นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้อยากแนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนระยะยาวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเชื่อมั่นว่าใน 2 ปีข้างหน้า สถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองจะเริ่มคลี่คลายลง และตลาดการลงทุนหลายแห่งจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ จากขณะนี้ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก รวมถึงการไม่มีรัฐบาลรักษาการ ในการดำเนินนโยบายและเบิกงบประมาณเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการเจริญเติบโตนอกจากนี้ การเติบโตในแถบต่างจังหวัดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะสามารถดึงดูดใจนักลงทุนได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวกับการค้าขาย และหุ้นที่เกี่ยวกับการปลูกสร้างขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม หุ้นที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานจากที่ผ่านมาได้รับความน่าสนใจค่อนข้างมาก ขณะนี้คงต้องมีการลดทอนไปสักระยะ เพราะยังมีความไม่แน่นอนมาก รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันทรงตัวได้ไม่ดีนักทั้งนี้ จากการอัดฉีดการบริโภคค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา ส่งกระทบต่อหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการเพื่อออกมาดูแลในเรื่องนี้ ไม่งั้นอาจส่งผลระยะยาวต่อภาวะเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะลงทุนระยะยาวรับตลาดทุนฟื้น
เดือน: เมษายน 2014
-

แนะลงทุนระยะยาวรับตลาดทุนฟื้น
-

พาณิชย์ส่อแห้วร่วมประมูลขายข้าวฟิลิปปินส์
รายงานข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยอาจไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลข้าวในสต็อกให้แก่รัฐบาลฟิลิปปินส์ จำนำวน 800,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดประมูลในวันที่ 15เม.ย.นี้ เนื่องจากการศึกษาเงื่อนไขที่ทางการฟิลิปปินส์กำหนดมาพบว่าผู้ร่วมประมูลต้องใช้เงินค้ำซอง 2% ของมูลค่าข้าวที่จะประมูล แต่ประเทศยังไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว เพราะจะติดขัดปัญหาการดำเนินการเบิกจ่ายของกระทรวงการคลัง ที่คาดว่าจะใช้เงินในระดับหลัก 100 ล้านบาท“การประมูลข้าวของฟิลิปปินส์คราวนี้ไม่ได้กำหนดการมีเอ็มโอยูหรือข้อตกลงร่วมกันมาก่อนเพราะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมประมูลด้วย แต่ต้องมีเงินค้ำประกันซอง ซึ่งเราไม่สามารถเบิกจ่ายเงินตรงนี้มาได้ ที่ผ่านมาเราไม่ต้องใช้เงินส่วนนี้เพราะเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐแต่คราวนี้เป็นการเปิดประมูลทั่วไปที่ต้องใช้เงินค้ำประกันซองทำให้ไม่สามารถร่วมประมูลได้”อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาครัฐจะไม่สามารถร่วมประมูลข้าวในล๊อตดังกล่าวได้ก็จะสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้เข้าร่วมประมูลข้าวกับฟิลิปปินส์แทนและไม่คิดว่าเป็นการเสียโอกาสของภาครัฐเพราะถึงอย่างไรหากเอกชนไทยชนะการประมูลข้าวก็ต้องนำเข้าจากโกดังรัฐที่ได้จากการระบายของรัฐบาลไปส่งมอบจึงไม่ถือว่าภาครัฐเสียประโยชน์ และไม่น่ากังวลใจว่าจะไม่สามารถระบายข้าวได้เพราะขณะนี้กรมได้หารือเพื่อระบายข้าวกับประเทศอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือทางการอิรักที่ไม่ได้นำเข้าข้าวจากไทยมานานจากที่เคยนำเข้าจากไทยปีละ 700,000-800,000 ตันก็สนใจที่จะหันกลับมานำเข้าข้าวจากไทยอีกครั้ง โดยตัวแทนจากรัฐบาลอิรักจะเดินทางมาพบหารือกับทางอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศภายในเดือนเม.ย.นี้”ที่ผ่านมาอิรักได้สั่งนำเข้าข้าวจากเอกชนไทยมาตลอดแต่เพิ่งหยุดไปในเดือนส.ค. 56 ที่่ผ่านมาซึ่งเกิดจากความไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพข้าว ดังนั้นกรมจึงต้องเดินทางไปเพื่อชี้แจงขอให้ทางการอิรักเปิดตลาดให้กับข้าวไทยอีกครั้ง และจากการหารือก็มีแนวโน้มว่าอิรักสนใจที่จะนำเข้าข้าวไทยเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยอีกครั้ง คาดว่าจะกลับมานำเข้าในปริมาณเท่ากับที่เคยนำเข้ามาก่อนในเร็วๆนี้ จึงถือว่าเราได้ช่วยปลดล๊อคข้าวไทยให้กลับไปขายในตลาดอิรักได้อีกครั้ง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ส่อแห้วร่วมประมูลขายข้าวฟิลิปปินส์ -

3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดส่งออกไทยฝันสลาย
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำรายงานภาพรวมของการส่งออกของประเทศไทยในปี 58 เสนอให้ที่ประชุมครม.รับทราบ โดยคาดว่า ในปี 57 การส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเรื่องของสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศที่กระทบต่อความเชื่อมั่นผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ไม่เชื่อมั่นว่า จะส่งมอบสินค้าได้ทันเวลาและอาจกระทบต่อภาพรวมของระบบการผลิตและการขนส่งและโลจิสติกส์ได้ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยประสบปัญหา โดยเฉพาะการผลิตสินค้าประเภทพืชและปศุสัตว์ ซึ่งกระทบต่อผลผลิตสินค้า รวมทั้งยังทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบถึงความสามารถในการแข่งขัดทางด้านราคา นอกจากนี้ในด้านการขยายการลงทุน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่ม จะส่งผลกระทบทันทีต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไปทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้คาดการณ์ว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 57 จะสามารถขยายตัวที่ 5% ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้สมมุติฐาน 3 ประการ คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ต้องขยายตัวที่ 3.7% ซึ่งเป็นไปตามคาดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกต้องสูงขึ้น 1.3% และอัตราแลกเปลี่ยนต้องอยู่ที่ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปัจจุบันอัตราค่าเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินงานให้การส่งออกไทยสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไรก็ตามภาพรวมของการส่งออกไทยในเดือนม.ค.57 ที่ผ่านมา พบว่า ยังชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ก็มีสัญญาณการฟื้นตัวจากสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม และตลาดหลัก โดยมีมูลค่าการส่งออกที่ 20,428.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 15.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ามูลค่า 2,520.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าหลัก (เรียลเซคเตอร์) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 92% ของมูลค่าการส่งออกรวม ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุตสาหกรรมหนักซึ่งไม่รวมสินแร่และเชื้อเพลิง และทองคำ ได้ปรับลดลงถึง 4.24%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดส่งออกไทยฝันสลาย