พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง และผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่ง เพื่อหารือถึงแผนการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (โรดแมป) ว่า ขณะนี้ แผนโรดแมฟ ระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนไว้ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัมออกไปไม่มีกำหนด และ ให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี พร้อมกับเร่งปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยมอบหมายให้นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารืออีกครั้งในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ยังมีโครงการเร่งด่วน คือ โครงการประกันภัยข้าวนาปี 57 โดยให้เตรียมวงเงินไว้สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกัน และจ่ายค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้น และให้มีการเร่งลงทุน ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า รางรถไฟ และ ถนน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงให้มีการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ทั้ง ไทย-มาเลเซีย ไทย-ลาว ไทย-พม่า อย่างเป็นรูปธรรมให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 57 พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ให้ขับเคลื่อนโครงเร่งด่วน เช่น การค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป และไมโคร เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น และให้ผลักดันสินเชื่อที่อาศัย ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีประวัติดี ไม่เป็นหนี้เสีย รายละ 1.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1-3 ปีคงที่ 4.125% และ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งนี้ โครงการเร่งด่วนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ 30 โครงการเร่งด่วนที่ต้องให้แล้วเสร็จในเดือนมิ.ย. ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 30 ด้าน ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 10 เรื่อง คือ การใช้งบประมาณ ไม่เกินตัวจนผิดวินัยการคลัง, สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน, เร่งงบประมาณปี 57 ที่ค้างอยู่, แก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ, เร่งรัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ, ยึดถือกฎกติกาและวินัยการเงินการคลัง กฎเกณฑ์กติกาตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทมหาชน, จัดตั้งลงทุนภาคเอกชน กองทุนประเทศขนาดใหญ่ เพื่อลดการลงทุนภาครัฐ, เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานรัฐวิสาหกิจ ปรับระเบียบมาตรฐาน และใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ, ผลักดันด้านพลังงานทดแทน และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งคงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน
Blog
-

สั่งคงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน
Facebook Comments -

ลีสซิ่งเข้มสแกนคุณภาพลูกค้า
นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจทำให้ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจเช่าซื้อคุมเข้มเรื่องคุณภาพของลูกค้าควบคู่ไปกับการขยายฐานธุรกิจ เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ดังนั้นคาดว่าในปีนี้จะไม่เห็นการแข่งขันที่รุนแรงในเรื่องราคาหรือการเพิ่มสัดส่วนวงเงินสินเชื่อ โดยยอมรับว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาสินเชื่อรายใหญ่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งให้ความสำคัญสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการที่รายเล็กที่สู้ไม่ได้ต้องหลีกเลี่ยงหันไปจับตลาดเช่าซื้อสินค้าประเภทอื่นที่มีการแข่งขันต่ำกว่าแทน สำหรับทิศทางการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจเช่าซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)ยังมีต่อเนื่อง แต่คงไม่รุนแรงมากนักหากเทียบกับปีก่อน “ความเสี่ยงเอ็นพีแอลมีทิศทางเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวประกอบกับสถานการณ์ด้านตลาดรถมือสองที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติแม้ว่าระดับราคาจะค่อนข้างนิ่งแล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อรวมกับนโยบายการขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์คาดว่าสินเชื่อเช่าซื้อจะขยายตัวเป็นด้วยเลขหลักเดียวไม่ต่างจากสินเชื่อเพื่อการบริโภครายย่อยประเภทอื่น” สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ครึ่งปีหลัง57 แม้ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายมากขึ้นทั้งภาวะความขัดแย้งทางการเมือง การดำเนินงานต่าง ๆของภาครัฐน่าจะเดินหน้าได้บ้างส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนเริ่มฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศโดยเฉพาะ จีน และการเตรียมตัวของธุรกิจ เพื่อเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีจะทำให้ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ออกแคมเปญกระตุ้นตลาดรถยนต์รุ่นใหม่มากขึ้น คาดว่าได้รับการตอบรับดีมากกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะรถเพื่อการพาณิชย์อย่างไรก็ตามปีนี้ตลาดรถยนต์จะมียอดจำหน่ายรวมไม่เกิน 1ล้านคัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลีสซิ่งเข้มสแกนคุณภาพลูกค้าFacebook Comments -

