มล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (57-60) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เห็นชอบให้ตั้งคณะนำงานขึ้นหนึ่งชุดเพื่อพิจารณาแผนงานของโครงการต่าง ๆ ตามภารกิจที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยให้จัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการทั่วประเทศ ว่าจะมีโครงการใดจำเป็นเร่งด่วน หรือมีแนวทางการดำเนินงานอย่างไร จากนั้นให้สรุปรายละเอียดภายในเดือนมิ.ย. นี้ก่อนเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบช่วงเดือนก.ค.นี้สำหรับร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว แบ่งเป็น4ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและขยายผลสู่วงกว้าง มี2กลยุทธ์ คือ สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ แบ่งเป็น การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ และจัดโครงการประกวดศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ต่อมาเป็นการสนับสนุนให้เกิดการขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้ในหลักปรัชญาฯที่ถูกต้องลงสู่ชุมชนในพื้นที่ โดยมีโครงการฝึกอบรมองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาฯยุทธศาสตร์การส่งเสริมกระบวนการสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้เกิดการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯไปสู่การปฏิบัติ มี3กลยุทธ์ คือ เสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ แบ่งเป็น จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนแถวสอง และโครงการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ,เสริมสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาชุมชนโดยใช้หลักปรัชญาฯ และสนับสนุนและส่งเสริมภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนตามหลักปรัชญาฯยุทธศาสตร์ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อเผยแพร่หลักปรัชญาฯสู่สาธารชนในมุมกว้าง มี3กลยุทธ์ คือสนับสนุนให้มีการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาฯที่ถูกต้องทุกช่องทาง แบ่งเป็น โครงการจัดทำศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาฯผ่านระบบสารสนเทศ และโครงการจำทำหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับหลักปรัชญาฯทุกระดับชั้น ,ส่งเสริมให้สื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องพัฒนาบทบาทเป็นสื่อกลางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับหลักปรัชญาฯ ที่ถูกต้อง แบ่งเป็น โครงการจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ระดับชาติ โดยให้หลักปรัชญาฯ เป็นวิถีชีวิตของคนไทยควบคู่กับการพัฒนาประเทศ โครงการสัมมนาเสริมสร้างความเข้าใจในหลักปรัชญาฯ สำหรับสื่อมวลชน (สื่อมวลชนสัญจร) โครงการประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องหน่วยงาน บุคคลตัวอย่างที่น้อมนำหลักปรัชญาฯ ไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จรวมทั้งจัดโครงการมหกรรมเศรษฐกิจพอเพียง เช่น จัดนิทรรศการมีชีวิต จัดเสวนาและสัมมนาเกี่ยวกับหลักปรัชญาฯ จัดประกวดและมอบรางวัลชุมชนพอเพียง โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาฯ ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ จัดการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น รายการละครทางโทรทัศน์ โดยทรอดแทรกเนื้อหาหลักของปรัชญาฯ และโครงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น สติกเกอร์ไลน์น้องพอเพียง และเฟสบุ๊ค ส่วนกลยุทธ์สุดท้าย เป็นการส่งเสริมการขยายกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพส่วนยุทธศาสตร์สุดท้าย เป็นการสร้างกลไกการบริหารจัดการขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯ ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มียุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ สร้างกลไกการติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯ แบ่งเป็น การแต่งตั้งกรรมการ คณะทำงานกำกับ เพื่อติดตามงานขับเคลื่อน มีมาตรฐานของศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบและชุมชน และนำไปใช้ประโยชน์ได้ สุดท้ายเป้นโครงการตรวจติดตามศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาฯ ต้นแบบนอกจากนี้ในด้านการติดตามผล ต้องติดตามประเมินผลเป็นรายปี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของแต่ละปีงบประมาณ ตั้งแต่ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ,ติดตามประเมินผลช่วงกลางติดตามประเมินผลยุทธศาสตร์ เมื่อผ่าน 2 ปี, ติดตามประเมินผลเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามแผนติดตามประเมินผลและติดตามประเมินผลแผนยุทธ์ศาสตร์ต้องนำเสนอคณะกรรมการ คณะทำงานกำกับติดตามการดำเนินงาน เพื่อรับทราบผล ปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปรับปรุง รวมถึงทบทวนแผนยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งคณะทำงานจัดลำดับความสำคัญ
Blog
-

ตั้งคณะทำงานจัดลำดับความสำคัญ
Facebook Comments -

เอกชนเสนอตั้งสภาเอสเอ็มอี
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมเอทีเอสเอ็มอี ได้นำคณะกรรมการบริหารสมาคมมาเสนอแนวคิดที่รวบรวมจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศในการสนับสนุนวิสาหกิจเอสเอ็มอี โดยได้เสนอให้จัดตั้งสภาเอสเอ็มอี เพื่อเป็นตัวแทนของเอสเอ็มอีรายย่อยในการประสานนโยบายกับภาครัฐ จากที่ปัจจุบันมีรูปแบบเป็นสมาคมเท่านั้นนอกจากนี้ยังเสนอโครงการเร่งด่วนเอสเอ็มอี ไลฟ์ สตรองค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในทุกด้านที่จำเป็นให้เอสเอ็มอี และปรับปรุงหลักสูตรโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) ของ กสอ. ที่ใช้นานกว่า 30 ปี ให้ทันสมัยกับยุคดิจิตอลไอที และให้เชื่อมโยงธุรกิจสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างสมาชิกเก่าและใหม่ หลังจบโครงการ“เบื้องต้นได้มอบหมายให้ กสอ. ประสานกับ สสว. พิจารณาว่า เรื่องใดที่ดำเนินการได้เลย ก็ขอให้เร่งดำเนินการ และให้ไปประชุมร่วมกับสมาคม วันที่ 26 มิ.ย.นี้ สำหรับมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ตรงกัน ก็จะเร่งดำเนินการ โดยแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพ ส่วนการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี เพื่อเป็นองค์กรเดียวที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเอสเอ็มอีทั่วประเทศนั้น ขอให้เชิญเครือข่ายจากเอสเอ็มอีทุกกลุ่มเข้าร่วมหารือกันด้วย โดยจะเร่งสรุปข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อหารือเชิงนโยบายให้คสช.ต่อไป”นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมเอทีเอสเอ็มอี กล่าวว่า สิ่งที่สมาคมเสนอขอการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านทางกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันต่อ ได้แก่ กองทุนเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรัฐร่วมเอกชน, โครงการเตรียมพร้อมเอสเอ็มอีสู่ตลาดอาเซียน พัฒนาแรงงานภาคบริการและภาษา, โครงการส่งเสริมอี- คอมเมิร์ช สำหรับเอสเอ็มอี, โครงการประเมินศักยภาพเพื่อปรับตัวสู่สากล, โครงการสร้างนวัตกรรมจากงานวิจัย, โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเชื่อมสามจี และการตั้งจุดกระจายสินค้าเอสเอ็มอีภายในประเทศ ลักษณะเป็นเอสเอ็มอีพลาซ่า หรือเอสเอ็มอี เซนเตอร์ รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาส ขายสินค้าได้ตลอดปีนางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดี กสอ. กล่าวว่า กสอ. ยังได้จัดให้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร และชลบุรี ซึ่งฐานการผลิตของไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากจังหวัดดังกล่าว ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนักนอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังมีโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น ท่าเรือน้ำลึก ทำให้สะดวกและง่ายในการโลจิสติกส์ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนได้เป็นจำนวนมาก มีจำนวนโรงงานรวมกันกว่า 14,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปประเภทอาหารทะเลสด และอาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์”สำหรับโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเดิมให้เข้าใจหลักการจัดการ การวางแผน และรู้จักคิดวิเคราะห์ก่อนการลงทุน รวมทั้งเปิดมุมมองวิสัยทัศน์ และแนวคิดของผู้ประกอบการในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง มุ่งเน้นเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ช่วยเร่งยกระดับผู้ประกอบการ โดยคาดปีนี้จะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้กว่า 1,500 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมโครงการ คพอ.ทุกรายจะได้รับสิทธิเป็นสมาชิกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 8,800 รายทั่วประเทศ นับเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเสนอตั้งสภาเอสเอ็มอีFacebook Comments -

