นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ยอดการตั้งโรงงานระหว่างเดือน ม.ค. – มี.ค. 57 พบว่า มีโรงงานที่ประกอบกิจการใหม่ 938 แห่ง ลดลง 9.02 %เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการจ้างงาน 19,847 คน ลดลง10.26 % มูลค่าการลงทุน 47,474 ล้านบาท ลดลง 25.45 % เนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ อาจชะลอการลงทุนออกไป รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศมีความสามารถในการซื้อที่ลดลง งดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โทรทัศน์ รถยนต์ เครื่องประดับ การบริการ การท่องเที่ยว เครื่องนุ่งห่มนอกจากนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ล่าช้า ได้ส่งผลกระทบต่อการเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์ครึ่งปีหลังหากการเมืองมีข้อยุติ จะส่งผลให้จำนวนการตั้งโรงงานใหม่ และขยายกิจการมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดแน่นอน แต่หากการเมืองยืดเยื้อ ก็ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อไปถึงแม้จะได้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่แล้วก็ตามสำหรับอุต ฯ ที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งโรงงานสูงสุด คือ อุต ฯ ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ 87 แห่ง มีการจ้างงาน 2,471 คน มูลค่าการลงทุน 7,387 ล้านบาท อุตฯ รองลงมา อุต ฯ ผลิตภัณฑ์จากพืช 71 แห่ง จ้างงาน 1,091 คน มูลค่าการลงทุน 2,551 ล้านบาท อุต ฯ ผลิตภัณฑ์โลหะ 85 แห่ง จ้างงาน 1,623 คน มูลค่าการลงทุน 2,530 ล้านบาท อุต ฯ ผลิตภัณฑ์อโลหะ111 แห่ง จ้างงาน 1,566 คน มูลค่าการลงทุน 2,435 ล้านบาท อุต ฯ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 29 แห่ง มีการจ้างงาน 1,548 คน มูลค่าการลงทุน 2,275 ล้านบาท อุต ฯ อาหาร 68 แห่ง มีการจ้างงาน 1,488 คน มูลค่าการลงทุน 2,095 ล้านบาททั้งนี้เมื่อพิจารณาพื้นที่ตั้งโรงงานใหม่พบว่าส่วนใหญ่ อยู่ในภาคกลาง ไม่รวมกรุงเทพฯ 54 แห่ง มูลค่าการลงทุน 6,779 ล้านบาท รองลงมาเป็นภาคตะวันออก 22 แห่ง มูลค่าการลงทุน 2,079 ล้านบาท ภาคใต้ 12 แห่ง มูลค่าการลงทุน 303 ล้านบาท ส่วนการอนุญาตขยายกิจการมี 124 แห่ง ลดลง 19.48 % มีการจ้างงาน 10,2078 ลดลง 40 % มีการลงทุน 12,541 ล้านบาท ลดลง 51 % โดยเป็นอุต ฯ ผลิตภัณฑ์พลาสติกมากที่สุด จำนวน 24 แห่ง จ้างงาน2,328 คน ลงทุน 1,796 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร 15 แห่ง มีการจ้างงาน 1,450 คน ลงทุน 2,756 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์อโลหะ14 แห่ง จ้างงาน542 คน ลงทุนเพิ่ม 403 ล้านบาทส่วนการเลิกกิจการโรงงานในช่วงม.ค. – มี.ค. มี 178 แห่ง ลดลง 49 % การจ้างงานของกิจการที่ยกเลิก 8,725 คน ลดลง 41 % มูลค่าการลงทุนของกิจการที่เลิก 2,315 ล้านบาท ลดลง 64 % โดยอุต ฯ ที่มีมูลค่าการเลิกกิจการมากที่สุด คือ อุต ฯ แปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 21 แห่ง มีการจ้างงาน 626 คน มูลค่าการลงทุน 703 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุต ฯ ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล 11 แห่ง มีการจ้างงาน 263 แห่ง มูลค่าการลงทุน 203 ล้านบาท ขณะที่การปิดกิจการของโรงงาน ที่มีการจ้างงานมากที่สุด คือ อุต ฯ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 2 แห่ง มีการจ้างงาน 3,344 คน มูลค่าการลงทุน 140 ล้านบาทอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายยกเว้นรองเท้า 5 แห่ง จ้างงาน 1,748 คน มูลค่าการลงทุน 261 ล้านบาท“ผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินธุรกิจได้ในขณะนี้ต้องพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เน้นตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมุ่งหันไปหาตลาดจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย เพื่อทดแทนตลาดในประเทศที่หายไป โดยกลุ่มอุต ฯ ขนาดกลางและขนาดย่อม น่าจะต้องจับตามองเป็นพิเศษว่าจะสามารถปรับตัวได้หรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดตั้งโรงงานใหม่หดตัว 9.02%
เดือน: เมษายน 2014
-

