รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปริมาณและมูลค่าธุรกรรมเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) ของไทย ส่วนใหญ่มาจากบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) มีปริมาณการใช้บริการสูงขึ้น โดยอยู่ในสัดส่วน 99.8% และมีมูลค่าในสัดส่วน 97.7% ของบริการธุรกรรมเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในไตรมาส 2 ปี 56 มีจำนวน 157 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 11,000 ล้านบาท ดังนั้นหากอนาคตมูลค่าใช้จ่ายธุรกรรมเงินอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ ก็อาจต้องทบทวนกฎหมาย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน ซึ่งจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้ “ข้อมูลสถิติในปัจจุบัน แม้ผลกระทบของการใช้อี-มันนี่ ต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทย ยังไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล เนื่องจากมูลค่าใช้จ่ายด้วยอี-มันนี่ยังมีน้อยมาก โดยในปี 55 ที่ผ่านมา การใช้อี-มันนี่ ของไทยมีมูลค่ารวมที่ 35,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.01% ของมูลค่ารวมธุรกรรมการชำระเงินผ่านระบบการชำระเงินทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.23% ของปริมาณเงินในความหมายกว้าง แต่ในอนาคตหากมูลค่าใช้จ่ายอี-มันนี่ของไทยเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและระดับความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินที่มีผลต่อเสถียรภาพระดับราคา ก็อาจต้องทบทวนกฎหมาย” ทั้งนี้ การใช้ อี-มันนี่ หากสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสามารถส่งผลกระทบโดยตรงในระดับมหภาคต่อนโยบายการเงินใน 2 ด้าน ทั้งด้านปริมาณเงินและด้านการดูแลเสถียรภาพระดับจะมีผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าทั่วไป และผลกระทบต่ออัตราการหมุนเวียนของเงิน ที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจผ่านอัตราการหมุนเวียนของเงินที่มีมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาในต่างประเทศ การใช้ อี-มันนี่ ผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินอย่างแพร่หลาย ทำให้อัตราการหมุนเวียนของเงินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และส่งผลต่อการขยายตัวของระดับราคาหรืออัตราเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธนาคารกลางต้องติดตามและประเมินผลกระทบในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งออกกฎหมายคุมธุรกรรมอี-มันนี่
เดือน: ตุลาคม 2013
-

เล็งออกกฎหมายคุมธุรกรรมอี-มันนี่
-

เอกชนลดเป้าส่งออกเหลือ 1%
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สภาผู้ส่งออก) เปิดเผยว่า สภาผู้ส่งออกไทยลดเป้าการส่งออกไทยในปี 56 จาก 2.5% เหลือ 1% เนื่องจากตัวเลขการส่งออกรวม 3 ไตรมาสแรกของปี (ม.ค.-ก.ย. 56) มีมูลค่าเพียง 172,139.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพียง 0.05% โดยเฉพาะในเดือน ก.ย. ที่มีมูลค่าเพียง 19,303.7ล้านเหรียญฯ ลดลง 7.09% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก”แนวโน้มแต่ละเดือนจะสามารถทำให้ได้ถึงเป้า19,800-20,000 ล้านเหรียญฯ แต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะของเรื่องของสถานการณ์ซัดดาวน์ของสหรัฐฯยังยืดเยื้ออยู่ถึงเดือน ก.พ. ปีหน้า ส่วนเรื่องการเมืองในประเทศไม่น่าจะมีผลต่อการส่งออกในปีแล้ว แต่หากสถานการณ์การทางการเมืองยืดเยื้อหรือรุนแรงมีการปิดสถานที่ใช้ขนส่ง โลจิสติกส์ ก็อาจส่งผลกระทบไปยังการส่งออกของปีหน้าได้”นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกในปี 56 คาดว่าอย่างมากที่สุดคงโตได้มากที่สุดเพียง 1-1.2% เท่านั้น แต่โดยส่วนตัวมองว่าการส่งออกที่ติดลบในช่วงนี้เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ เนื่องจากในหลายๆประเทศทั่วโลกสถานการณ์การส่งออกก็แย่เช่นเดียวกัน และการที่การส่งออกไทยโตได้ไม่มากก็เป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจของคู่ค้าของไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตามไทยก็ควรผลักดันการส่งออกพวกชิ้นส่วนไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยายนต์ให้มาก เพราะสินค้าทั้ง 3 กลุ่มคิดเป็น 40% ของการส่งออก และเชื่อว่าสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจะเป็นตัวแปรสำคัญของการส่งออกไทยด้วย ส่วนสินค้าเกษตรก็เชื่อว่าจะค่อยๆผ่อนคลายและดีขึ้นในช่วงปีหน้า”การส่งออกในปีนี้คงคาดการณ์อะไรไม่ได้มากแล้ว หากแต่ละเดือนส่งออกได้ 20,000 ล้านเหรียญฯ ซึ่งจะทำให้การส่งออกขยายตัวได้มากสุด 1.27% ส่วนในปี 57 ส่งออกน่าจะดีขึ้น เพราะสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรปน่าจะฟื้นตัวได้เรื่อยๆ ส่วนญี่ปุ่นก็น่าจะดีขึ้นเพราะรัฐบาลมีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบแล้วค่อนข้างมาก”นอกจากนี้ยังมองว่า รัฐบาลควรทำตามคำแนะนำของสภาผู้ส่งออกฯที่ได้มัการเสนอให้ทำเรื่องของการปรับโครงสร้างด่านตามชายแดน การทำเขตการค้าฟรีโซน เพื่อจะช่วยเป็นอีกหนึ่งทางในการช่วยผลักดันตัวเลขส่งออกให้มีการขยายตัวด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนลดเป้าส่งออกเหลือ 1% -

