นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกไทยในปี 57 ได้รับอานิสงค์จากการจัดแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพในเดือน 12 มิ.ย.-13 ก.ค. 57 ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีเจ้าของแบรนด์ดังๆ หลายเจ้าได้ว่าจ้างให้ไทยผลิตเสื้อกีฬาสำหรับใส่แข่งขันฟุตบอล ชุดฝึกซ้อมของนักกีฬา และเสื้อทีมที่จะนำไปขายให้กับแฟนบอลทั่วโลก รองรับการแข่งขันฟุตบอล ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า มีแบรนด์ดัง คือ ไนกี้ อาดิดาส ที่ได้ว่าจ้างผู้ผลิตคนไทยให้ทำการผลิตเสื้อผ้าที่จะใช้สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ โดยมีทีมที่เข้ารอบการแข่งขัน 32 ทีม แต่ไทยได้ออเดอร์มาผลิตประมาณ 10 ทีม ซึ่งแสดงว่าเจ้าของแบรนด์มั่นใจในคุณภาพและการผลิตของไทย และจากการสอบถามไปยังผู้ผลิตทราบว่าได้มีการผลิตและได้ทยอยส่งมอบไปแล้ว “การได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเสื้อผ้าของไทย เพราะแบรนด์ดังๆ ยังคงให้ไทยผลิตสินค้าให้ แทนที่จะหันไปว่าจ้างให้ประเทศคู่แข่งแทน” อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบไปยังสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย พบว่า มีบริษัทไทย 4 ราย ที่ได้รับคำสั่งให้ผลิตเสื้อผ้าป้อนการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ คือ ไฮเทคกรุ๊ป ไนซ์กรุ๊ป ฮงเล็งกรุ๊ป และลิเบอร์ตี้กรุ๊ป ที่มีฐานการผลิตในเวียดนาม ที่จะผลิตภายใต้แบรนด์พูม่า โดยได้รับคำสั่งให้ผลิตเสื้อผ้าประมาณ 3 ล้านตัวสำหรับทีมฟุตบอล 10 ทีม และเจ้าของแบรนด์ยังได้กระจายการผลิตไปยังประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีนด้วยนายวัลลภ วิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเสื้อผ้าไทยเริ่มทะยอยส่งมอบชุดกีฬาทีมชาติที่ได้เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิลแก่เจ้าของลิขสิทธิ์แล้วคาดว่าเดือนหน้าก็จะส่งมอบได้ทั้งหมด โดยเป็นทั้งชุดแข่ง ชุดซ้อม และ ชุดของแฟนบอล เบื้องต้นคาดว่าผู้ผลิตเสื้อผ้าไทยได้รับออเดอร์จากเสื้อผ้าฟุตบอลโลกประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น ชุดอังกฤษ เยอรมัน ฮอลแลนด์ โปรตุเกส ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น“ชุดกีฬาบอลโลกที่ผลิตในเมืองไทยคาดว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะนำไปจำหน่ายในอัตรา 49-59 เหรียญสหรัฐต่อตัวสำหรับเสื้อ และกางเกงเฉลี่ยตัวละ 28 เหรียญฯ ซึ่งราคาก็จะขึ้นแบรนด์ เนื้อผ้า และทีมต่างๆ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยคึกแห่ผลิตชุดบอลโลก
เดือน: เมษายน 2014
-