คสช.เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อมาหารือร่วมกันเป็นครั้งที่ 2 หลังการหารือในครั้งแรกยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางปฎิรูปพลังงาน โดยจะต้องมีการนัดหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุป โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม อาทิ กระทรวงพลังงาน และกลุ่มภาคประชาชน และเอกชนรวม 5 กลุม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย สมาพันธ์เพื่อผู้บริโภค เป็นต้น ต่อมาเมื่อเวลา 16.40 น. พล.อ.อ.ประจิน กล่าวหลังหารือร่วม 8 ชม.ว่า ได้รับฟังแนวคิดจากกลุ่มตัวแทนต่างๆ เช่น กลุ่มจับตาปฎิรูปพลังงานไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงานแห่งใหม่ ปิโตรเคมี กลุ่มเครือข่ายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ได้เสนอโครงสร้างราคาน้ำมัน พลังงานเชื้อเพลิง และกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยี่งยืน ได้เสนอความเป็นไปได้ ในการจัดหาพลังงานเร่งด่วนในการนำพลังงานทดแทนมาใช้ และการปรับโครงสร้างพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถือว่าเป็นประโยชน์และจะนำมาใช้เพื่อพิจารณาดำเนินการต่างๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องที่ควรดำเนินการเร่งด่วนคือ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน และแอลพีจี ซึ่งจะมีความชัดเจนในสิ้นเดือนมิ.ย . นี้ และระหว่างนี้ราคาดีเซลจะยังคงตรึงไว้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท จนกว่าจะมีข้อสรุปออกมา ส่วนแนวทางระยะต่อมา จะเข้ามาหาดูเรื่องสัมปทาน กฎระเบียบ ให้เกิดประโยชน์กับประเทศสูงสุด และจะมีการเปิดสำรวจพื้นที่พลังงานใหม่ การแยกท่อก๊าซ และการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันด้วย ซึ่งการปฎิรูปพลังงานทั้งระบบ คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-6เดือน สำหรับการจัดตั้งคณะกรรมการปฎิรูปพลังงาน3ฝ่าย คือฝ่ายภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ได้นำเสนอในที่ประชุม ถือเป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งคณะกรรมการ3ฝ่ายดังกล่าว ได้มีอยู่แล้ว แต่จะปรับสัดส่วรคณะกรรมการให้มีความเหมาะสม และ ในวันที่ 23 มิย นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ขึ้น ที่กระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามในประเด็นดังกล่าวต่อไป น.ส.วรสนา โตสิตระกูล อดีตสว. กทม. แกนนำกลุ่มจับตาปฎิรูปพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมปฏิรูปพลังงานว่า กลุ่มจับตาปฎิรูปพลังงานเสนอให้มีการปฎิรูปพลังงานโดยให้ชะลอการสัมปทานรอบ 21 ออกไปก่อน เพราะจากการศึกษาพบว่าควรมีการแก้ไขกฎหมายระบบสัมปทานปิโตรเลียมให้เป็นระบบใหม่ที่ไม่ใช่ระบบสัมปทาน โดยให้ไปใช้ระบบอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากกว่าแทน เช่น ระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ การรับจ้างผลิต เนื่องจากการให้เอกชนสัมปทานที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เอกชนได้รับประโยชน์มากกว่า แต่จ่ายค่าเช่าในอัตราที่ตายตัว ขณะที่กลับมีการนำพลังงานไปส่งออกต่างประเทศและส่งผลให้ ประชาชนต้องจ่ายค่าพลังงานโดยอ้างอิงราคาตามตลาดโลก ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชน รวมทั้งได้เสนอให้มีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา โดยรัฐถือหุ้น 100% เพื่อบริหารจัดการพลังงานแทนปตท. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า เนื่องจาก การแก้ปัญหาพลังงาน ต้องแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนในระบบสัมปทานเอกชนจะได้กำไรสูงถึง97 % ของเงินลงทุน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.เดินหน้าปฏิรูปพลังงานFacebook Comments