Blog

  • Growth Hacking เทคนิคใหม่ในตลาดออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

    Growth Hacking เทคนิคใหม่ในตลาดออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

    ไม่ได้ส่งเสริมให้ไปแฮก (Hack) หรือโจรกรรมข้อมูลใคร แต่นี่เป็นอีกมุมที่ดี ๆ ของการใช้คำว่า “แฮก” อย่างสร้างสรรค์ และนำมาเป็นชื่อกลยุทธ์การทำตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Growth Hacking”  (โกรว์  แฮกกิ้ง) ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้อย่างก้าวกระโดด กลยุทธ์นี้คืออะไร ! “นีล  พาเทล” ผู้ประกอบการดาวรุ่งที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของนักการตลาดออนไลน์ระดับโลก  ซึ่งดีแทค ลงทุนเชิญมาติวเข้มให้กับสตาร์ตอัพที่ผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายในโครงการดีแทค แอคเซอเลเรท  อธิบายให้ฟังว่า Growth Hacking เป็นศาสตร์ใหม่  ที่ใช้ในการทำตลาดออนไลน์ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือสตาร์ตอัพ ที่ต้องใช้ทรัพยากรรวมถึงงบประมาณอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันการลงโฆษณาหรือซื้อแอด  อาจไม่คุ้มค่ากับการได้มาซึ่งลูกค้าเพียงไม่กี่ราย เทคนิคที่นำมาใช้จึงมีตั้งแต่ การใช้เพื่อนแนะนำเพื่อน อย่างเช่น ดรอปบ๊อกซ์ ที่เติบโตจากการให้พื้นที่ฟรี และจะเพิ่มพื้นที่ให้เป็นพิเศษหากมีการแนะนำเพื่อนมาใช้งาน เทคนิคต่อมาก็คือ การใช้งานร่วมกับ ผู้อ่ืน อย่างเช่น การนำแอพพลิเคชั่นไปฝากไว้กับบริการที่กำลังเป็นที่นิยมและมีฐานลูกค้ามากอยู่แล้ว และให้ประโยชน์กับบริการนั้น ๆ เรียกว่ามีประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย วิธีการนี้ “นีล พาเทล” บอกว่า เจ้าของบริการสุดฮิตจะช่วยโปรโมตให้เราโดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่น้อย ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด และเทคนิคสุดท้ายก็คือการให้ฟรีกับลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อน ซึ่งอาจไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นคอนเทนต์หรือข้อมูลต่าง ๆ ก็ได้ “นีล  พาเทล” บอกอีกว่า นี่คือแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่เหมาะกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เพียงแค่ปรับวิธีคิดเล็กน้อย เพราะหากพึ่งการทำโฆษณาอย่างเดียว งบประมาณเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่กลยุทธ์  Growth   Hacking  ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผลทันที  ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ต่างกับการใช้โฆษณาที่วัดผลได้ ทั้งนี้หากใช้ร่วมกับทั้งกลยุทธ์นี้และการโฆษณา คาดว่าจะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ 1-2 เท่าตัวทีเดียว สำหรับสตาร์ตอัพเมืองไทย “นีลพาเทล” บอกว่าเทคนิคที่เหมาะสมก็คือการใช้เพื่อนแนะนำเพื่อน และการให้ฟรีไปก่อน ส่วนการมองว่าเทคนิคเพื่อนแนะนำเพื่อนจะกลายเป็นสแปมหรือไม่นั้น ก็มีเทคนิคที่ทำให้มีความเป็นส่วนตัวและมีประสิทธิภาพในการชวนมากขึ้น  ซึ่งที่สำคัญก็คือสิ่งที่แชร์ให้เพื่อนนั้นต้องมีประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ดีจากการพบกับสตาร์ตอัพที่ผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายในโครงการดีแทค แอคเซอเลเรท “ นีล  พาเทล” บอกว่า ส่วนใหญ่สตาร์ตอัพในเอเชียมักจะสร้างธุรกิจเพราะว่าอยากทำ แต่ที่เมืองไทยแปลกไปกว่านั้น  เพราะที่นี่… เหตุผลในการสร้างธุรกิจ เพราะอยากที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกค้าซึ่งเชื่อว่าแนวทางเหล่านี้จะเป็นไปได้ดี และมีโอกาส ปัจจุบันสตาร์ตอัพไทยอาจจะยังขาดแหล่งเงินจากนักลงทุน รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ  แต่คาดว่า 5 ปีข้างหน้า จะโตอีกมากและนักลงทุนจะเข้ามาเอง. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : Growth Hacking เทคนิคใหม่ในตลาดออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

