นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการตั้งจุดตรวจความพร้อมในการให้บริการรถแท็กซี่ตามนโยบาย คสช. ซึ่งมีกรมการขนส่งทางบกปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจ สภ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ทหารจากพัน ปอ. 21 รอ. และเจ้าหน้าที่ ทสภ. ซึ่งมีการดำเนินการที่เข้มงวดกวดขันในการตรวจความพร้อมของรถ และผู้ขับขี่ อาทิ การตรวจความถูกต้องใบอนุญาตขับขี่ การตรวจมิเตอร์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน การตรวจวัดแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ และการตรวจสภาพรถ เป็นต้น ทั้งนี้ได้สร้างความไม่เข้าใจให้ผู้ขับขี่บางส่วน และไม่นำรถขึ้นให้บริการตามปกตินั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ร่วมกับพัน ปอ. 21 รอ. สภ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและกรมการขนส่งทางบกเร่งประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่กลุ่มดังกล่าวได้เข้าใจแล้ว และยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการรถแท็กซี่ของสนามบิน. แต่อย่างใด โดยการให้บริการต่างๆยังคงเป็นไปตามปกติ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งทำความเข้าใจแท็กซี่จัดระเบียบทสภ.
Blog
-

เร่งทำความเข้าใจแท็กซี่จัดระเบียบทสภ.
Facebook Comments -

คาดเชื่อมั่นต่างชาติฟื้นไตรมาส3
นายชลิต ลิมปนะเวช นักการตลาดและอุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้หลายประเทศจะคิดว่าการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ความเชื่อมั่นจากชาวต่างชาติลดลง และชะลอรวมถึงยกเลิกการลงทุนในไทย แต่อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอนาคตเมื่อไทยพัฒนากลับสู่สภาพเดิม มุมมองของต่างชาติจะเปลี่ยนไป และกล้าที่กลับมาเข้าทุนตามเดิม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นได้ภายในไตรสาม3 นี้อย่างแน่นอน”ขณะนี้ ต่างชาติอาจจะได้ข้อมูลที่บิดเบือนจากสื่อต่าง ๆ ประกอบกับคิดว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ถูกต้องพอ คสช.เข้ามา จึงไม่สนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงการบริหารประเทศที่โปร่งใส มีธรรมภิบาลของคสช. ซึ่งไม่แตกต่างกับการบริหารในระบอบประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นจะคืนมาเอง”ด้านภาพรวมบรรยากาศการจัดกิจกรรมการตลาดในครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นส่งผลให้ทุกธุรกิจเร่งทำกิจกรรมการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขาย ชดเชยส่วนที่หดหายไปในช่วงต้นปีดังนั้นมูลค่าการทำการตลาดปีนี้ จะตกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน เบื้องต้นคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 10%ทั้งนี้ มูลค่าการทำการตลาด สามารถอ้างอิงได้จากมูลค่าของอุตสาหกรรมโฆษณา ซึ่งจากผลสำรวจของสถาบันวิจัย บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) รายงานว่าอุตสาหกรรมโฆษณาปี 56 เติบโตเพียง 1% เป็นมูลค่า115,029 ล้านบาทสำหรับธุรกิจที่จะเร่งทำกิจกรรมอย่างโดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่เป็นผู้นำในแต่ละธุรกิจเนื่องจากปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายจึงต้องพยายามผลักดันยอดขายปีนี้ให้เติบโตชดเชยปีก่อนรวมถึงต้นปีนี้ ซึ่งสื่อที่จะได้รับความนิยมมากที่สุดคือโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ จะได้รับความนิยมน้อยลงจนหายไปในที่สุดนายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอีเว้นท์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้รับผลกระทบจากลูกค้าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตก ที่ยกเลิกงานที่เตรียมจะจัดขึ้นในปีนี้ ซึ่งมีมูลค่า 100 ล้านบาทลง หลังคสช. เข้ามาดูแลประเทศ จากก่อนหน้านี้ ที่มีการชุมนุมทางการเมือง ลูกค้ายังลังเลใจ และชะลอการจัดกิจกรรมออกไป เนื่องจากคาดว่าการชุมนุมจะยุติ และการสถานการณ์จะจบลง”ชาวตะวันตกค่อนข้างถือสากับการทำรัฐประหาร ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อไทยลดลง ลูกค้าจึงยกเลิกงานใหญ่ ๆ ไปเกือบหมด ซึ่งลูกค้าต่างชาติมีสัดส่วน 10% ของลูกค้าทั้งหมด ขณะที่ลูกค้าชาวเอเชีย หรือกลุ่มที่เคยลงทุนในไทย ยังคงเชื่อมั่นที่จะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป เนื่องจากคุ้นชิน และเข้าใจสถานการณ์ในไทยจึงไม่กระทบเท่าไร”แต่ทั้งนี้ ด้านลูกค้าชาวไทยกลับรู้สึกมั่นใจมากขึ้น และพร้อมจะกลับมาเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปเนื่องจากคสช.เข้ามาแก้ไขและจัดการปัญหาในประเทศ จนเริ่มเป็นระเบียบ โดยขณะนี้ลูกค้าเอกชนซึ่งมีสัดส่วน 70% ของลูกค้าชาวไทยที่เคยลังเลใจและเลื่อนการจัดกิจกรรมการตลาดหรืออีเว้นท์ก็ตัดสินใจเริ่มทำกิจกรรมกันแล้วขณะที่ลูกค้าราชการซึ่งเป็นอีก 30% ของลูกค้าชาวไทย คาดว่าจะไม่สามารถจัดกิจกรรมการตลาดได้เลย เนื่องจากเมื่อคสช.เข้าไปควบคุม แผนการที่ถูกวางไว้โดยทีมงานเดิมก็อาจจะไม่ต่อเนื่อง หรือล้าช้าออกไปโดยคาดว่าจะต้องรอจนกว่ามีการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ และรอนโยบายที่จะออกมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามบริษัทยังยืนยันคงเป้าหมายรายได้ตามแผนเดิมที่2,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเชื่อมั่นต่างชาติฟื้นไตรมาส3Facebook Comments -

แห่ร้องเรียนแท็กซี่สายไหม้
รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าตั้งแต่เดือนต.ค. 56 – พ.ค.57 หรือช่วง 8เดือนที่ผ่านมา มีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับรถโดยสารสาธารณะผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร และรับเรื่องร้องเรียน 1584 เข้ามาทั้งสิ้น 25,940 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับรถแท็กซี่มากถึง 18,465 ครั้งรองลงมา คือรถเมล์ร่วมบริการเอกชน 1,646 ครั้ง รถตู้โดยสารปรับอากาศ 1,456 ครั้ง รถเมล์ปรับอากาศร่วมบริการเอกชน 1,254 ครั้ง รถเมล์ ขสมก.1,185ครั้ง ที่เหลือเป็นปัญหารถมินิบัสสามล้อ สองแถว ขณะที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีเพียง 223 ครั้ง เท่านั้นขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก สามารถแก้ไขปัญหาร้องเรียนได้แล้ว 24,427 ครั้งจากเรื่องร้องเรียน 25,940 ครั้ง หรือคิดเป็น 94.17% และอยู่ระหว่างทำหนังสือเรียกตัว 1,513 คัน โดยเรื่องที่แก้ไขได้มากสุด คือปัญหาของแท็กซี่ 17,838 ครั้ง รองลงมาเป็นการแก้ไขรถร่วมเอกชน ทั้ง รถธรรมดารถแอร์ รวมถึงรถขสมก.