Blog

  • ดูการทำงานศูนย์ตรวจสอบเนื้อหา กสทช.

    ดูการทำงานศูนย์ตรวจสอบเนื้อหา กสทช.

    เมื่อช่วงเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ลุกมาตั้ง “ ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหา วิทยุและโทรทัศน์ที่ผิดกฎหมาย ” เพื่อมอนิเตอร์ช่องรายการทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชน ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ สำนักงานกสทช.จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งความหวัง ที่จะช่วยมอนิเตอร์ จับตา ผู้ที่กระทำความผิด และละเมิดตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช. ) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า ล่าสุดศูนย์มอนิเตอร์ได้ดำเนินการปิดเว็บไซต์ไป120 เว็บไซต์ เนื่องตรวจสอบเนื้อหาที่กระทำผิดและร้ายแรง ตอนนี้กสทช.มีอำนาจเต็มที่ จากปกติที่เมื่อพบเนื้อหากระทำผิดต้องส่งเรื่องให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) และอย.จึงจะขอหมายศาลเพื่อจับกุมได้ แต่ขณะนี้เมื่อพบ กสทช.สามารถขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ทันที ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า กสทช. ทำเต็มที่ ศูนย์ตรวจสอบดังกล่าว ปกติจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 7คน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้น เป็น 15 คน ในการมอนิเตอร์หลักคือ การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื้อหาที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เนื้อหาที่หมิ่นประมาท ปลุกปั่น ยั่วยุ ร้ายแรง รวมถึงการโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต และได้ดำเนินการมอนิเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับกระบวนการตรวจสอบของกสทช. แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลักคือ ขั้นตอนที่ 1 การตรวจสอบโดยระบบซอฟต์แวร์ และขั้นตอนที่ 2 คือ การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำหน้าที่ มอนิเตอร์ สปอตโฆษณา และเนื้อหารายการ ซึ่งการมอนิเตอร์จะผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ วินาทีต่อวินาที ใช้เทคโนโลยีเทียบเคียงเสียงเรียกว่าออดิโอ ฟิงเกอร์พริ้นต์ ( Audio Finger Print ) ส่งผลให้สามารถรายงานการออกอากาศโฆษณา เนื้อหาที่กำหนดให้ตรวจสอบ ออกอากาศที่ช่องใด รายการใด ช่วงเวลาใด จำนวนการออกอากาศเท่าไหร่ รวมถึงจัดเก็บเนื้อหาโฆษณา เนื้อหารายการ ไฟล์เสียงออกอากาศย้อนหลังได้ ทั้งนี้ระบบจะเก็บฐานข้อมูลโฆษณา (ดาต้าเบส) ไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ เป็นเวลานาน 2 เดือน เบื้องต้นสามารถตรวจสอบได้ครอบคลุม 40 ช่องรายการ สำหรับฟรีทีวี ดาวเทียม และเคเบิล ส่วนอีก 40 ช่อง จะตรวจสอบรายการของสถานีวิทยุชุมชนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กสทช. 6,000 แห่ง และไม่ได้ลงทะเบียนกับ กสทช. อีก 2,000 แห่ง และในอนาคตจะเพิ่มขีดความสามารถได้ประมาณ 200 ช่อง ในขณะเดียวกันยังรวมมอนิเตอร์เนื้อหาของอินเทอร์เน็ตอีกทางหนึ่งด้วย และในปี2558 เตรียมจะขยายการมอนิเตอร์ให้ได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งประสานให้กสทช.ภูมิภาค นำรถวิ่งตรวจสอบอีกช่องทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีช่องรายการทีวีดาวเทียมที่ถูกระงับไม่ให้ออกอากาศทั้งหมด 14 ช่องรายการภายใต้คำสั่ง คสช. คือ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอ็มวี 5 สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดีเอ็นเอ็น สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมยูดีดี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเชียอัพเดท สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีแอนด์พี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมโฟร์แชนแนล สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบลูกาย สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอฟเอ็มทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมทีนิวส์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวี สถานีดาวเทียมฮอตทีวี สถานีโทรทัศน์ว๊อยซ์ทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเร็สคิ้ว และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูประเทศ (คปท.) นอกจากนี้ยังรวมถึงวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาต เห็นได้ว่า ศูนย์ตรวจสอบดังกล่าว สามารถช่วยจำกัดเนื้อหาที่รุนแรงไม่ให้ขยายไปวงกว้างได้มากทีเดียว สุรัสวดี สิทธิยศ          

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดูการทำงานศูนย์ตรวจสอบเนื้อหา กสทช.

