ต้องยอมรับว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน ซับซ้อน และลุกลามจนกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เมื่อมีการรวมกลุ่มก้อนกันเป็นอาเซียนและกำลังจะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการปลายปี 2558 ประเทศใดประเทศหนึ่งจึงไม่อาจแก้ไขปัญหานี้ได้โดยลำพัง “สิทธิมนุษยชน” หมายถึง สิทธิที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือ แจกให้กับผู้หนึ่งผู้ใดได้ สิทธิดังกล่าวนี้มีความเป็นสากลและเป็นนิรันดร์ จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ซึ่งยกร่างโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ภายใต้องค์การสหประชาชาติ เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยสหประชาชาติได้มีมติรับรองเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 โดยในข้อ 1 กล่าวว่า “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ” คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ AICHR (The ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) จึงมีการจัดประชุมตัวแทนจากกลุ่มประเทศสมาชิกครั้งที่ 15 ขึ้นล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี ฯพณฯ อู จ่อ ติน สี เป็นประธาน ซึ่งมีการหารือร่วมกับสำนักงานเลขาธิการอาเซียน คณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสวัสดิการสังคมและการพัฒนา การประชุมครั้งนี้มีการหาแนวทางเพื่อวางกรอบการดำเนินงานและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ.2015 รวมทั้งเวิร์กช็อปที่จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม ณ กรุงฮานอยของเวียดนาม และการวางข้อกำหนดสำหรับการประชุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน โดยรายงานฉบับสมบูรณ์นั้นจะเสนอเข้าพิจารณาระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการวางแนวทางการปฏิบัติและทิศทางที่จะเกิดขึ้นสำหรับปี 2558 ด้วย ซึ่งต่างมุ่งเน้นไปที่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลของอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยหัวข้อที่ได้รับความสนใจและให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องของสิทธิสตรี ซึ่งจะมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างมั่นคง AICHR เป็นองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามข้อ 14 ของกฎบัตรอาเซียน เพื่อปฏิบัติภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคตามขอบเขต อำนาจหน้าที่ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 โดยคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และอาจได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้ไม่เกินอีก 1 วาระ ทำงานโดยมีการเชื่อมโยงประเด็นของ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กฎบัตรอาเซียน และตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งในส่วนของการทำงานกระบวนการ เน้นการเจรจา การทำความเข้าใจ ตีความหมาย ขยายความ และสร้างบริบทที่สอดคล้องกับอาเซียน การสร้างความครอบคลุม ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดเรื่องการสร้างความจำเพาะเจาะจงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือความใหม่ นอกจากนั้นก็จะต้องเป็นประเด็นที่เป็นฉันทามติร่วมของประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยมีการใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ ทั้งการโอ้โลม ปฏิโลม การทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ ที่มีความเห็นร่วมกัน โดยมีหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในหมู่ประชาชน ให้คำปรึกษาและเสริมสร้างศักยภาพของภาครัฐ การพัฒนาบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค การขอรับข้อมูลจากประเทศสมาชิกรวมทั้งการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียและองค์กรระดับชาติระดับภูมิภาคและระดับโลกเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนทำการศึกษาและทำรายงานประเด็นสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ทว่ากลไกหลักในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ยังต้องปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขของลักษณะเฉพาะของประเทศและภูมิภาค การเคารพซึ่งกันและกันในเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาที่แตกต่างกัน และการคำนึงถึงความสมดุลระหว่างสิทธิและหน้าที่ ซึ่งแม้จะมีการจัดประชุมทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีภาพที่ชัดเจน ขณะที่ห้วงเวลาการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็งวดเข้ามาทุกที.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สิทธิมนุษยชนอาเซียน…สิทธิที่ยังคลุมเครือ
เดือน: เมษายน 2014
-

