ซิสโก้ ชี้รวมกิจการซอร์สไฟร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกลุ่มธุรกิจซีเคียวริตี้ในไทยเสร็จสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ทำให้มีผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยครอบคลุมมากขึ้น ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 23% นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การรวมซอร์สไฟร์เข้ามาเป็นส่วนของซิสโก้หลังได้เข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ การดำเนินการได้เสร็จสิ้นแล้ว ส่วนในไทยคาดว่ากระบวนการต่าง ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคู่ค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายจะดำเนินการเสร็จภายในเดือน ก.ค. นี้ โดยซอร์สไฟร์จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจซีเคียวริตี้ของซิสโก้ ทำให้ซิสโก้มีผลิตภัณฑ์เครือข่ายรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อนำเสนอกับลูกค้าในตลาด เนื่องจากปัจจุบันภัยคุกคามจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีความหลากหลาย ปัญหาภัยคุกคามระบบคอมพิวเตอร์จึงแตกต่างจากเดิม “ในปีนี้ตามตัวเลขคาดการณ์ของไอดีซี ตลาดเน็ตเวิร์กซิเคียวริตี้ไม่รวมแอนตี้ไวรัสของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยทางซิสโก้เป็นผู้นำในตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 23% การได้ซอร์สไฟร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน” ด้านนายสุธี อัศวสุนทรางกูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ซอร์สไฟร์(ประเทศไทย) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิสโก้ กล่าวว่า การทำตลาดจะเน้นกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมองค์กรธุรกิจในเซ็กเมนท์ เนื่องจากปัจจุบันทุกองค์กรจะให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ก็มีครอบคลุมในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งระบบเน็ตเวิร์ก ระบบคลาวด์ โมบายดีไวซ์ และอื่น ๆ โดยจะเน้นนำเสนอรูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่ป้องกันเครือข่ายทั้งก่อนโจมตี ระหว่างโจมตี และหลังการโจมตี ผ่านโซลูชั่นใหม่ ๆ อาทิ แอพพลิเคชั่น โอเพ่นแอพไอดีที่มีระบบตรวจจับและบุกรุกเครือข่ายบนโอเพ่นซอร์ส ฯลฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิสโก้ซื้อซอร์สไฟร์ แล้วเสร็จ ก.ค.นี้ ลุยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเน็ตเวิร์กซีเคียวริตี้
เดือน: เมษายน 2014
-

ซิสโก้ซื้อซอร์สไฟร์ แล้วเสร็จ ก.ค.นี้ ลุยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเน็ตเวิร์กซีเคียวริตี้
-

พบวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด
สำนักงานสถิติฯ เผยผลสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรในประเทศไทย พบว่าวัยเด็กเป็นวัยที่มีการอ่านหนังสือสูงสุด อีกทั้ง อัตราการอ่านหนังสือปี 56 สูงกว่าปี 54 ระบุ หนังสือที่อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ คิดเป็นสัดส่วน 73.7% ส่วนตำราเรียนอยู่ที่ 29.5% นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่าผลการสํารวจการอ่านหนังสือของประชากร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. 56 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน พบประชากรอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน 81.8% ผู้ชายมีอัตรา การอ่านหนังสือสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย 82.8% และ 80.8% ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจที่ผ่านมา ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10.0% จากปี 54 อย่างไรก็ตาม การอ่านหนังสือของประชากรมีความแตกต่างกันตามวัย กลุ่มวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุดถึง 95.1% รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยทำงาน และต่ำสุดคือ กลุ่มวัยสูงอายุ 90.1% 83.1% และ 57.8% ตามลำดับ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการอ่าน พบว่า ในปี 56 ทุกกลุ่มวัยมีการอ่านเพิ่มขึ้นจากปี 54 ส่วนเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 ขวบ) มีอัตราการอ่านหนังสือ 58.9% เด็กผู้หญิงมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าเด็กผู้ชายเล็กน้อย 60.5% และ 57.3% ตามลำดับ เด็กเล็กในกรุงเทพฯ มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด 70.1% เด็กเล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการอ่านหนังสือต่ำสุด 53.5% สำหรับประเภทของหนังสือที่ประชากรอายุ 6 ขวบขึ้นไป อ่านนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงานมากที่สุด คือ หนังสือพิมพ์ 73.7% รองลงมาคือ วารสาร/เอกสารประเภทที่ออกเป็นประจำ 55.1% ตำรา/หนังสือ/เอกสารที่ให้ความรู้ 49.2% นิตยสาร (ร้อยละ45.6) และหนังสือ/เอกสารเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนา 41.2% สำหรับนวนิยาย/การ์ตูน/หนังสืออ่านเล่น และแบบเรียน/ตำราเรียนตามหลักสูตรมีผู้อ่านน้อยกว่า 40.0% 38.5% และ 29.5% ตามลำดับ และหนังสือประเภทอื่นๆ มีผู้อ่านเพียง 5.4% ในส่วนของเนื้อหาสาระที่ผู้อ่านหนังสือชอบอ่านมากที่สุดคือ ข่าว 54.3% รองลงมาคือ สารคดี/ความรู้ทั่วไป บันเทิง ความรู้วิชาการ และคำสอนทางศาสนา 36.4% 32.2% 23.2% และ 13.4% ตามลำดับ ส่วนโฆษณาเนื้อหาสาระประเภทความคิดเห็น/วิเคราะห์ และอื่นๆ มีผู้อ่านเพียงเล็กน้อย “ส่วนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่านหนังสือ 5 อันดับแรก คือ หนังสือควรมีราคาถูกลง 39.0% ปลูกฝังให้รักการอ่านผ่าน พ่อแม่/ครอบครัว 26.3% ให้สถานศึกษารณรงค์ส่งเสริมการอ่าน และส่งเสริมให้มีห้องสมุด/ห้องสมุดเคลื่อนที่/มุมอ่านหนังสือในชุมชน/พื้นที่สาธารณะ 25.2% เท่ากัน และรูปเล่ม/เนื้อหาน่าสนใจหรือใช้ภาษาง่าย ๆ 23.2%” นายวิบูลย์ทัต กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พบวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด -

