ทุ่ม 100 ล้านบาท ดีแทค ตั้งบริษัทพร้อมเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการใหม่แสดงไอเดีย ช่วยเรื่องเงินทุน การตลาด หวังหนุนไทยเป็นฮับ คอนเทนต์ หลังมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง นายซิคเว่ เบรคเก้ เจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลเนอร์ เอเชีย เปิดเผยว่า เทเลเนอร์หวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ตลาดคอนเทนต์ เนื่องจากพบว่าปัจจุบันคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีการใช้งานเฟซบุ๊กมากที่สุด ประกอบกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทเลเนอร์เห็นโอกาสที่เข้ามาช่วยธุรกิจอีกทางหนึ่ง โดยเปิดกว้างที่จะนำแพลตฟอร์มระดับโลก และการทำธุรกิจดิจิตอลมาช่วยสร้างความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ตอัพ) ให้แจ้งเกิดทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้จัดตั้งบริษัท ดีแทค แอคเซลเลอเรท (dtac Accelerate) ด้วยเงินลงทุนจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจทางด้านดิจิตอล เซอร์วิส พร้อมเปิดโครงการดีแทค แอคเซลเลอเรท ปีที่ 2 เพื่อช่วยผลักดันสตาร์ตอัพคนไทย โดยให้ผู้ประกอบการในรูปแบบทีม และรูปแบบบริษัทที่มีไอเดีย เข้ามาเสนอผลงานที่หลากหลาย อาทิ โมบายแอพพลิเคชั่น คอนเทนท์เกม อี คอมเมิร์ซ คลาวด์ หรือธุรกิจบี 2 บี โดยดีแทค และเทเลเนอร์จะมีคัดเลือกสตาร์ตอัพที่มีไอเดีย ผลิตภัณฑ์มีโอกาสประสบความสำเร็จ และมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน สตาร์ต อัพที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน ที่ปรึกษาด้านการตลาด และช่วยผลักดันโครงสร้างของบริษัทผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีความสามารถเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นแห่งแรกที่เทเลเนอร์เข้ามาร่วมจัดโครงการสตาร์ต อัพขึ้นจาก 13 ประเทศที่ได้เข้าไปลงทุนเนื่องจากมองว่ามีศักยภาพการใช้งานโซเชียล มีเดีย จึงหวังให้ผู้ประกอบการคิดสร้างสรรค์งานที่สามารถนำไปต่อยอดในต่างประเทศได้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 16 เม.ย. 57 พร้อมทั้งดูรายละเอียดกรอกใบสมัครได้ที่ www.dtac.co.th/acclerate
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ดีแทค’ตั้งบริษัทหนุน‘สตาร์ตอัพ’ดันไทยเป็นฮับตลาดคอนเทนต์มือถือ
เดือน: มีนาคม 2014
-

‘ดีแทค’ตั้งบริษัทหนุน‘สตาร์ตอัพ’ดันไทยเป็นฮับตลาดคอนเทนต์มือถือ
-

ดันสติกเกอร์‘ขายหัวเราะ’ขายให้คนใช้‘ไลน์’ทั่วโลก
สามบริษัทจับมือดันคาแรกเตอร์การ์ตูน “ขายหัวเราะ” ชื่อดังของไทย ทำสติกเกอร์และแสตมป์ขายในแอพพลิเคชั่นไลน์ หวังดันคาแรกเตอร์ไทยสู่ตลาดดิจิตอลสากล นายสันติ เลาหบูรณะกิจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด ในเครือบันลือกรุ๊ป เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาขายหัวเราะได้เริ่มทำการตลาดดิจิตอลในรูปแบบอีแมกกาซีนประสบความสำเร็จได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนการ์ตูนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง บริษัท อินิทรี ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) และไลน์ประเทศไทย ทดลองตลาดโดยการแจกแสตมป์ ส่งความสุขของคาแรกเตอร์ “ขายหัวเราะ” ให้ดาวน์โหลดกันฟรีในแอพพลิเคชั่นไลน์ คาร์เมร่า ทำสถิติมียอดดาวน์โหลดติด 1 ใน 3 ของโลกในระยะเวลาอันสั้น ล่าสุดได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ทั้งสองในรูปแบบ สติกเกอร์ ชุดมาตรฐาน 40 แบบต่อคาแรกเตอร์และแสตมป์ ชุดมาตรฐาน 60 แบบต่อคาแรกเตอร์ให้ดาวน์ โหลดกันใน สติกเกอร์ ช็อป ของไลน์ “คาแรกเตอร์ที่นำมาทำแสตมป์ และสติกเกอร์เน้นการออกแบบให้ดูน่ารักและแตกต่างจากที่มีอยู่ในตลาด โดยนำเอกลักษณ์ของคาแรกเตอร์แต่ละตัวมาพัฒนาให้ตอบสนอง ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ทำให้รู้สึกสนุกมากขึ้น ซึ่งราคาสติกเกอร์ชุดละ 0.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32 บาท และราคาแสตมป์ชุดละ 1.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 64 บาท การร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อที่จะกระตุ้นตลาดคาแรกเตอร์ของไทยไปสู่ตลาดดิจิตอลสากล ทั้งสามบริษัทจะร่วมทำการตลาดด้วยกันเพื่อกระตุ้นยอดดาวน์โหลดให้มากขึ้น เน้นทำการตลาดไปยังกลุ่มผู้อ่านการ์ตูนขายหัวเราะ” ด้าน น.ส.ภัทธีรา อภิธนาคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินิทรี ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทในฐานะผู้สรรหาคอนเทนต์ (Content Aggregator) มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการคัดสรรคาแรกเตอร์การ์ตูนไทย เพื่อเผยแพร่ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ และหวังว่าในอนาคตจะได้มีส่วนผลักดันคาแรกเตอร์การ์ตูนของคนไทยให้ก้าวเข้าสู่ตลาดโลกอย่างแท้จริง โดยทาง อินิทรีฯ ที่มีฐานผู้เล่นเกมของบริษัทจำนวน 17 ล้านคน จะทำการตลาดควบคู่ไปพร้อมกับ ไลน์ และวิธิตาฯ ผ่าน 15 เกมออนไลน์ที่เปิดให้บริการและมีแผนนำเสนอรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อกระจายการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันสติกเกอร์‘ขายหัวเราะ’ขายให้คนใช้‘ไลน์’ทั่วโลก -