  • จับตารื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ล้างการเมือง-ผลประโยชน์

    จับตารื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ล้างการเมือง-ผลประโยชน์

    นโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการขุดรากถอนโคนบรรดาขั้วอำนาจการเมือง ในคณะกรรมการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง ได้สร้างความฮือฮาและกลายเป็นที่จับตามองของสังคมไม่ใช่น้อยทีเดียว  เพราะการขุดรากถอนโคนครั้งนี้…จะเป็นการเดินหน้าตรวจสอบกันถึงประวัติของคณะกรรมการ รวมถึงที่ไปที่มาถึงการครอบครองเก้าอี้ เรื่องนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า บรรดาคณะกรรมการในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ต่างถูกฝากฝังมาโดยนักการเมือง โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่ทำเงินทำรายได้จำนวนมาก ก็ยิ่งกลายเป็นแหล่งที่หลายฝ่ายต้องการ เพราะสมบูรณ์ไปด้วยผลประโยชน์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก! เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล บรรดากรรมการของรัฐวิสาหกิจที่มาจากการเมืองก็มีอันต้องหลุดจากเก้าอี้ไปด้วยเช่นกัน โดยเป้าหมายใหญ่ถูก “ล็อก” ไปที่รัฐวิสาหกิจด้านเศรษฐกิจเป็นหลักที่ คสช. ต้องการแก้ปมปัญหาเพื่อให้รัฐวิสาหกิจ เป็นแขนขาให้การพลิกฟื้นเศรษฐกิจเดินหน้าได้โดยไม่ติดขัด โดยเฉพาะการเดินเครื่องลงทุนในโครงการเมกะโปรเจคท์ รวมถึงการเข้าไปดูความเป็นอยู่ของประชาชน ผ่านรัฐวิสาหกิจที่ดูแลสาธารณูปโภคพื้นฐาน และแหล่งงบประมาณที่สำคัญของประเทศ เปลี่ยนมือกุมเมกะโปเจคท์  รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม จึงกลายเป็นหน่วยงานเต็งจ๋า ที่คาดกันว่าต้องถูกยกเครื่องก่อนเป็นลำดับแรก ๆ เพราะเกี่ยวข้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และแต่ละหน่วยงานเกี่ยวข้องกับเงินลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่ปัจจุบันนี้มี น.ต.ศิธา ทิวารี นั่งแป้นเป็นประธานบอร์ด ขณะที่มี “เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย” เป็นกรรมการผู้อำนวยการ ที่อดีตเป็นผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “ไทยคม” มานั่งสั่งการคุมโปรเจคท์ยักษ์หลายแสนล้าน ทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่สอง สนามบินดอนเมืองระยะที่สาม รวมถึงโครงการแอร์พอร์ตซิตี้ เป็นต้น  ขณะที่สายการบินแห่งชาติอย่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่แม้ว่าจะเป็นบริษัทมหาชน ที่ผ่านมาความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการกับพนักงาน ก็มีอยู่สูงมาก  จึงปรากฏเป็นข่าวให้เห็นบ่อยครั้ง ที่สำคัญองค์กรแห่งนี้กำลังมีปัญหาขาดทุนจากการบริหารงาน เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบรางทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทยหรือ ร.ฟ.ม. เพราะในไม่ช้านี้ไทยต้องลงทุนพัฒนาระบบรางขนานใหญ่ ทั้งรถไฟรางคู่ 5 สาย รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ 10 สาย รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ใช้งบลงทุนสูงนับล้านล้านบาท การจะวางใจใช้ขั้วอำนาจเดิมคงเป็นไปไม่ได้! เหมือน ๆ กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ที่เวลานี้เรื่องราวของรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน ยังค้างเติ่ง  ตัดตอนประชานิยม  ไม่ใช่เพียงแค่หน่วยงานลงทุนเท่านั้น หน่วยงานด้านการเงินในสังกัดกระทรวงการคลัง ก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะแขนขาสำคัญของรัฐบาลอย่าง ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.), เอส เอ็มอีแบงก์, ธนาคารกรุงไทย หรือแม้แต่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเก้าอี้ประธานและบิ๊กบอสในหน่วยงานเหล่านี้ ต่างมีการวิ่งเต้นกันให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง และเมื่อเข้าไปดูในประวัติในรายละเอียดแล้วต่างล้วนหนีไม่พ้นเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีความเกี่ยวพันกับอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด จนล่าสุดต้องประกาศไขก๊อกลาออกจากตำแหน่งแล้ว ล้างบางเพื่อคนไทย  เฉกเช่นเดียวกันกับรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ  ปตท. ที่ถูกไล่ขย้ำมาตั้งแต่แรกจากการปล่อยข่าว ข่าวลือสารพัด ในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะกำไรของ ปตท. แต่ละ ปีเป็นหลักแสนล้าน บาท ขณะที่ราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องใช้ทุกวันก็แพงขึ้นทุกวันเช่นกัน ที่สำคัญสังคมต่างรับรู้กันดีว่าเก้าอี้บริหารของ ปตท. ไม่เคยสักครั้งที่จะปลอดจากการเมือง หรือแม้แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. แม้ไม่ใช่กรรมการที่หวือหวามากนัก แต่ประธานคนปัจจุบันก็หนีไม่พ้นติดพันกับการเมืองเช่นกัน หรือแม้แต่ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่อาจไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานแห่งนี้ก็ถูกจับตามองจาก คสช. เพราะทีมที่ปรึกษาของ คสช. ได้ออกมาสะกิดปัญหาสำคัญทั้งเรื่องการเดินหน้าสางใบอนุญาตก่อตั้งโรงงานและการเดินหน้าโครงการส่งเสริมการลงทุนที่ยังค้างท่อ  เช็กบิลจำนำข้าว  หันไปที่กระทรวงพาณิชย์ แม้มีรัฐวิสาหกิจในสังกัดไม่มากนัก แต่วันนี้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) กลายเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตามองมากสุด เพราะมักมีลิ่วล้อทางการเมืองเข้าไปครอบครอง จนมีข่าวฉาวด้านการทุจริตแทบทุกยุคทุกสมัย ที่สำคัญ เวลานี้ ประธาน อคส. คนปัจจุบันยังเกี่ยวข้องกับขั้วอำนาจการเมืองเก่าแบบแนบแน่น ขณะที่เรื่องการโกงข้าวกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่จะถูกสางออกให้หมด จึงเชื่อได้ว่า อคส. จะเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ถูกเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  แนวทางที่กำลังจะเกิดขึ้นกับบรรดาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ต่อจากนี้ คือ… การปฏิบัติขุดรากถอนโคนขั้นที่สอง ของ คสช. หลังการเข้ายึดอำนาจรัฐบาลไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งการโยกย้ายต้องเกิดขึ้นแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วหรือช้าเพียงใด เพราะหากเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจทั่วไป คสช.สามารถทุบโต๊ะเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารกรุงไทย, ปตท., ทอท. หรือการบินไทย อาจต้องดำเนินการตามกฎของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ ตลท. ที่ต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อ ขอมติเปลี่ยนแปลงบอร์ดก่อน  อีกแนวทางที่ คสช.น่าจะนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่เคยเสนอให้ ครม. พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งทบทวนบทบาทของหน่วยงานทั้งหมดในฐานะผู้คุมกฎ และผู้ปฏิบัติ รวมทั้งกำหนดให้มีกลไกทางสังคมในการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล  แม้ว่าความพยายามล้างบางคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ จะเป็นเรื่องที่สังคมต่างรอความหวังก็ตาม แต่เมื่อล้างบางแล้ว… คนมาใหม่… คงต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ คสช.ไม่ใช่เพียงแค่ล้างบาง เพราะเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น!. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตารื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ล้างการเมือง-ผลประโยชน์

