เดือน: ตุลาคม 2013

  • ศึกษายกเครื่องร้านถูกใจให้อยู่รอดและยั่งยืน

    ศึกษายกเครื่องร้านถูกใจให้อยู่รอดและยั่งยืน

    นางสาวนพพร ลิ้นทอง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำการศึกษา วิจัยและพัฒนาการประกอบธุรกิจร้านค้าถูกใจว่าจะพัฒนาอย่างไร เพื่อให้การทำธุรกิจยั่งยืนและอยู่รอดได้หลังเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58โดยจะคัดเลือกร้านถูกใจ 50 ร้านค้า จากจำนวน 6,000 ร้านค้า เป็นต้นแบบการพัฒนา(โมเดล) เพื่อให้เป็นร้านค้าที่ยั่งยืน ซึ่งจะเริ่มโครงการพัฒนาตั้งแต่เดือนม.ค. 57 และภายในเดือนส.ค. 57 จะสามารถผลักดันให้ร้านถูกใจทั้ง 6,000 ร้าน ได้รับการพัฒนาจนแข่งขันได้ “การดูแลร้านถูกใจ จะไม่มีงบสนับสนุน แต่จะอบรมพัฒนาให้ความรู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ร้านค้าทั่วไปเลี้ยงตัวเองและอยู่รอด เพื่อรองรับการแข่งขันค้าปลีกที่จะรุนแรงขึ้นหลังเปิดเออีซี ซึ่งจะใช้งบประมาณที่เหลือประมาณ 100 ล้านบาทในการพัฒนาร้านถูกใจที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ส่วนการเพิ่มปริมาณร้านถูกใจนั้น คงไม่ใช่เป้าหมายหลักแล้ว” แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าจัดทำข้าวถุงรวมใจนั้น ขณะนี้องค์การคลังสินค้า (อคส.) อยู่ระหว่างคัดเลือกผู้ปรับปรุงและบรรจุหีบห่อ และตรวจสอบคุณสมบัติผู้กระจายข้าวถุงรวมใจ ซึ่งอาจไม่ทันกำหนดเดิมที่จะกระจายข้าวถุงรวมใจออกสู่ท้องตลาดในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดจัด ทำร้านค้าอาหารจานด่วนราคา 15 บาท กระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดส่งรายชื่อร้านอาหารในเครือข่ายธงฟ้าเพื่อให้เจ้า ของโครงการได้ต่อยอดว่าจะเจรจาอย่างไรให้ร้านค้าเหล่านั้นเพิ่มเมนูราคา ประหยัด หรือลดราคาลงจากที่ขายอยู่ 30-35 บาท แต่ยอมรับว่าอาจทำได้ยากในบางพื้นที่ เพราะมีต้นทุนสถานที่สูง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศึกษายกเครื่องร้านถูกใจให้อยู่รอดและยั่งยืน