  • ไอทีไทยยังทรุด เออาร์ฯ ฟันธงปีนี้เชื่อดีสุดคือไม่มีติดลบ

    ไอทีไทยยังทรุด เออาร์ฯ ฟันธงปีนี้เชื่อดีสุดคือไม่มีติดลบ

    เออาร์ไอพี ชี้ตลาดไอทีไทยครึ่งปีแรกติดลบ เพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย คาดหากการเมืองนิ่งกำลังซื้อจะกลับมาในไตรมาส4 แต่ทำได้ดีสุดคือไม่ติดลบแต่ไม่โตจากปีที่ผ่านมา นายปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน )  เปิดเผยถึงตลาดไอทีไทยในช่วงครึ่งปีแรกว่า  อยู่ในภาวะติดลบ หรือช็อกตลาด โดย 6 เดือนที่ผ่านมา  มูลค่าตลาดไอซีทีหายไปจากตลาดไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท  จากตลาดรวมที่เคยมีอยู่ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปีที่ผ่านมามีน้อยมากทำให้ไม่เกิดการกระตุ้นกำลังซื้อ   อย่างไรก็ดีหากสถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง  คาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาในช่วงไตรมาสที่ 4 และทำให้ตลาดเติบโตได้อย่างมากที่สุดก็คือเท่ากับปีที่ผ่านมา หรือเรียกว่าไม่มีการเติบโต ทั้งนี้มองว่าการที่ตลาดจะกลับมาได้นั้นเป็นเพราะยังมีความต้องการซื้อที่ค้างอยู่  บวกกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการหยุดให้การสนับสนุนระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์เอ็กซ์พี  จะทำให้ผู้ใช้เครื่องรุ่นเก่า เริ่มมองหาเครื่องที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ มากขึ้น นายปฐม กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่บทบาทของตลาดคอนซูเมอร์ หรือผู้ใช้ทั่วไปกลับมาอีกครั้ง   เนื่องจากตลาดภาครัฐหายไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวมาเล่นตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น  และจะเริ่มเห็นการเติบโตในส่วนของตลาดไอทีจริง ๆ  ไม่ใช่การเติบโตจากฝั่งโมบายเหมือนเดิม  ซึ่งโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตจะกลับมา เพราะมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น  ขณะที่ตลาดมือถือเริ่มเติบโตลดลงโดยเฉพาะกลุ่มพรีเมี่ยม  และคาดว่า ใน 3-5 ปีจากนี้ไป ตลาดมือถือรวมถึงแท็บเล็ตจะเติบโตมากเฉพาะในส่วนของตลาดระดับกลางถึงล่างหรือที่ระดับราคา 5,000-12,000 บาท.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอทีไทยยังทรุด เออาร์ฯ ฟันธงปีนี้เชื่อดีสุดคือไม่มีติดลบ

  • ลุ้นคสช.สางปัญหาหวยแพง!

    ลุ้นคสช.สางปัญหาหวยแพง!

