช้วิธีแนะนำลูกค้าบางส่วนเข้าไปในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) หรือกองทุนหุ้นอื่น ๆ เพิ่มเติม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ครึ่งปี3.9หมื่นล้าน

  • สหภาพ ฯรถไฟ ยังไม่กดดันให้ผู้ว่าฯ ออก

    สหภาพ ฯรถไฟ ยังไม่กดดันให้ผู้ว่าฯ ออก

    นายอำพล ทองรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีน้องแก้มนี้ยอมรับว่าสะเทือนใจมาก แต่การพิจารณา หรือกดดันเพื่อเรียกร้องให้ ผู้ว่าร.ฟ.ท. ต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกนั้น ตนยังไม่เห็นด้วย แต่เห็นว่าควรฟังเหตุและผลก่อน พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้ทบทวนมาตรการต่าง ๆ อย่างจริงจังโดยเรียกร้องให้ผู้บริหาร ร.ฟ.ท.กำหนดให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่บนขบวนรถไฟโดยเฉพาะตู้นอน ต้องเป็นพนักงานประจำ หรือพนักงาน ร.ฟ.ท.เท่านั้น รวมทั้งควรมีหลักสูตรการฝึกอบรมต่าง ๆ ให้พนักงาน เพื่อสร้างและปลูกจิตสำนึกในการทำงานทั้งนี้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ คือ การห้ามพนักงานดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนขบวนรถและหากตรวจพบเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เช่น ดื่มเบียร์เกิน 1 กระป๋อง ก็ต้องถูกไล่ออกสถานเดียวซึ่งกรณีนี้พบว่า พนักงานดื่มแอลกอฮอล์บนขบวนรถ จะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะตำรวจประจำขบวนรถไฟ ที่จะต้องเดินตรวจตรา ซึ่งจะต้องทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของแต่ละฝ่ายให้เข้มงวดมากขึ้น“พนักงานประจำมีความมั่นคงในอาชีพ จะมีความรับผิดชอบสูงกว่าพนักงานลูกจ้างจะทำอะไร เขาจะนึกถึงครอบครัวด้วย ส่วนลูกจ้าง อาจไม่ได้คิดในเรื่องนี้หากทำผิดก็ถูกออกไปเท่านั้น ดังนั้น ร.ฟ.ท.เป็นงานบริการขั้นพื้นฐาน จะต้องทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นกรณีนี้ส่งผลกระทบเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ ร.ฟ.ท.มากขึ้น”ประธาน สหภาพ ร.ฟ.ท. กล่าวต่อว่า ปัญหาข้อหนึ่งคือเรื่องข้อจำกัดในการรับพนักงานเพิ่มตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 28ก.ค. 41 จะรับพนักงานใหม่เพิ่มได้เพียง 5% ของจำนวนที่ลาออกทำให้ที่ผ่านมามีปัญหาขาดแคลนพนักงาน จึงต้องใช้วิธีการว่าจ้างชั่วคราว ดังนั้น ร.ฟ.ท.ควรเสนอให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย ส่วนกรณีนายวันชัย แสงขาว เป็นลูกจ้างเฉพาะงานที่ผ่านการอบรม และรายงานตัวเมื่อวันที่16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบประวัติข้อมูลต่าง ๆ ตรวจสุขภาพ ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 1เดือน กว่าจะผ่านขั้นตอนเหล่านี้ จึงไม่แน่ใจว่าทำไมถึงมีชื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พนักงานที่ ร.ฟ.ท.ว่าจ้างเข้ามาเป็นลูกจ้างเฉพาะงาน ในรอบเดียวกับนายวันชัยมีผู้ผ่านการคัดเลือกรวม 90 คนแต่ไม่มีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมดังนั้นจะต้องลงไปตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้งซึ่งตามหลักการรับลูกจ้างเข้าปฏิบัติงานกับหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะงานด้านบริการจะต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบประวัติก่อนเข้ารับทำงานด้วยด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่าว่า ท่าทีล่าสุดของผู้ว่าการร.ฟ.ท.ไม่เป็นที่น่าพอใจ แม้ผู้ก่อเหตุจะไม่ใช่พนักงานของรงฟ.ท.โดยตรง แต่ก็เป็นบริษัทเอกชนที่ร.ฟ.ท.จ้างมา ดังนั้นผู้ว่าร.ฟงท.ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก และผู้ที่จะเข้ามาดูแลบริหารจัดการแทน ควรคัดเลือกคุณสมบัติพนักงาน และเข้มงวดอบรมพนักงานให้มีทัศนคติที่ดีควรตรวจสอบคุณสมบัติของพนักงานบริษัทเอกชนหากพบว่ามีข้อบกพร่อง ก็ไม่ควรทำสัญญาว่าจ้างต่อที่สำคัญควรมีการปฏิรูประบบปัญหาสังคม ที่มีผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน“สถานการณ์เหล่านี้ เคยมีบทเรียน และเกิดขึ้นสะสมมาแทบทุกพื้นที่เช่น บนรถไฟ ป้ายรถเมล์ รถโดยสารประจำทางรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ถูกพัฒนา และอย่างกรณีเด็ก 13 ปีนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงสังคมรับไม่ได้ โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกระตุ้น ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของ ร.ฟ.ท. ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเกิดความระแวงห่วงเรื่องความปลอดภัยอย่างแน่นอน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สหภาพ ฯรถไฟ ยังไม่กดดันให้ผู้ว่าฯ ออก