และรถตู้ปรับอากาศผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อแยกประเภทปัญหาร้องเรียนของรถแท็กซี่ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อันดับแรก คือ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร 1,086 ครั้ง แสดงกิริยาไม่สุภาพ 467 ครั้ง ขับรถประมาทหวาดเสียว 365 ครั้ง ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร 185 ครั้ง พาผู้โดยสารอ้อมเส้นทาง 167 ครั้ง มาตรค่าโดยสารผิดปกติ 147 ครั้ง เรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม 69 ครั้ง อุปกรณ์รถไม่มั่นคง 14 ครั้ง จอดรถกีดขวางจราจร 33 ครั้งด้านปัญหารถตู้โดยสารปรับอากาศนั้น ปัญหาร้องเรียนอันดับ 1 คือขับรถประมาทหวาดเสียว 96 ครั้ง รวมทั้งไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสาร 13 ครั้งแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 40 ครั้ง ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงปลายทาง 11ครั้ง เก็บค่าโดยสารเกินกว่าที่กำหนด 18 ครั้ง บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวน 18 ครั้งสภาพรถไม่มั่นคงแข็งแรง 2 ครั้ง จอดรถกีดขวางทางจราจร ,ป้ายหยุดรถ 9 ครั้ง ใช้รถนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต 7 ครั้งส่วนปัญหา มอเตอร์ไซค์รับจ้างคือ แสดงกิริยาไม่สุภาพ 11 ครั้ง ปฏิเสธไม่ได้รับผู้โดยสาร 1 ครั้ง ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลงกันไว้ 3 ครั้ง ขับรถประมาทหวาดเสียว 7 ครั้ง ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร1 ครั้งมาตรค่าโดยสารผิดปกติ 2ครั้ง เรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม 8 ครั้ง จอดรถกีดขวางจราจร 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนรถเมล์ร่วมบริการขับรถประมาทหวาดเสียว 119 ครั้ง รองลงมาเป็นแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 45 ครั้ง ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงปลายทาง 53 ครั้งเก็บค่าโดยสารเกินกำหนด 17 ครั้งสภาพรถไม่มั่นคงแข็งแรง 2 ครั้ง จอดรถกีดขวางทางจราจร ,ป้ายหยุดรถ 9 ครั้ง ใช้รถนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต 6 ครั้ง ไม่ปิดประตูอัตโนมัติ 2 ครั้งนายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมฯ มีนโยบายเพิ่มการอำนวยความสะดวกการรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงนำเรื่องร้องเรียนไปตรวจสอบแก้ไขให้ได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งในเดือน ก.ค.นี้ จะเริ่มเปิดศูนย์ทะเบียนประวัติผู้ขับขี่รถสาธารณะ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เพราะจะทำให้ทราบประวัติผู้ขับขี่ผู้ประกอบการ เจ้าของรถได้ และสามารถติดตามแก้ปัญหาได้ทันที ส่วนการพัฒนาบริการรับเรื่องร้องเรียน1584 ในอนาคต กรมฯจะนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสะดวกในการรับเรื่องร้องเรียนแก่ประชาชน เช่น การเปิดให้รับเรื่องร้องเรียนผ่านข้อความเอสเอ็มเอส หรือแอพลิเคชั่นผ่านโทรศัพท์มือถือเรื่องการแก้ปัญหารถสาธารณะที่พบกระทำผิดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะรถแท็กซี่นั้นขณะนี้ กรมฯได้ทำงานร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินนโยบายจัดระเบียบรถสาธารณะ ทั้งรถตู้โดยสาร รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้างอย่างเต็มที่ โดยได้ประสานข้อมูลประชุมรวมถึงจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมปฏิบัติงาน เพื่อลดปัญหาการให้บริการรถสาธารณะ และป้องกันพฤติกรรมเอาเปรียบประชาชน และผู้ขับขี่รถรับจ้างลง ซึ่งเชื่อว่า อนาคตเมื่อคสช.ได้แก้ปัญหาแล้วเรื่องร้องเรียนจะลดน้อยลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แห่ร้องเรียนแท็กซี่สายไหม้Facebook Comments