ยอดค้าปลีกแอลพีจีหด
นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) เปิดเผยว่า ปริมาณการจำหน่ายก๊าซแอลพีจี ภาคครัวเรือนตามร้านจำหน่ายแอลพีจีทั่วประเทศ มีแนวโน้มชะลอตัวลง คาดว่า ทั้งปีลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากปกติมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 – 10% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ประชาชนใช้จ่ายประหยัดขึ้น ส่วนแนวโน้มที่อยู่อาศัยปรับขึ้น ตามปกติปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งผู้อยู่อาศัยนิยมใช้เตาไฟฟ้า ไม่ใช้ก๊าซแอลพีจี จึงทำให้ปริมาณการใช้ไม่เพิ่มขึ้น ส่วนกรณีการใช้สิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาเดิมของประชาชน และร้านค้าหาบเร่แผงลอยที่ได้รับสิทธิ์ 7.7 ล้านรายล่าสุดยังมีน้อยมาก เพราะประชาชนกลุ่มนี้มองว่า ราคาแอลพีจี ภาคครัวเรือนที่ปรับขึ้น 2 เดือนรวม 1 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพมาก เช่นเดียวกับร้านค้าหลายแห่งก็ไม่เข้าร่วมโครงการแต่เชื่อว่าหากแอลพีจี ปรับขึ้นเป็น 3บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นไปอีกถังละ 45 บาท ประเภทถังละ 15 กิโลกรัมเมื่อไร เชื่อว่า จะมีผู้มีสิทธิ์มาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับผู้ค้าก๊าซหุงต้ม ตามมาตรา7ว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมจัดเวทีสัมมนาร่วมกันระหว่างผู้ค้ามาตรา 7 และร้านจำหน่ายแอลพีจีทั่วประเทศ เพื่อให้ร้านค้าก๊าซ เซ็นสัญญาเข้าร่วมโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ภาคครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพียง 5,000 แห่ง จากจำนวนร้านค้าทั่วประเทศ 43,000 แห่ง รวมทั้งหมด 18 ครั้ง สำหรับครั้งแรก จะจัดที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วันที่ 5 พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการเชิญร้านจำหน่ายแอลพีจี ในเขตกรุงเทพ ฯ และปริมณฑลราว 800-1,000 แห่ง มาหารือกับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อนำไปสู่การเซ็นสัญญาเข้าร่วมโครงการต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 17 ครั้ง จะเป็นการเดินสายไปยังต่างจังหวัดที่มีร้านค้าแอลพีจีจำนวนมากให้ทั่วทุกภาคของไทยส่วนกรณีการโอนเงินระหว่างมาตรา7 ไปให้สำรองร้านค้าและเมื่อมาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าต้องโอนเงินคืนนั้น ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)กำลังหารือกับกรมสรรพสามิตอยู่ เพื่อไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเติม “ จากการหารือกับผู้ค้ามาตรา 7 พบว่า ช่วง 2 เดือนที่มีการปรับขึ้นราคาแอลพีจีไปแล้วรวม 1 บาทต่อกิโลกรัมปรากฏว่า ผู้ค้าแอลพีจี มีการโอนเงินไปยังร้านจำหน่าย เพื่อสำรองเงินในการจ่ายให้กับผู้มีสิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาเดิมตามนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ร้านค้าหาบเร่ แผงลอย 7.7 ล้านรายทั่วประเทศมีจำนวนต่ำมากจึงพยายามที่จะต้องชี้แจงเพราะส่วนหนึ่งพบว่าร้านค้ายังไม่เข้าใจการดำเนินงาน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดค้าปลีกแอลพีจีหด