ไทยคึกแห่ผลิตชุดบอลโลก
-

นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียเที่ยวไทยน้อยลง
นางวีณา โบลีน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสต็อกโฮลม์ เปิดเผยว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียจากประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลน์(สแกนดิเนเวีย) เริ่มมาเที่ยวไทยน้อยลง และหันเดินทางไปหมู่เกาะแคริบเบียน รวมถึงหมู่เกาะคานารี ของประเทศสเปนแทน เนื่องจากการเดินทางใกล้กว่าไทย และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามสงบ ตรงตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวีย จึงทำให้เที่ยวบินเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ไฟล์ต) เริ่มเปลี่ยนจุดหมายจากแหล่งท่องเที่ยวทะเลอันดามันของไทย“ต้องถือว่า กระแสความนิยมของการเปลี่ยนจุดหมายไปแคริบเบียนเริ่มมีมากขึ้น ซึ่งถือว่าจุดหมายนี้เป็นคู่แข่งกับไทยโดยตรง เพราะฤดูกาลท่องเที่ยวตรงกับช่วงต้นปีและปลายปีของไทยพอดี อีกทั้งการจะดึงตลาดช่วงกลางปีก็เป็นไปได้ยาก เพราะชาวสแกนฯนิยมไปเที่ยวทางยุโรปภาคใต้กันมากกว่า”ทั้งนี้ ททท.มีแผนรักษาฐานตลาดนักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวียไว้ โดยตั้งเป้าหมายให้ตลาดฟินแลนด์เติบโต 2.82%, เดนมาร์ก 3.03%, นอร์เวย์ 3.29%, สวีเดน 2.62% โดยนำเสนอจุดหมายอื่นแทนภูเก็ตซึ่งเริ่มมีความแออัด เช่น เขาหลัก จ.พังงา เกาะลันตา จ.กระบี่ ที่มีความสงบและทะเลสวยงาม เหมาะกับพฤติกรรมของตลาดสแกนดิเนเวีย ขณะเดียวกันจะเน้นทำตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเอง(เอฟไอที) เพราะมีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงในเมืองต่างๆ ทั้งการบินไทย และสายการบินหลายบริษัทจากตะวันออกกลางทั้งนี้แม้ประชากรในกลุ่มสแกนดิเนเวียจะมีรวมกันเพียง 20 ล้านคน สวีเดนมี 9 ล้านคน นอร์เวย์ 5 ล้านคน และที่เหลือเป็นฟินแลนด์ เดนมาร์ก แต่ก็เดินทางมาไทยรวมกันถึงปีละ 6.5 แสนคน หรือคิดค่าเฉลี่ยของคนที่เดินทางต่างประเทศ จะมีการเดินทางไปถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้เศรษฐกิจยังมีความมั่นคง และกำลังฟื้นตัวหลังจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 48 โดยสถิติล่าสุดตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ.57 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดเดนมาร์กเข้ามาไทยลดลง 8.38% เหลือ 48,300 คน, นอร์เวย์ ลดลง 5.3% เหลือ 34,000 คน และสวีเดน ลด 6.65% เหลือ 110,000 คน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียเที่ยวไทยน้อยลง -

งานมอเตอร์โชว์คึกคนแห่เข้าชม 1.7 ล้านคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 35 ที่เมืองทองธานี ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย. 57พบว่าในวันที่ 6 เม.ย. มีประชาชนเข้ามาชมงานกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการจัดงานโดยตลอดทั้งงานมียอดจองประมาณ3.5 หมื่นคัน และมีเงินสะพัดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท โดยรถยนต์ค่ายโตโยต้ามียอดจองสูงสุดรองลงมาเป็นค่ายฮอนด้า อีซูซุ มาสด้า มิตซูบิชินิสสัน เป็นต้นทั้งนี้รถยนต์ที่ผู้เข้าชมงานให้ความสนใจมากๆส่วนใหญ่จะเป็นรถที่มีราคาระดับ 800,000 บาท -1 ล้านบาทขึ้นไป จนไปถึงรถหรูๆหลายล้านบาทอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู รถมินิ วอลโว่ โรลสรอยซ์ แอสตัน มาร์ติน เลกซัสปอร์ช และ เบนทลีย์ เป็นก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเช่นกันส่วนรถยนต์ที่มีราคาคันละ300,000 -400,000 บาทค่อนข้างมียอดจองน้อยและได้รับความสนใจจากผู้ชมในงานน้อยส่วนหนึ่งมาจากในช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้ซื้อรถยนต์อีโคคาร์และซื้อรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน1,500 ซีซี ที่อยู่ในโครงการรถยนต์คันแรกไปแล้ว สำหรับรถยนต์ที่มีมูลแพงสุดและมีประชาชนให้ความสนใจเข้าชมมากคือ รถยนต์โรลสรอยซ์ แฟนทอม อีดับปลิวบี 2 ( Rolls-RoycePhantom EWB II ) ราคา 42.5 ล้านบาทส่วนรถถูก เช่น ซูซูกิ แครี่ราคา 369,800 บาทและ อีโคคาร์ มิตซูบิชิ มิราจ ราคาเกียร์ธรรมดาเริ่มต้นที่ 430,000 บาทนายปราจินเอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าในช่วงก่อนการจัดงานมีความวิตกกังวลจากปัญหาทางการเมืองไทยที่เริ่มร้อนแรงขึ้น แต่ระหว่างช่วงการจัดงานสถานการณ์ไม่น่าจะมีความรุนแรงทำให้ประชาชนที่เป็นแฟนพันธ์แท้ของงานเข้ามาชมงานถึง 1.6-1.7 ล้านคน และยอดจองรถยนต์ก็ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเกินความคาดหมายแสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้แต่อย่างใด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : งานมอเตอร์โชว์คึกคนแห่เข้าชม 1.7 ล้านคน