    ฮือฮา…กันไม่เลิกทีเดียว!! เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้สั่งการเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเข้าไปสางปัญหาราคาลอตเตอรี่ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนหรือเซียนหวยสามารถซื้อได้ในราคาที่ใบละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้กำหนดราคาไว้ เพื่อคืนความสุขให้กับบรรดาเซียนหวยเพื่อให้หาซื้อลอตเตอรี่ได้ในราคาที่เป็นธรรม… แก้ไม่สำเร็จสักครั้ง ต้องยอมรับว่าปัญหา “หวยแพง” เป็นประเด็นที่มีการหยิบยกมาพูดมาหารือกันตลอดเวลา รวมทั้งมีความพยายามกันมาโดยตลอดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป แต่สุดท้าย…ไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้สำเร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการขายหวยบนดิน การแบ่งสีแบ่งกลุ่มแบ่งเขตการขาย หรือแม้แต่การพิมพ์ลอตเตอรี่ให้มากขึ้นเพื่อให้กลไกตลาดเป็นตัวกำกับราคา แต่ไม่มีหนทางใดที่ทำให้ราคาลอตเตอรี่อยู่ที่ใบละ 40 บาท ได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีเกิดขึ้นบ้างในบางฤดูกาล ในบางเทศกาลโดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ที่อาจมีให้เห็นว่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต้องยอมตัดใจขายลอตเตอรี่ในราคา 3 ใบ 100 บาท แต่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นก็นาน ๆ ครั้งเท่านั้น สารพัดเหตุทำหวยแพง ต้นเหตุของปัญหาหวยแพง…มีมากมายสารพัด แต่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงได้ก็คือ “นักการเมืองและผู้มีอิทธิพล” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการแลกกับการเป็นเจ้าของโควตาลอตเตอรี่ ขุมทรัพย์ใหญ่มหาศาล ที่ใคร ๆ ก็ต้องการจับจอง ขณะเดียวกันยังมีปัญหาในเรื่องของวิธีการกระจายลอตเตอรี่ ที่ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดการผูกขาด และปั่นราคาได้ง่าย เพราะผู้ค้าลอตเตอรี่รายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง มีเพียงผู้ที่ได้รับโควตาที่ได้ผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ ที่สำคัญ ขั้นตอนการกระจาย ลอตเตอรี่ไปถึงผู้บริโภคมีลำดับขั้นตอนที่ซับซ้อนจนเกินไป หากไล่พิจารณาทุก ๆ ขั้นตอน ลอตเตอรี่กว่าจะถึงมือประชาชนที่เป็นผู้บริโภคปลายทาง จะพบว่าเกิดการบวกกำไรจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น จนไม่สามารถควบคุมราคาได้ ด้านผู้แทนจำหน่าย องค์กร สมาคม มูลนิธิ รวมทั้งส่วนราชการ  ที่ได้รับการจัดสรรโควตาแต่กลับไม่ได้ขายลอตเตอรี่เอง กลับนำไปขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง เพราะได้ราคาสูงกว่าและลดความเสี่ยงหากขายไม่หมด ทำให้ตัวแทนขายหรือผู้ค้ารายย่อยต้องไปซื้อสลากกับพ่อค้าคนกลางไปจำหน่ายในราคาสูง ฟันกำไรกันเป็นทอด เมื่อพิจารณาราคาลอตเตอรี่ตั้งแต่ต้นทาง จะพบช่วงระยะห่างจากผู้แทนขายลอตเตอรี่ที่ได้รับโควตา ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ระหว่างประชาชนที่เป็นผู้บริโภคมือสุดท้ายต้องรับภาระไปเต็ม ๆ โดยมีค่าเฉลี่ยตกอยู่ที่ใบละ 27.20-35.60 บาท ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เนื่องจากเกิดการเพิ่มพูนทำกำไรในทุกขั้นตอน เพราะการจำหน่ายในแต่ละงวด ผู้แทนขายลอตเตอรี่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะได้รับส่วนลด 7-9% หรือประมาณ 5.60-7.20 บาท จากราคาลอตเตอรี่คู่ละ 80 บาท เหลือเพียง 72.80-74.40 บาทเท่านั้น ก่อนที่จะกระจายไปยังผู้ค้าบนแผงขนาดกลางและขนาดใหญ่ในราคาลอตเตอรี่คู่ละ 85-90 บาท หลังจากนั้น ผู้ค้ารายย่อยที่เป็นแบบเดินขาย เข้ามาเลือกซื้อลอตเตอรี่คู่ละ 93-97 บาท และเมื่อถึงมือประชาชนราคาก็ถีบตัวสูงขึ้นตกอยู่ที่ใบละ 100-110 บาท ส่งผลให้มีการสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ จนมีสัดส่วนสูงต่องวด งวดละ 980-1,281 ล้านบาท และหากคิดเป็นค่าเฉลี่ยทั้งปีที่มีการจำหน่ายกว่า 24 งวด จะเฉลี่ยอยู่ที่ 23,520-30,744 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่มีมูลค่าสูงมากที่วนเวียนอยู่ในระบบของลอตเตอรี่ ตัวเลข..