เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • ครม.รับ เบิกจ่ายงบปี 56 ต่ำกว่าเป้าหมาย

    ครม.รับ เบิกจ่ายงบปี 56 ต่ำกว่าเป้าหมาย

    นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้รับทราบรายงานผลการเบิกจ่ายเงินปีงบประมาณ 56 (ต.ค.55 – ก.ย.56) โดยเบิกจ่ายแล้ว 2.17 ล้านล้านบาท หรือ 90.48% ของวงเงินงบประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.52% แยกเป็น รายจ่ายประจำ 1.89 ล้านล้านบาท หรือ 95.13% และรายจ่ายลงทุน 276,574 ล้านบาท หรือ 67.77% ซึ่งมีสาเหตุจากส่วนราชการต่าง ๆ ยังมีโครงการเก่าที่ยังไม่ก่อหนี้ที่มาใช้จ่ายในปีงบ 56 โดยเฉพาะวงเงินที่ส่วนราชการต้องดำเนินการจัดซื้อจัดท้าง ที่ยังไม่รวมรายจ่ายประจำ 522,727 ล้านบาท ขณะที่การจัดสรรงบประมาณในส่วนของรายจ่ายลงทุนมีความล่าช้า สำนักงบประมาณได้จัดสรรเงินงบประมาณให้ส่วนราชการต่าง ๆ 44,006 ล้านบาท หรือ 10.78% เพราะส่วนราชการต่าง ๆ แจ้งรายละเอียดประกอบการจัดสรรงบประมาณให้สำนักงบประมาณล่าช้า รวมทั้งในไตรมาสที่ 1-3 มีผลการก่อหนี้และการเบิกจ่ายงบประมาณค่อนข้างต่ำ เพราะโครงการไม่มีความพร้อม รวมทั้งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ผู้รับจ้าง นอกจากนี้ตามมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ที่กำหนดระยะเวลาก่อหนี้ให้หน่วยงานปฏิบัติ แต่หลายหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนด ขณะที่มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ที่ให้ส่วนราชการ ขอเปลี่ยนแปลงรายการ แผนปฏิบัติงาน และแผนใช้จ่ายงบประมาณที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการก่อหนี้ผู้พันได้ในเดือนก.ย.56 หรือก่อหนี้ไม่ทัน แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องการใช้จ่ายเพื่อกระตุ่นเศรษฐกิจช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.56 ทำให้บางส่วนต้องขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีกรณีไม่มีหนี้และเริ่มจัดซื้อจัดจ้างใหม่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครม.รับ เบิกจ่ายงบปี 56 ต่ำกว่าเป้าหมาย