ลุ้นซื้อสินค้าขายตรงราคาถูก
ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สคบ.ได้หารือกับตัวแทนผู้จำหน่ายอิสระของธุรกิจขายตรงทุกประเภท โดยได้รับแจ้งว่า ขณะนี้ผู้แทนอิสระอยู่ระหว่างการยื่นจดทะเบียนเป็นสมาคมผู้จำหน่ายอิสระขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งหากดำเนินการได้เสร็จ จะช่วยยกระดับของผู้จำหน่ายอิสระให้มีมาตรฐานมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยตรวจสอบต้นทุนราคาสินค้าของบริษัทที่ผลิตสินค้าได้ชัดเจนขึ้น เพราะปัจจุบันราคาสินค้าของบางบริษัทมีราคาสูงทำให้ผู้จำหน่ายอิสระไม่สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ จึงมีรายได้ลดลงเป็นอย่างมาก “สินค้าของบางบริษัทที่นำมาขาย จริงๆดูแล้วต้นทุนน่าจะไม่สูงมาก แต่พอนำมาขายราคากลับสูงขึ้นหลายเท่าตัว ผู้จำหน่ายอิสระจึงได้รับผลกระทบ รวมถึงการถูกเอาเปรียบจากบริษัทต้นสังกัดของสินค้า จึงได้ชี้แจงปัญหาให้สคบ.รับทราบ โดยวิธีการแก้ไขเบื้องต้นจะตั้งเป็นสมาคมก่อน เพราะก่อนหน้านี้ผู้จำหน่ายอิสระถือเป็นผู้ที่ไม่มีตัวตน เวลาจะทำอะไรต่อรองอะไรก็ลำบาก ซึ่งคาดว่าในช่วง 2 เดือนจากนี้คงตั้งได้เสร็จ ทำให้ต่อไปอาจมีข่าวดีว่า ผู้บริโภคจะได้ซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลง เพราะสมาคมดังกล่าวจะไปร่วมมือกับภาครัฐช่วยแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ เช่น การตรวจสอบต้นทุนสินค้า แก้ไขการถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ และอบรมส่งเสริมความรู้ให้กับผู้แทนอิสระด้วย” ร.ต.ไพโรจน์ กล่าวว่า การจัดตั้งสมาคมผู้แทนอิสระนั้น เบื้องต้นได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการทำงานไว้ประมาณ 7 เรื่อง คือ ส่งเสริมแนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้จำหน่ายอิสระอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ปกป้องการดำเนินธุรกิจให้กับผู้จำหน่ายอิสระ ยกระดับวิชาชีพของผู้จำหน่ายอิสระให้มีมาตรฐานโดยเฉพาะเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 58 สามารถตรวจสอบบริษัทสินค้าที่นำมาจำหน่ายได้ การป้องกันผู้จำหน่ายอิสระถูกเอาเปรียบจากบริษัทที่จำหน่ายสินค้า อบรมผู้จำหน่ายอิสระ และสร้างจริยธรรมในการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ผู้จำหน่ายอิสระยังได้ขอให้สคบ. เข้ามาช่วยเหลือเรื่องของการถูกเอาเปรียบกรณีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าบริษัทได้ดำถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการถูกบังคับจากบริษัทไม่ให้ผู้จำหน่ายอิสระไปขายสินค้าของบริษัทอื่น ซึ่งเรื่องดังกล่าว ผู้จำหน่ายอิสระมองว่า เป็นการลิดรอนสิทธิเพราะการทำธุรกิจดังกล่าวถือว่ามีความเป็นอิสระ สามารถจำหน่ายสินค้าของบริษัทใดก็ได้ อย่างไรก็ตามสคบ.ยังได้ชี้แจงแนวทางการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพขายตรงและตลาดแบบตรงไทย โดยผู้แทนอิสระส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดตั้งองค์กรดังกล่าว เพราะจะช่วยควบคุมธุรกิจขายตรง และช่วยดูแลผู้บริโภค ขณะเดียวกันองค์กรนี้ยังเป็นการตรวจสอบกลไลของธุรกิจระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน จึงเชื่อว่า การควบคุมธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค รวมทั้งบริษัทที่แฝงมิจฉาชีพ เช่น บริษัทแชร์ลูกโซ่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ คณะอนุกรรมการที่ดูแลเรื่องการจัดตั้งองค์กรดังกล่าว จะประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการผลักดันองค์กรนี้โดยเร็ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นซื้อสินค้าขายตรงราคาถูกFacebook Comments