สินค้าพิเศษ ไม่เพียงเท่านี้… ด้วยความที่ว่าลอตเตอรี่ถือเป็นสินค้าพิเศษ แตกต่างจากสินค้าอื่นโดยทั่วไป โดยเป็นสินค้าตัวเลขที่มีความต้องการเพียงไม่กี่ตัวเลขเท่านั้น ดังนั้นจึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำไม? ใครต่อใครต้องการเป็นเจ้าของโควตาเพื่อรวบรวมจำนวนชุด จำนวนฉบับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลิตภัณฑ์ผูกขาด ลอตเตอรี่ถือเป็นการพนันที่ถูกกฎหมายเพียงชนิดเดียวในประเทศไทยที่รัฐบาลอนุญาตให้เล่น ส่งผลให้เป็นผลิตภัณฑ์ผูกขาด โดยควบคุมตามพระราชบัญญัติสํานักงานสลากฯ พ.ศ. 2517 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อลอตเตอรี่เป็นประจําเกือบทุกงวด เพราะต้องการเสี่ยงโชคและรับรางวัลก้อนใหญ่ ส่งผลให้มีราคาเฉลี่ยใบละ 100-110 บาท หากเป็นการซื้อลอตเตอรี่ที่ตรงกับวันสำคัญ หรือวัฒนธรรมประเพณี ในช่วงเทศกาลที่มีตัวเลขดังเข้ามาเกี่ยวข้องจะส่งผลให้ราคาลอตเตอรี่ขยับขึ้นสูงเฉลี่ยอยู่ที่ใบละ 130-140 บาทเลยทีเดียว ซึ่งรายได้จากการจําหน่ายลอตเตอรี่และการจัดสรรรายได้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย แบ่งเป็น เงินรางวัล 60%, รายได้เข้าแผ่นดิน 28% ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและการจําหน่ายลอตเตอรี่ไม่เกินกว่า 12% รื้อโควตายากเกินแก้ แม้ขณะนี้ คสช. ได้ส่งสัญญาณที่ต้องรื้อระบบโควตาลอตเตอรี่ ถือเป็นหนทางเดียวที่สามารถเห็น “แสงสว่างในปลายอุโมงค์” ที่ต้องการปรับลดราคาลอตเตอรี่ให้กลับลงมาสู่ภาวะปกติได้ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะตามหลักการแล้ว แม้ทุกวันนี้ คสช.ยังมีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการปฏิรูปและพร้อมปัดฝุ่นที่ก่อตัวสะสมเป็นเวลานาน แต่หากย้อนมองกลุ่มที่ได้รับการจัดสรรโควตาลอตเตอรี่มาเป็นเวลานานหลายสิบปี ต้องบอกว่าผลประโยชน์ที่ผ่านมาลงตัว เปรียบเสมือน “มรดกตกทอดก้อนโต” หรืออาจจะเป็นสัมปทานที่ไม่มีวันหมดอายุ ถือเป็นเรื่องที่ยากพอควรที่จะจัดการเรื่องนี้ สำหรับภาพรวมของการออกสลาก 72 ล้านฉบับ แต่ละงวดแยกเป็นการออกลอตเตอรี่ ปกติงวดละ 50 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 500,000 เล่ม แบ่งเป็น บุคคลที่ได้รับโควตาเป็นรายย่อยส่วนกลาง 146,000 เล่ม, รายย่อยส่วนภูมิภาค ที่จัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและคลังจังหวัด 190,000 เล่ม, นิติบุคคล 17,200 เล่ม, องค์กร มูลนิธิและสมาคม 135,000 เล่ม และมูลนิธิสำนักงานสลากฯ 10,200 เล่ม ขณะที่สลากการกุศลจะอยู่ที่ 22 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 220,000 เล่ม จัดสรรให้กับนิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด) 117,000 เล่ม และสมาคมคนพิการ องค์กรการกุศลอีก 102,000 เล่ม ความพยายามของ คสช. ในการสร้างความเป็นธรรมสร้างความสุขให้กับบรรดาเซียนหวยทั้งหลายในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเรื่องง่าย…เช่นเดียวกับหลาย ๆ เรื่องที่ คสช.ได้คืนความสุขให้คนไทยไปแล้ว แต่หากย้อนหลังกลับไปดูในเชิงปฏิบัติแล้วกลับกลายเป็นเรื่องยาก…ซึ่งคงต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป!!. วุฒิชัย มั่งคั่ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นคสช.สางปัญหาหวยแพง!