  • ส.อ.ท.ระดมสมองแก้คำสั่งซื้อปี57หด

    ส.อ.ท.ระดมสมองแก้คำสั่งซื้อปี57หด

    นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. เตรียมประชุมหามาตรการแก้ปัญหาคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าต่างชาติ เดือน ม.ค. 57 ที่เริ่มหยุดชะงักแล้ว เนื่องจากเกรงว่า หากสถานการณ์การชุมนุมเกิดเหตุรุนแรง ผู้ผลิตสินค้าไทย จะผลิตสินค้าให้ไม่ได้ตามคำสั่งซื้อ จึงหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทน ซึ่งหากเป็นออเดอร์ใหม่ ๆ เกรงว่า ลูกค้าจะไม่กลับมาสั่งซื้อสินค้าในไทยอีก เหมือนกรณีน้ำท่วมในปี 54 ลูกค้าบางราย ยกเลิกสั่งซื้อสินค้าไทยถาวร และมีนักลงทุนต่างชาติ สอบถามเหตุการณ์มายัง ส.อ.ท.จำนวนมากว่า สถานการณ์ชุมนุมจะรุนแรงมากน้องเพียงใด ซึ่งส.อ.ท.ไม่สามารถตอบได้ อย่างไรก็ตามหากถามว่า การยุบสภา จะเป็นทางออก หรือคำตอบสุดท้าย เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปสู่ภาวะปกติหรือไม่ เป็นการประเมินยาก เพราะหากทุกคนเข้าคูหาเลือกต้ังใหม่แล้ว พรรคไหนมาเป็นรัฐบาล แล้วจะไม่มีการต่อต้านอีก นายวัลลภ วิตนากร รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ภาคเอกชนวิตกกังวลมาก เพราะเกรงว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจในวงกว้าง และสูญเสียความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยทางการเมืองที่ขัดแย้งกันมาเกือบ 10 ปี มองว่าหากท้ายที่สุด รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในความสงบได้ ก็มีทางออกสุดท้ายอย่างเดียว คือการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินกันใหม่ แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าประเทศจะเดินหน้าไปสู่ความรุนแรง และภายหลังการเลือกตั้ง ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่ให้เกิดเหตุใครแพ้ก็มาขับไล่รัฐบาลอีก ถ้าไม่เคารพกติกาประเทศชาติก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ ด้านนายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการส.อ.ท. กล่าวว่า หากรัฐบาลประกาศยุบสภา ฯ สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมากที่สุด คือ นโยบายประชานิยม โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงงาน จากปัจจุบัน 300 บาท ปรับเป็น 400 -500 บาท เนื่องจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อผู้ประกอบการ มากกว่าสถานการณ์การชุมนุมที่ยืดเยื้อ กรณีไม่เกิดเหตุความรุนแรง เพราะสถานการณ์การชุมนุมในไทย เกิดขึ้นมาแล้วหลายปี ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวได้แล้ว แต่ผลกระทบค่าแรงที่ปรับขึ้น ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังได้รับผลกระทบ จนต้องปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง “ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สายป่านไม่ยาวมาก ยังปิดกิจการอย่างเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากค่าแรงที่ปรับขึ้นในช่วงต้นปี และถ้ารัฐบาลมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วนำนโยบายประชาชนนิยม โดยเฉพาะปรับขึ้นค่าแรงมาใช้ จะยิ่งทำให้เอสเอ็มอี ตายหมดแน่นอน ตอนนี้กลายเป็นว่า ต้นทุนของผู้ประกอบไทยสูงกว่าหลายๆ ประเทศในอาเซียน ถ้ายิ่งปรับขึ้นไปอีก รับรองทั้งมาเลเซีย เวียดนาม พม่า นั่งหัวเราะเยาะไทยแน่นอน เพราะเท่ากับว่า นอกจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ที่ทุกๆประเทศ ได้รับกระทบเหมือนกัน แต่ตอนนี้ เรากลับทำร้ายตัวเองมากยิ่งกว่าผลกระทบเศรษฐกิจโลกอีก” อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์การชุมนุมที่ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกิดใหม่ เช่น ผู้ประกอบการขายนกหวีด ผ้าพันคอ ของที่ระลึกในงาน สามารถสร้างรายได้แต่ละวันเป็นจำนวนมาก แต่จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และขณะนี้สิ่งที่เอกชน ต้องการคือ ให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างต่อเนื่อง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท.ระดมสมองแก้คำสั่งซื้อปี57หด

  • ไฟเขียวร.ฟ.ท.กู้ 2.4 หมื่นล้านบาทผุดโครงการปี57

    ไฟเขียวร.ฟ.ท.กู้ 2.4 หมื่นล้านบาทผุดโครงการปี57

    นายธีรัตน์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. ได้เห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้เงินประจำปีงบประมาณ 57 จำนวน 24,719 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ กู้เงินเพื่อดำเนินการตามแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลเพื่อให้ ร.ฟ.ท. กู้ต่อ 6,924 ล้านบาท มีโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต 710.51 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายตะวันออกช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย 3,321 ล้านบาท โครงการปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย 8 สายทาง 2,892 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมีแผนการก่อหนี้ใหม่ของร.ฟ.ท.2,806 ล้านบาท คือ เงินกู้เพื่อการลงทุนในโครงการ (หนี้ในประเทศ) 2,006 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการจัดหารถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า 308 คัน 106 ล้านบาท โครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า 50 คัน 885 ล้านบาท โครงการซ่อมบูรณะรถจักรดีเซลไฟฟ้าอัลสตอม 56 คัน 342.73 ล้านบาท โครงการจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับเชิงพาณิชย์ 115 คัน 672.44 ล้านบาท รวมถึงแผนเงินกู้เพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่นๆ (หนี้ในประเทศ) 800 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของเงินกู้เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่อง รายการต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องทั้งหมด 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีแผนการปรับโครงสร้างหนี้ 14,989 ล้านบาท ประกอบด้วย สัญญาเงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปีงบประมาณ 57 จำนวน 5 สัญญา และพันธบัตร ร.ฟ.ท. 8 รายการ อย่างไรก็ตามเงินกู้ระยะยาวเพื่อใช้ดำเนินงาน 11,693 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ได้บรรจุในแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 57 นั้น ล่าสุดร.ฟ.ท.ยังไม่ได้เสนอขอกู้ในครั้งนี้ เพราะจะขอพิจารณาผลการดำเนินงานจริงในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 57 ก่อน โดยจะพิจารณาวงเงินที่เหมาะสมเพียงพอในการเสริมสภาพคล่อง จากนั้นจึงเสนอให้ครม.พิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ขยายระยะเวลาการกู้เงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการทางพิเศษสายศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร 3,910 ล้านบาท จากปีงบประมาณ 56 เป็นปีงบประมาณ 57

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียวร.ฟ.ท.กู้ 2.4 หมื่นล้านบาทผุดโครงการปี57