นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของ กฟผ. ว่า ขณะนี้อ่างเก็บน้ำกฟผ. หลายแห่งยังมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติและเพียงพอที่จะระบายได้ตามแผนการจัดสรรน้ำตลอดฤดูแล้ง มีเพียงอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือคือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจากการระบายน้ำมากกว่าแผน อันเนื่องมาจากมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากกว่าแผนที่กำหนดไว้มาก โดยเขื่อนภูมิพล ปัจจุบัน ( 12 มี.ค. 57) มีปริมาตรน้ำ 5,949 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น44% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 2,149 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปี 56 ณ เวลาเดียวกัน 115 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบัน มีปริมาตรน้ำ 4,657 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 49% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,807 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 56 ณ เวลาเดียวกัน 428 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ทั้งสองเขื่อนใหญ่ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 3,956 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 56 ณ เวลาเดียวกัน 313 ล้าน ลบ.ม. แต่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเก็บกักในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาถึง 2,600 ล้าน ลบ.ม. จึงนับได้ว่ามีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ในเกณฑ์น้อยมาก สำหรับแผนการระบายน้ำของ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เบื้องต้นเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 56 – 30 เม.ย. 57 จำนวน 3,000 ล้าน ลบ.ม. โดยตั้งแต่เริ่มการระบายน้ำช่วงฤดูแล้งถึงวันที่ 12 มี.ค. 57 มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไปแล้วรวม 3,598 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าแผนเบื้องต้นตลอดช่วงฤดูแล้งประมาณ 600 ล้าน ลบ.ม. และยังต้องระบายน้ำต่อไปอีกจนสิ้นสุดฤดูแล้งในเดือน เม.ย. อีก 1,100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อบรรเทาปัญหาการเพาะปลูกเกินแผนและปัญหาความเค็มที่รุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา “ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดการระบายน้ำช่วงฤดูแล้งในเดือนเม.ย. จะเหลือปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 2,800 ล้าน ลบ.ม.ต่ำกว่าเป้าหมายที่จะต้องสำรองไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภคและผลักดันน้ำเค็มในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. ที่มักจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำน้อย
เดือน: มีนาคม 2014
-

เขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำน้อย
-

ค้าปลีกปรับช่องทางขายดันยอดขาย
รายงานข่าวจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 3 -5% เพราะราคาสินค้าบางชนิดที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าปลีกอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะภายหลังจากการชุมนุมทางการเมืองในบางพื้นที่ได้ยุติลง น่าจะช่วยประคองให้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกยังคงขยายตัวได้ ส่วนกลยุทธ์ที่กระตุ้นลูกค้าที่ใช้รูปแบบเดิม เช่น ผ่านทางจุดขายที่เป็นช่องทางหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาสินค้า การผ่อนชำระ 0% นานขึ้น การออกแคมเปญแลกรับส่วนลดที่สูงขึ้นจากคะแนนสะสมในบัตรสมาชิกอาจไม่เพียงพอประคับประคองยอดขายได้ ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ประกอบการจะหาช่องทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (มัลติ- ชาแนล มาร์เก็ตติ้ง) ที่หลากหลายมากขึ้นทั้งนี้ต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การขยายช่องทางการตลาดผ่านออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศยังคงไม่เป็นปกติ ซึ่งกดดันบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค รวมถึงความปลอดภัยในการเดินทาง ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านไอที และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ยังคงนิยมใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากขึ้น จะทำให้การซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า “เอ็ม-คอมเมิร์ซ” จะเป็นช่องทางใหม่ที่มาแรง และเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยหนุนการเติบโตของการซื้อขายออนไลน์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการอาจจัดงานอีเว้นท์กระตุ้นยอดขาย เช่น ลดราคาสินค้า หรือมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้บริโภคนอก ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยผู้ประกอบการอาจจะต้องทำการเลือกพื้นที่และเวลาที่เหมาะสมในการทำตลาด และเห็นว่า “มหกรรมลดราคาสินค้า” เป็นโปรโมชั่นที่สำคัญและช่วยดึงดูดผู้บริโภคในยามที่เผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งทำอีเว้นท์กระตุ้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการหรือร้านค้าที่เช่าพื้นที่ภายในร้านค้าปลีกให้มาเปิดบริการในพื้นที่ขอตนมากขึ้น ตลอดจนมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน“กำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด และยังไม่มีปัจจัยหนุนใดที่จะมาช่วยเพิ่มรายได้หรือกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่ส่วนใหญ่ในปีนี้ ยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือมีทิศทางปรับลดลง ซึ่งยังคงกดดันรายได้ของเกษตรกร รวมถึงความคาดหวังจากแรงกระตุ้นของทางภาครัฐก็อาจจะไม่ได้ส่งผลบวกต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยถ้ามีมาตรการจากภาครัฐหลังความขัดแย้งทางการเมืองได้ข้อยุติ ก็น่าจะเน้นไปเพื่อการบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นหลักมากกว่า”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค้าปลีกปรับช่องทางขายดันยอดขาย -

คลังวางยุทธศาสตร์รุกเออีซี
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 58 ทั้งการอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเงินให้กับภาคเอกชน อาทิ ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในแข่งขันของประเทศ, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ, สนับสนุนการเจริญเติบโตแบบสีเขียว และกำหนดทิศทาง รวมทั้ง ปรับปรุงกฎระเบียบของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังได้ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและพัฒนาระบบภายในของกระทรวง ทั้งการส่งเสริมธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน, สนับสนุนการเข้าถึงบริการด้านการเงินของประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงสนับสนุนการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี และผนึกกำลังของอาเซียนต่อกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นธรรมในเศรษฐกิจโลก เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังวางยุทธศาสตร์รุกเออีซี