เดือน: ตุลาคม 2013

  • มะกันห้ามนำเข้าจากผู้ส่งออกไทย9ราย

    มะกันห้ามนำเข้าจากผู้ส่งออกไทย9ราย

    นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (เอฟดีเอ) ได้ห้ามนำเข้าสินค้าจากผู้ส่งออกไทย 9 ราย จากประเภทผลไม้และผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น มะขามหวาน ลิ้นจี่กระป๋อง เครื่องแกงเขียวหวาน เป็นต้น เนื่องจากตรวจพบสิ่งสกปรกเน่าเสีย หรือยาปราบศัตรูพืชเจือปน ดังนั้นผู้ส่งออกไทยควรศึกษาระเบียบและตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ถูกห้ามนำเข้า จนเป็นการทำลายภาพพจน์สินค้าไทยโดยรวม “ก่อนที่เอฟดีเอจะออกประกาศห้ามนำเข้าสินค้าในเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ก็ได้ดำเนินการแจ้งไปยังผู้ประกอบการส่งออก เกี่ยวกับสิ่งที่ตรวจพบ ข้อสงสัยหรือความไม่ชัดเจนในการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจัดส่งข้อมูลยืนยันเพื่อแก้ข้อกล่าวหา แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการดังกล่าวไม่สามารถชี้แจงหรือจัดทำข้อมูลได้เพียงพอ ดังนั้นเอฟดีเอจึงต้องประกาศห้ามนำเข้า และจะทำลายสินค้าหรือส่งกลับภายใน 90 วัน” สำหรับสินค้าที่มีปัญหา ประกอบด้วย น้ำปลา, มะขามหวาน, มะขาม พบว่ามีสิ่งสกปรกเน่าเสียเจอปน, ลิ้นจี่กระป๋องในน้ำเชื่อม พบการบวมของภาชนะบรรจุหรือมีการรั่วซึม, เส้นก๊วยเตี๋ยวเส้นเล็ก พบสกปรกและเน่าเสีย, เครื่องแกงเขียวหวาน และเครื่องแกงแดง พบว่าผู้ประกอบการไม่ได้จดทะเบียนการเป็นผู้ผลิตอาหารกระป๋องที่มีความเป็นกรดต่ำหรือทะเบียนผู้ผลิตอาหารที่ใช้กรดเป็นส่วนประกอบ มะม่วงกระป๋อง หั่นเป็นชิ้นในน้ำเชื่อม พบสารเคมีพวกยากปราบศัตรูพืชเจือปน, กล้วยอบแห้ง พบสารซัลไฟต์ซึ่งไม่ได้ระบุไว้บนฉลากสินค้า, ปลากแมกเคอเรลทอด รสเผ็ดพบว่าสินค้าเก็บอยู่ในสภาพที่ไม่ถูกต้องตามสุขอนามัย “ที่ผ่านมา เอฟดีเอได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียนการนำเข้าอาหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า สินค้าอาหารที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ ได้ผลิตอย่างถูกต้องตามหลักสาธารณสุขในระดับเดียวกันกับสินค้าที่ผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศผู้ส่งออก พร้อมทั้งกำหนดแนวทางตรวจสอบ เพื่อออกหนังสือรับรองความปลอดภัยด้านอาหาร โดยจะมีการจัดตั้งโครงการในการรับรองหน่วยงาน เพื่อตรวจสอบและออกหนังสือรับรองฯให้กับสินค้าที่จะส่งมาสหรัฐฯ” นายทิฆัมพร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน หน่วยงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรค ของประเทศจีนได้ออกประกาศเกี่ยวกับมาตรการนำเข้าผลิตภัณฑ์สูตรนมผงเด็ก โดยมีข้อกำหนดใหม่ในเรื่องการจดทะเบียนของผู้ประกอบการในต่างประเทศ อายุการเก็บของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก และอื่นๆ เช่นกำหนดให้ผลิตภัณฑ์สูตรนมผงเด็กที่จะหมดอายุภายใน 3 เดือนหลังจากวันที่ได้รับการตรวจสอบที่ด่านนำเข้า จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามายังจีน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์สูตรนมผงเด็กที่นำเข้ามายังจีนจะต้องบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมสำหรับการขายปลีกไปยังผู้บริโภค (กระป๋อง) มิใช่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่เพื่อการแบ่งบรรจุใหม่ และผลิตภัณฑ์สูตรนมผงเด็กที่จะส่งออกมายังจีนต้องมีฉลากเป็นภาษาจีนที่ถูกต้องตามมาตรฐานพิมพ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ที่จะวางจำหน่าย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มะกันห้ามนำเข้าจากผู้ส่งออกไทย9ราย