สิทธิมนุษยชนอาเซียน…สิทธิที่ยังคลุมเครือ
-

สรรพสามิตเล็งออกหนังสือแจ้งผู้จองรับรถ
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยภายหลังผู้ประกอบการรถยนต์เข้าพบ เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการคืนภาษีรถคันแรก ว่า ขณะนี้ กรมสรรพสามิตเตรียมออกหนังสือแจ้งให้ผู้ที่จองรถที่ต้องการเข้าโครงการคืนภาษีรถคันแรกมารับรถ และยื่นใช้สิทธิคืนภาษีต่อกรมฯให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 30 ก.ย.นี้เท่านั้น หากไม่ทันก็จะไม่ได้รับสิทธิคืนภาษี ปี 58 เนื่องจากผู้ประกอบการค่ายรถยนต์แจ้งให้ทราบว่า ยังเหลือจำนวนใบจองรถยนต์ที่เข้าสิทธิขอคืนภาษีรถยนต์คันแรกอีก 110,000 คัน โดยจำนวนที่เหลือดังกล่าว มีทั้งในส่วนที่เป็นผู้ซื้อรถที่ยังไม่ถึงกำหนดรับรถตามสัญญา และผู้ที่ไม่มารับรถตามครบกำหนดสัญญา เบื้องต้นค่ายรถยนต์ได้แจ้งว่าจะมีผู้จอง มายื่นขอรับรถในช่วงสุดท้ายก่อนปิดโครงการอีก 10% ของจำนวนใบจองที่เหลือทั้งหมด หรืออีกไม่เกิน 10,000 คันเท่านั้นทั้งนี้ รถที่ค้างสต็อกดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการค่ายรถมีภาระต้นทุน ที่จะต้องเก็บรักษารถไว้ที่โชว์รูมบางส่วน ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้จองจะมารับรถหรือไม่ ซึ่งตามสัญญาค่ายรถยนต์คงไม่สามารถยกเลิกใบจองเองได้ แต่ต้องการทราบความชัดเจนว่าจะมีผู้จองมารับรถจริงอีกเท่าใด“รถยนต์ที่ค้างกว่า 110,000 คัน คิดเป็นวงเงินคืนภาษีอีก 10,000 ล้านบาทที่จะต้องคืนให้กับผู้ซื้อรถในปีงบประมาณ 58 โดยกรมจะต้องเสนอขอเต็มจำนวนใบจองไปก่อน แม้จะคาดว่ามีผู้มีรับรถอีกแค่หลักหมื่นรายเท่านั้น ซึ่งจากตัวเลขรับรถในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด มีผู้มารับรถแค่หลักพันรายต่อเดือนเท่านั้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพสามิตเล็งออกหนังสือแจ้งผู้จองรับรถ -

ไทยคมเดินหน้าโครงการดาวเทียมไทยคม 8
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2557 ที่ผ่านมา ได้จัดส่งดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจร ช่วยเพิ่มจำนวนช่องสัญญาณให้กับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดาวเทียม และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงดาวเทียมไทยคม 7 ที่บริษัทฯ มีแผนในการจัดส่งในราวกลางปีนี้อีกหนึ่งดวงด้วยเช่นกัน “สำหรับดาวเทียมไทยคม 8 ก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมของโครงการ ทั้งทางด้านการลงทุน ด้านเทคนิค ด้านการตลาด รวมทั้งการดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยได้สิทธิใช้งานวงโคจรเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู ) เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินโครงการจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเริ่มดำเนินโครงการทันที และคาดว่าจะสามารถนำดาวเทียมไทยคม 8 ขึ้นให้บริการในวงโคจรได้ในครึ่งแรกของปี 2559 โดยจะทำให้ประเทศไทยมีช่องสัญญาณดาวเทียมเพียงพอต่อการใช้งาน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีโทรทัศน์ความคมชัดสูง (ระบบ HD) และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับระบบ “อัลตร้า เอชดี” (Ultra HD) ในอนาคต อีกทั้งในต่างประเทศก็มีปริมาณความต้องการใช้งานดาวเทียมที่กำลังเติบโตขึ้นอีกมากเช่นกัน โครงการดาวเทียมไทยคม 8 นอกจากรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ในเมืองไทย แต่ยังเป็นการเสริมศักยภาพของดาวเทียมไทยชั้นนำที่รุกให้บริการในตลาดเอเชียและแอฟริกาด้วย” นางศุภจี กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยคมเดินหน้าโครงการดาวเทียมไทยคม 8