  • เอสเอ็มอีผลิตเสื้อผ้าเล็งร่วมทุนแบรนด์ดังหาทางรอด

    เอสเอ็มอีผลิตเสื้อผ้าเล็งร่วมทุนแบรนด์ดังหาทางรอด

    นายถาวร กนกวลีวงศ์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมฯมีนโยบายที่จะผลักดันให้ผู้ผลิตเสื้อผ้าเพิ่มมูลค่าเพิ่มในการ ส่งออกสินค้าโดยการร่วมทุนกับแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกหรือการซื้อใบอนุญาติ เจ้าของลิขสิทธ์เพื่อทำตลาดสินค้าร่วมกันเจ้าของสินค้าแทนการรับจ้างการ ผลิตอย่างเดียว เนื่องจากจะช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และลดปัญหาเจ้าของแบรนด์กดราคาคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) เบื้องต้นหลายรายเริ่มร่วมทุนกับแบรนด์จากญี่ปุ่น ยุโรป และ สหรัฐฯแล้ว“การทำธุรกิจต้องมีการปรับเปลื่ยนตามความเหมาะสมซึ่งการรับจ้างการผลิตอย่างเดียวค่อยๆลดลง ดังนั้นการสร้างแบรนด์ตนเองและร่วมทุนกับแบรนด์ดังๆ ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการได้ แต่การร่วมทุนกับแบรนด์ดังๆ นั้นเจ้าของแบรนด์คงต้องดูปรสิทธิภาพของผู้ผลิตสินค้าด้วย เพราะหากไม่มีศักยภาพเพียงพอก็จะไม่ร่วมทุน เนื่องจากเป็นห่วงว่าอาจทำให้แบรนด์สินค้าตกต่ำลง”ขณะเดียวกันทางสมาคมได้ขอความร่วมมือจากภาครัฐโดยเฉพาะกรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศในการช่วยสร้างแบรนด์เสื้อผ้าแก่สมาชิก รวมถึงการช่วยหาตลาดและการสร้างความอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทยในการ เข้าไปทำการค้าและการลงทุนในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีแรงงานเพียงพอและมีค่าจ้างแรงงานไม่ถูกมากนัก เพื่อการเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยนายวัลลภ วิตนากรที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตเสื้อผ้าและชุดกีฬาที่เป็นโรงงานห้องแถวจำนวนมากทะยอยปิดกิจการเนื่องจากลูกค้าได้ปรับลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) แล้วหันไปจ้างโรงงานขนาดใหญ่แทน เพราะว่าผู้ผลิตรายใหญ่สามารถผลิตงานที่มีคุณภาพมากกว่าทั้งเนื้อผ้า เนื้องาน และความเรียบร้อยด้านต่างๆ แม้ว่าราคาสินค้าจะแพงกว่าเฉลี่ยตัวละ 50 บาทก็ตาม“เห็นได้ชัดเจนการการผลิตชุดฟุตบอลของสโมสรตามลีกต่างๆในประเทศไทยที่มีออเดอร์รวมกันจำนวนมากบางทีมสั่งครั้งละ 4-5 หมื่นตัวต่อปีเดิมเคยสั่งจากโรงงานห้องแถว แต่ระยะหลังแฟนบอลระบุว่าเสื้อผ้าไม่ดีบ้าง หรือนักฟุตบอลบอกว่าใส่แล้วร้อนผิดปกติ ส่งผลให้เจ้าของลิขสิทธิ์หันมาสั่งโรงงานที่มีศักยภาพมากขึ้น จนผู้ผลิตบางรายมีออเดอร์ทะลักแต่ส่วนใหญ่ก็รับไว้หมดเพราะสามารถทดแทนออเดอร์ส่งออกที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอ็มอีผลิตเสื้อผ้าเล็งร่วมทุนแบรนด์ดังหาทางรอด

  • แบงก์ชาติแนะผู้ส่งออกปรับตัวเพิ่มศักยภาพการผลิต

    แบงก์ชาติแนะผู้ส่งออกปรับตัวเพิ่มศักยภาพการผลิต

    นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ประเทศไทยผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ไม่สูงนัก ส่งผลให้การส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าประเทศที่เน้นส่งออกสินค้าที่ใช้ เทคโนโลยีสูงกว่า เช่น ประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากกว่า โดยสถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงข้อจํากัดด้านศักยภาพการผลิตของ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาความ สามารถในการแข่งขันในฐานะการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกได้ดีเพียงพอทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวส่งผลให้การส่งออกของหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเหนือ ปรับดีขึ้นตั้งแต่ต้นไตรมาสที่สอง แต่การส่งออกของไทยยังไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก ซึ่งสาเหตุสําคัญมาจากข้อจํากัดด้านโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการในตลาดโลก และเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเต็มที่ อาจทำให้การส่งออกของไทยไม่สามารถกลับมาขยายตัวสูงเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยเช่นในอดีตอีกต่อไป“ผลสำรวจของเวิล์ด อิโคโนมิก ฟอรั่ม เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ชี้ว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงมากในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนว่าไทยไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดึงดูนักลงทุนให้ย้ายมาผลิตในประเทศ เพราะความไม่พร้อมด้านบุคคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศ ทั้งการเตรียมความพร้อมตลาดแรงงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม การศึกษา โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำไม่เช่นนั้นขีดความสามารถการผลิตของไทยจะห่างจากภูมิภาคมากขึ้น จนสุดท้ายจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ (เอชดีดี) ของบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ขณะนี้ เอชดีดี เป็นสินค้าที่มีความต้องการลดลง เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรสนิยมจากการใช้คอมพิวเตอร์ ที่มี เอชดีดี เป็นหน่วยความจําไปสู่สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตแทน แม้ผู้ผลิตเอชดีดีรายใหญ่ของโลกพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยการเข้าซื้อและรวมทุนกับบริษัทผู้ผลิตเมมโมรี่ในการเก็บข้อมูล (เอสเอสดี) แต่ไม่มีแนวโน้มจะลงทุนผลิตเอสเอสดีในไทย เนื่องจากขาดการร่วมกลุ่ม เพื่อรองรับเพราะอุตสาหกรรม ทำให้ไทยไม่อยู่ในการผลิตของสินค้าไฮเทคเหล่านี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ชาติแนะผู้ส่งออกปรับตัวเพิ่มศักยภาพการผลิต