  • ดึงฮ่องกงเข้าอาเซียน

    ดึงฮ่องกงเข้าอาเซียน

    นายยรรยง พวงราช รมช. พาณิชย์ เปิดเผยในงานสัมมนา “ความเป็นหุ้นส่วนภาคธุรกิจระหว่างอาเซียนและฮ่องกง” ระหว่างที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) เดินทางโรดโชว์ที่ฮ่องกงว่า ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนได้เชิญนักลงทุนฮ่องกงเข้ามาลงทุนในอาเซียน เพราะเป็นแหล่งที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลก เนื่องจากอาเซียนกำลังจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 และอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคกับอีก 6 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเจรจาจบในปี 58 เช่นกัน ทั้งนี้ในกลุ่มอาเซียนเป็นตลาดที่น่าลงทุน มีประชากรกว่า 600 ล้านคน มูลค่าจีดีพีรวม 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5.7% ในปี 55 มีทรัพยากรทั้ง น้ำมัน ก๊าซ ไม้ พืชอาหาร ประมง และมีงานงานฝีมือเพิ่มมากขึ้น ทำให้อาเซียนเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพในการแข่งขันและส่งออกด้านอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ รถยนต์ อุปกรณ์จักรกล และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ “ยิ่งเมื่ออาเซียนเปิดเออีซีและร่วมเปิดเสรีกับอีก 6 ประเทศ จะทำให้เกิดกลุ่มการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุด มีประชากร 3,200 ล้านคน นับเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรโลก มีมูลค่าการค้าถึง 40% ของโลก ซึ่งหากฮ่องกงมาลงทุนในอาเซียน ก็จะได้รับประโยชน์จากเอฟทีเอของอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาอื่นๆ” นายยรรยง กล่าวว่า ยังได้เชิญชวนให้นักลงทุนฮ่องกงเข้ามาลงทุนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในอาเซียน รวมทั้งไทย เพราะปัจจุบันอาเซียนมีแผนที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงในภูมิภาค โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับจีน ภายใต้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอาเซียน-ลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะมีโครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมคุนหมิงไปยังสิงคโปร์ผ่านประเทศอาเซียนบางประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าขนส่งและความสูญเสียทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแล้ว ยังจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และดึงดูดนักลงทุนมาสู่อาเซียนด้วย “โดยในส่วนของไทย มีแผนที่จะลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้น 2.2 ล้านล้านบาท เช่น การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงไปสู่เมืองสำคัญๆ และประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการปรับปรุงการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ซึ่งไทยได้เปิดให้ต่างชาติมายื่นประมูล และพร้อมที่จะเปิดรับนักลงทุนจากฮ่องกง” นอกจากนี้ ในส่วนของฮ่องกง อาเซียนกำลังจะเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับฮ่องกง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยจะเริ่มการเจรจาในปี 57 ประกอบด้วย การค้าสินค้า บริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอื่นๆ ซึ่งเอฟทีเออาเซียน-ฮ่องกง จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทั้งด้านการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและฮ่องกงมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงฮ่องกงเข้าอาเซียน

  • ธปท.จับตาความเสี่ยงหลังการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ เชื่อกระทบต่อภาคตลาดเงินให้เกิดความผันผวน

    ธปท.จับตาความเสี่ยงหลังการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ เชื่อกระทบต่อภาคตลาดเงินให้เกิดความผันผวน

    นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เชื่อว่าประเด็นความเสี่ยงหลังการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐจะส่งผลต่อภาคตลาดเงินเกิดความผันผวนมากขึ้นเนื่องจากนักลงทุนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าจะยืดเยื้ออีกหรือไม่ ทำให้ธปท.จำเป็นต้องเตรียมเงินทุนสำรองไว้เพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีการประเมินว่าเงินทุนจะไหลออกเพิ่มขึ้น“เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวนส่วนหนึ่งอาจมาจากนักลงทุนระยะสั้นเข้าเร็วออกเร็วทำให้มีความผันผวนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่มีการทำสถิติระดับสูงในทุกประเทศทำให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้นโดยนักลงทุนต้องระมัดระวัง และต้องดูสถานการ์กว่านโยบายสหรัฐจะชัดเจน รวมทั้งภาวะการเงินโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงรวดเร็วการมีแนวคิดการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติในเวลานี้มองว่าคงไม่เหมาะสมเพราะจะยิ่งสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศ”ทั้งนี้ การที่ ธปท.เข้าไปดูแลความผันผวนของตลาดเงินแต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่เคลื่อนไหวโดยยอมรับว่าขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกเคลื่อนไหวอย่างหวือหวามากขึ้นซึ่งที่ผ่านมาค่าเงินบาทบางช่วงผันผวนเกินกว่า10% ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 7-8%โดยเป็นเงินที่ออกไปลงทุนต่างประเทศน้อยกว่าเงินที่เข้ามาลงทุนในไทยโดยตรงทุกประเภทรวมกันอย่างไรก็ตามธปท.พยายามผลักดันให้เงินออกไปลงทุนเพื่อลดส่วนต่างความต้องการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนให้แคบลงช่วยให้ความผันผวนของค่าเงินลดลงด้วย โดย 8เดือนแรกของปีนี้มีเงินออกไปลงทุนต่างประเทศแล้ว 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐลดลงจากช่วงเดียวกับปีก่อนมี 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และเทียบกับทั้งปี 55อยู่ที่ 12,700 ล้านเหรียญสหรัฐเพราะหากมีการส่งเสริมให้มีเงินออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นก็จะช่วยสร้างสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะต่อไป **ขณะเดียวกัน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กำลังศึกษาแนวทางการใช้มาตรการภาษีช่วยลดต้นทุนที่เป็นอุปสรรคแก่ภาคธุรกิจที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศเช่น การนำเงินไปลงทุนโดยตรงและซื้อกิจการ เป็นต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเร็วๆ นี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนช่วยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้สมดุลมากขึ้นโดยเฉพาะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจท่ามกลางการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนโลก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.จับตาความเสี่ยงหลังการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ เชื่อกระทบต่อภาคตลาดเงินให้เกิดความผันผวน