  • สศค.เล็งเสนอ คสช.ออกกฎหมาย

    สศค.เล็งเสนอ คสช.ออกกฎหมาย

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.จะเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาออก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม เพราะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีลูกหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลจำนวนมากถูกทวงหนี้ยังไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติ ทั้งนี้ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ฯ จะดำเนินการ โดยให้บริษัททวงหนี้เข้ามาลงทะเบียน ซึ่งกระทรวงการคลัง มีกฎระเบียบในการควบคุมดูแล เช่น ห้ามข่มขู่ หรือประจานลูกหนี้ ต้องทวงหนี้ในเวลาที่กำหนด หากทำผิดมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จำคุก 1 ปี เป็นต้น นอกจากนี้ สศค.จะเสนอ คสช. ออก พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะสามารถนำสินค้าคงคลังมาหลักประกันขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จากปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะสินค้าคงคลังไม่สามารถจดจำนองได้  รวมทั้ง ยังมี พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เสนอให้ คสช. เห็นชอบ เพราะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประเทศ จะเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะลดภาระงบประมาณในการให้อุดหนุนกับ อปท. ทำให้ประเทศมีเงินเหลือเพื่อไปการลงทุนพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากขึ้น สำหรับ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ สศค. เคยศึกษาไว้จะมี 3 อัตรา ได้แก่ อัตราภาษีทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.1% และที่เกษตรกรรมไม่เกิน 0.05% สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าใน 3 ปีแรก ให้เก็บภาษีไม่เกิน 0.5% หากยังไม่ทำประโยชน์อีกให้เสียเพิ่ม 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% โดยทาง อปท. แต่ละท้องถิ่นเป็นผู้เก็บไม่ใช่รัฐบาลกลาง “สศค.จะผลักดันกฎหมายทวงถามหนี้เป็นธรรม กับ หลักประกันธุรกิจ ก่อนเป็นอันดับแรกเพราะเป็นประโยชน์กับประชาชนและธุรกิจ ส่วน พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะดำเนินการต่อมา เพราะยังไม่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ก็ต้องมีความจำเป็นต้องดำเนินการ เพราะถือเป็นโอกาสดีที่ตอนนี้ คสช. มีอำนาจเต็มสามารถอนุมัติกฎหมายได้ทันที หากเป็นรัฐบาลปกติกฎหมายดังกล่าวผลักดันให้เกิดได้ยาก” นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช. ออกประกาศห้ามเจ้าหนี้ทวงหนี้ชาวนายังไม่เป็นธรรม และไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อรักษาความมั่นคง คสช. ประกาศว่าผู้ใดข่มขืนใจชาวนา ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตน หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องยอมเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากพบว่ามีเจ้าหนี้นอกระบบไปตามทวงหนี้ชาวนาที่หน้าธนาคาร หรือยึดรถมอเตอร์ไซค์ และยึดบัญชีเงินฝากของชาวนาไว้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.เล็งเสนอ คสช.ออกกฎหมาย