กรมธนารักษ์เดินหน้ารับแลกเหรีญตามวัด
นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนเหรียญกษาปณ์ ปี 58 ได้หารือเกี่ยวกับนโยบายที่นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ มอบหมายให้เหรียญกษาปณ์สามารถใช้ได้ระยะยาวมากขึ้น รวมทั้งนโยบายเชิงรุกในการเข้าไปเปิดรับบริการเคลื่อนที่ โดยเฉพาะการเข้าไปรับแลกเหรียญตามสถานที่สำหรับประกอบกิจกรรมทางศาสนา หรือ วัด เนื่องจากฝ่ายวิจัยพบว่าจำนวนเหรียญกษาปณ์ค้างอยู่ในสถานที่ดังกล่าวจำนวนมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความนิยมใช้เหรียญทำบุญกันมากขึ้น โดยจะจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถโมบายเคลื่อนที่ไปตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้ง 76 จัดหวัด ถือเป็นการดำเนินงานที่รวดเร็วในการนำเหรียญมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั้งนี้ กรมธนารักษ์ได้ร่วมมือกับบริษัท กรุงไทยกิจบริการ จำกัด (เคจีเอส) ที่เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงไทย ให้ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถโมบายเคลื่อนที่ไปตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเข้าไปรับแลกเหรียญได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ถือเป็นครั้งแรกของการจับคู่ธุรกิจในการรับแลกเปลี่ยนเหรียญของสำนักบริหารเงินตรา“ที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปรับแลกเหรียญที่วัดพลวง เขาคิชฌกูฏ ได้เหรียญกษาปณ์ มากว่า 15 ล้านบาท เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเทศกาลนมัสการปิดทองรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ ถือเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ของทุกปี ทำให้ประชาชนเดินทางเข้าร่วมไปทำบุญจำนวนมาก”อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนของการรับแลกเหรียญเคลื่อนที่นั้น จะดำเนินงานด้วยการส่งเจ้าหน้าที่พร้อมรถโมบายไปรับเหรียญเพื่อกลับมานับและคัดกรองตรวจสอบเหรียญว่าสามารถใช้ได้หรือไม่ เนื่องจากเหรียญที่ค้างอยู่ในวัดส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญที่ถูกเก็บไว้เป็นเวลานานตามตู้รับบริจาคต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดการหมุนเวียนมากนัก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วกว่า แบบเดิมที่ให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการที่กรมธนารักษ์ตามศูนย์กระจายเหรียญกษาปณ์ หรือธนาคารออมสินในต่างจังหวัดขณะที่ เป้าหมายการผลิตเหรียญกษาปณ์ ปี 58 อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท มีสัดส่วนการผลิตเพิ่มขึ้นจากการผลิตเหรียญกษาปณ์ของปี 57 ที่ผลิตไว้ 1,200 ล้านบาท เนื่องจากรองรับการใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณตามแนวชายแดนเพื่อนบ้านที่คาดว่าจะเกิดการซื้อขายมากขึ้น ภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 58 ส่วนการตั้งโรงกษาปณ์ของไทยนั้น อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้อัยการตรวจสอบ ขั้นตอนและข้อกฎหมายในการผลิตเหรียญเปล่าว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้ทำข้อตกลงกับเดอะ รอยัล มิ้น อังกฤษ ให้สามารถแลกเปรียญข้อมูลและนวัตกรรมการผลิตเหรียญให้มีความทันสมัยอีกด้วยสำหรับเหรียญกษาปณ์ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยข้อมูลเมื่อ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา เหรียญกษาปณ์ 25 สตางค์ อยู่ที่ 3,285 ล้านเหรียญ, 50 สตางค์ อยู่ที่ 2,270 ล้านเหรียญ, 1 บาท อยู่ที่ 13,490 ล้านเหรียญ, 2 บาท อยู่ที่ 1,370 ล้านเหรียญ 5 บาท อยู่ที่2786 ล้านเหรียญ และ 10 บาท อยู่ที่ 1,764 ล้านเหรียญ โดยยืนยันว่าเหรียญกษาปณ์ยังเพียงพอต่อความต้องการใช้ในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในอนาคตกรมธนารักษ์มีแนวคิดที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ ทั้งขนาด สี และการออกแบบให้สามารถรับรู้ได้มากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมธนารักษ์เดินหน้ารับแลกเหรีญตามวัด