นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีประชาชน บริษัท และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ความสนใจตรวจเครดิตบูโรด้วยตนเองอยู่ที่ 333,349 รายการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ 308,690 รายการ เนื่องจากข่าวสารภัยทางการเงินในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้นด้วย ส่งผลให้ประชาชนเริ่มตรวจเครดิตด้วยตนเองเพื่อทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องด้วย ขณะที่จำนวนการสืบค้นข้อมูลเครดิตของสมาชิก ธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อและออกบัตรเครดิต รวมถึงทบทวนสินเชื่อในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีการยื่นขอดูเครดิตบูโรจากระบบฐานข้อมูลประเภทบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 22.09 ล้ายรายการ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 15.65 ล้านรายการ เป็นผลจากการยื่นขอสินเชื่อรถยนต์แม้ว่าการส่งมอบในโครงการรถคันแรกใกล้จะหมดแล้ว ประกอบกับสถาบันการเงินให้ความสำคัญเรื่องการบริหารความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เป็นผลจากหนี้ภาคครัวเรือนขยายตัวสูง สถาบันการเงินจึงทบทวนสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น สำหรับจำนวนการสืบค้นประเภทนิติบุคคลมีทั้งสิ้น 0.267 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 0.174 ล้านรายการ เป็นผลจากการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอีที่สถาบันการเงินมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสินเชื่อดังกล่าว สะท้อนจากการเสนอบริการที่มีความหลากหลายมากขึ้น “รวมการสืบค้นของทั้งสองระบบข้อมูลเครดิตมีทั้งสิ้น 22.36 ล้านรายการ ประกอบด้วยการวิเคราะห์สินเชื่อและออกบัตรเครดิต 10.64 ล้านรายการ การทบทวนสินเชื่อ11.72 ล้านรายการ ขณะที่การวิเคราะห์สินเชื่อและออกบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 10.57 ล้านรายการ การทบทวนสินเชื่อ 5.24 ล้านรายการ” อย่างไรก็ตามปัจจุบันฐานข้อมูลระบบบุคคลธรรมดามีทั้งสิ้น 24.66 ล้านลูกหนี้ หรือ 69.70 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 8.63% ส่วนฐานข้อมูลระบบเชิงพาณิชย์มีทั้งสิ้น 0.26 ล้านลูกหนี้ หรือ 4.40 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 7.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประชาชนเร่งขอตรวจเครดิตบูโร
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ประชาชนเร่งขอตรวจเครดิตบูโร
-

สศช.รับเศรษฐกิจไม่ดีอัตราว่างงานเพิ่ม
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมในไตรมาสที่ 3 ของปี 56 ว่า สถานการณ์การจ้างงานในไตรมาสที่ 3 นี้ ลดลง 1.2% โดยลดลงทั้งด้านภาคเกษตรและนอกภาคการเกษตร ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 0.77% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้เกิดการว่างงานทั้งผู้ที่เคยทำงานมาก่อน และผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งจำเป็นต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุน ที่อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการขยายตำแหน่งงาน นอกจากนี้ยังต้องติดตามการขาดแคลนแรงงานระดับล่างในสาขาก่อสร้าง แม้ว่าขณะนี้ได้ทำข้อตกลงเพื่อนำเข้าแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงาน แต่กระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2 เดือน รวมถึงเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติระหว่างพื้นที่ ที่ต้องจดทะเบียนใหม่และมีค่าใช้จ่ายทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อจำกัดและทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่างยังมีต่อเนื่องและเป็นปัญหามากขึ้น ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการทั้งการวางแผนล่วงหน้าในการนำเข้าแรงงานต่างชาติและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีแทนการใช้แรงงาน นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ สศช.กล่าวว่า สศช.ยังได้จัดทำเรื่องเด่นประจำฉบับเรื่องผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง: การปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ ซึ่งพบว่าในเดือนต.ค.ผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองมากกว่า 3 ใน 4 ได้รับผลกระทบเรื่องรายได้และรายจ่าย ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และพบว่า 3 ใน 5 ของประชากรตัวอย่างมีหนี้สิน โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 149,229 บาท และยังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ลี่ย 31.32%ต่อปี และเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน 65% ขณะที่เป็นการกู้นอกระบบ 17% นอกจากนี้ยังพบว่าผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนการกู้เงินนอกระบบหรือจากเพื่อนหรือญาติในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้น้อยในภูมิภาค ซึ่งมีความได้เปรียบจากการมีที่อยู่อาศัยหรือที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ าประกัน และด้วยข้อจำกัดด้านหลักทรัพย์นี้ทำให้ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูงกว่าเท่ากับ 59.45% ต่อปี ขณะที่ในภูมิภาคจ่ายดอกเบี้ยในอัตราเฉลี่ย 27.76% ต่อปี ขณะที่ด้านการทำงานและด้านสังคม พบว่ากลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งได้รับผลกระทบด้านการทำงาน และส่งผลทำให้ต้องออกจากงาน 6.3% รวมถึงมีความเครียดเพิ่มขึ้น ขณะที่ 1ใน 5 เห็นว่าผลกระทบจากค่าครองชีพทำให้มีปัญหาอาชญากรรมในชุมชนมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศช.รับเศรษฐกิจไม่ดีอัตราว่างงานเพิ่ม -