สภาพัฒน์ชี้แผนพัฒนาโลจิสติกส์ไทยอืด
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 เปิดเผยว่า ขณะนี้ การพัฒนาโลจิสติกส์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่เริ่มต้นมาแล้วเกือบครึ่งแผนอาจได้รับผลกระทบ จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ยังไม่ได้เริ่มต้น ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะสามารถลดตุ้นทุนการขนส่งสินค้าในแผนให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพราะความล่าช้าของโครงการลงทุนโดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยตามแผนจะพัฒนาระบบการขนส่งสินค้า เพื่อปรับระบบการขนส่งจากถนนไปสู่ระบบรางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนของการขนส่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่าสัดส่วนของการขนส่งสินค้า ทางถนนมีสัดส่วน ที่ 86.6%, ทางน้ำ (9.5%), การขนส่งทางเรือชายฝั่ง (5.7%) ทางราง (2.2%) และทางอากาศ (0.02%)”ประเทศไทยมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันก็มีความล่าช้าในการทำงบประมาณปี 2558 ดังนั้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยิ่งล่าช้าออกไปอีก ดังนั้นการจะลดต้นทุนการขนส่งสินค้าให้ได้ 2% ภายในปี 2559 คงเป็นไปไม่ได้”นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การลดต้นทุนการขนส่งสินค้าได้ดำเนินการในหลายส่วน โดยส่วนภาคเอกชนได้ดำเนินการคือการปรับระบบการจัดการ การลดต้นทุนในการสต็อกสินค้า ซึ่งการปรับปรุงในส่วนนี้ค่อนข้างทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของภาครัฐที่จะต้องปรับประสิทธิภาพของระบบการขนส่ง ค่อนข้างล่าช้า เพราะต้องมีการลงทุนระบบรถไฟทางคู่ เพื่อปรับระบบการขนส่งสินค้าจากการขนส่งทางถนนไปสู่ระบบรางมากขึ้น ซึ่งสามารถขนได้จำนวนมาก และมีความรวดเร็วมากขึ้นทั้งนี้ การประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เห็นร่วมกันว่าจะต้องมีการเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานต่อไป โดยจะมีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน และพิจารณาแหล่งเงินลงทุน ทั้งในส่วนงบประมาณ และเงินกู้ โดยจะต้องรักษากำหนดเพดานเงินกู้ และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และการร่วมทุนกับภาคเอกชน ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าจะต้องเดินหน้าต่อไป ในโครงการที่มีความพร้อม ทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การทำEIA เพื่อให้โครงการมีความพร้อมและจะสามารถเสนอรัฐบาลใหม่ได้ทันทีที่มีการตั้งรัฐบาลใหม่ “สำหรับการผลักดันให้แผนพัฒนาฉบับที่ 11 ไปสู่เป้าหมายนั้น ผลการพัฒนามาครึ่งแผนแล้ว มีข้อสรุปว่าต้องการความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การเอกชน และภาคประชาชน เพื่อช่วยกันผลักดันให้ถึงเป้าหมาย โดยแผนพัฒนาฉบับที่ 11 มีเป้าหมายสำคัญที่จะพัฒนาสังคมไทยให้มีความมั่นคงมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านสังคม การพัฒนาสังคมไปสู่สังคมสีเขียว โดยมีอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบการจัดการที่ดีขึ้นในการจัดการทรัพยากร และประชาชนไทยสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ แม้ว่าจะมีคสามแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สภาพัฒน์ชี้แผนพัฒนาโลจิสติกส์ไทยอืด