การเมืองพ่นพิษอุตสากรรมของขวัญทรุดฮวบ
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตน้อยน้อยที่สุดในรอบ 3 ปี หรือโตเพียง 8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย ขณะเดียวกันช่วงเวลาการจับจ่ายสินค้าปลายปีเหลือเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นระยะสั้นเกินกว่าจะมีปัจจัยใดเข้ามากระตุ้นได้ “ตอนแรกที่มีปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ยังคาดว่าตลาดอาจเติบโตได้ถึง 10% แต่เมื่อมีปัญหาทางการเมืองมากระทบทำให้การเติบโตตกลงอีก ซึ่งสมาคมฯ คาดว่าหากปัญหาการเมืองยุติลงได้ในกลางเดือน พ.ย. นี้ ตลาดอาจยังโตถึง 10% ได้ แต่ขณะนี้ สถานการณ์กลับยืดเยื้อ ซึ่งเกินเยียวยาแล้ว เพราะเหลือเพียงเดือนกว่าก็จะหมดปี ทั้งที่ปกติคนจะเริ่มซื้อของขวัญตั้งแต่ต.ค. แต่จนถึงขณะนี้ตัวเลขที่เขามาก็ยังไม่เพิ่มขึ้นเลย” ทั้งนี้อุตสาหกรรมของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน มีลูกค้า 3 ประเภท ได้แก่ ลูกค้าในประเทศ ลูกค้าต่างชาติ-นักท่องเที่ยว และลูกค้าองค์กร ซึ่งลูกค้าในประเทศเป็นกลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจครั้งนี้ อย่างไรก็ดีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง ทำให้รายได้จากลูกค้าชาวต่างชาติเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งเข้ามาชดเชยรายได้ส่วนที่ลดลง และคงอัตราเติบโตของอุตสาหกรรมเอาไว้ได้ ขณะที่การค้าในเขตชายแดนก็เติบโตดีเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ติดกับประเทศลาว พม่าและกัมพูชา โดยรายได้ส่วนนี้เติบโตสูงที่สุดถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะสินค้าไทยมีเอกลักษณ์ และรูปแบบ ที่สวยงาม จึงเป็นจุดเด่นที่ครองใจชาวต่างชาติ สำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งจะสั่งทำสินค้าพิเศษ หรือกระเช้าของขวัญเพื่อมอบให้แก่ลูกค้า ก็เติบโตลดลงเช่นกัน เพราะหลายบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ทำให้ภาพรวมยอดการสั่งซื้อสินค้าปีนี้ลดลงถึง 10% และบางบริษัทยอดการสั่งซื้อลดลงถึง 30% ทั้งหากมองในแง่ดี คาดว่าปีหน้ารายได้จากกลุ่มลูกค้าองค์กรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ ทำให้ธุรกิจที่แข่งขันสูง หันมาให้กระเช้าของขวัญสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่องค์กรมากขึ้น “การที่หลายห้างออกมาพูดว่าตลาดกระเช้าปีนี้จะคึกคัก ก็เข้าใจว่าเป็นการช่วยกันสร้างบรรยากาศการจับจ่าย แต่หากมองในแง่ตัวเลขแล้ว ไม่สามารถโกหกได้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์มันแย่จริงๆ แต่นอกจากเพราะพิษเศรษฐกิจแล้ว เทรนของโลกที่เริ่มเปลี่ยนก็มีส่วนให้กระเช้าได้รับความนิยมลดลง เพราะคนเริ่มหันมาให้สินค้าโอทอป หรือ สินค้าประหยัดพลังงานกันมากขึ้น” ด้านสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยมซื้อไปเป็นของขวัญในปีนี้คือสินค้าในกลุ่มรักษ์โลก 4 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติและปลอดสารเคมี สินค้ากรีนโปรดักส์ หรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิล และสินค้าประหยัดพลังงาน ซึ่งกระแสนี้เริ่มต้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับความนิยมมากว่า 5 ปีแล้ว ทั้งนี้จึงเชื่อว่ากลุ่มสินค้าข้างต้นจะยังได้รับความนิยมในไทยต่อไปอีกระยะหนึ่งเช่นกัน ส่วนสินค้าที่ไม่ได้รับความนิยมแล้วในขณะนี้ได้แก่ กระเช้าเครื่องดื่มแอลกอล์ฮอล์ กระเช้าผักสด สินค้าเครื่องหนัง อาทิ กระเป๋าใส่เหรียญ และอุปกรณ์ตกแต่งโทรศัพท์มือถือ อาทิ สายห้อย หรือ สายคล้องคอ ด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อของขวัญตามช่วงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น จะพิจารณาสินค้าที่อยู่ในกระแส อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าแบรนด์เนม และสินค้านำเข้า โดยสินค้าจากประเทศจีนได้รับความนิยมสูงที่สุด กลุ่มวัยทำงาน จะพิจารณาสินค้าตามลักษณะการใช้ชีวิต และกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงวัย จะพิจารณาสินค้าที่คาดว่าผู้รับจะสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยอาหารและของทานเล่นได้รับความนิยมสูงที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมืองพ่นพิษอุตสากรรมของขวัญทรุดฮวบ