ยอดตั้งโรงงานใหม่หดตัว 9.02%
-

ปตท.เตือนอย่าหลงเชื่อผู้ไม่หวังดี
นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บมจ.ปตท. เปิดเผยถึงกรณีการเผยแพร่ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ เตือนให้ระวังพนักงาน ปตท. หลอกตรวจถังก๊าซหุงต้มและเรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ตามบ้านเรือนประชาชนทั่วไปว่า ปตท. ไม่มีนโยบายตรวจสอบถังก๊าซหุงต้ม หรือการส่งเสริมการตลาดใดๆ ในการจำหน่ายอุปกรณ์ถังก๊าซหุงต้มโดยตรงตามบ้านเรือนประชาชนแต่อย่างใด หากพบว่ามีคนแอบอ้างเป็นพนักงาน ปตท. มาที่บ้านของท่าน อย่าอนุญาตให้เข้าบ้านเด็ดขาด”ข้อความเตือนดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวอ้าง สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและลดทอนความเชื่อถือของ ปตท. ไม่ได้มีมูลความจริงหรือการแจ้งความความเสียหายต่อทรัพย์สินแต่อย่างใด ซึ่งขอวิงวอนให้มีการพิจารณาไตร่ตรองข้อความที่ได้รับทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างถี่ถ้วนก่อนเผยแพร่ต่อไป หากมีข้อข้อสงสัยในการให้บริการของ ปตท. สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1365″นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บมจ.ปตท. กล่าวภายหลังร่วมกับนายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ลงนามความร่วมมือการเปิดศูนย์กลางการผลิต และกระจายแก๊สโซฮอล์ อี 85 ตรงจากโรงงานเอทานอล อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิว่า การให้ความร่วมมือดำเนินโครงการนี้เป็นการรองรับการขยายตลาดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี ของ ปตท.ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วน เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศของภาครัฐ” โครงการนี้ สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 10 ปีของกระทรวงพลังงาน ซึ่งตั้งเป้าการใช้เอทานอล 9 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 64 โดยศูนย์กลางดังกล่าวจะสามารถรองรับกลยุทธ์การขยายสถานีบริการน้ำมัน อี 85 ของ ปตท. ให้ได้กว่า 300 สถานีทั่วประเทศภายในสิ้นปี 57 สอดรับกับคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันอี 85 ของไทยในปี 57 ว่ ามีโอกาสเติบโตไม่ต่ำกว่า 100% เทียบกับปี 56″
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.เตือนอย่าหลงเชื่อผู้ไม่หวังดี -

มอบโบทองให้ผู้ผลิตนมสดแท้ 100%
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติให้ผู้ผลิตนมโคจำนวน 5 ราย ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด สหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด และบริษัท กาฬสินธุ์แดรี่ฟูด จำกัด ที่ได้ยื่นขอใช้เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์นมโคสดไทย “เครื่องหมายโบทอง” ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ได้ผสมนมผงนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิต โดยคาดว่าจะอนุมัติให้ใช้เครื่องหมายโบทองได้ในเร็วๆ นี้“การนำเครื่องหมายโบทองไปติดไว้ที่ผลิตภัณฑ์ เป็นการรับประกันว่าผลิตภัณฑ์จากนมที่ผลิตได้เป็นนมโคสดแท้ 100% ไม่ได้มีการนำนมผงนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้เอฟทีเอมาใช้ผสม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการบริโภคผลิตภัณฑ์นมดังกล่าวว่าจะได้บริโภคนมโคสดแท้ๆ มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้สามารถจำหน่ายนมโคสดได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ผลิตหันมาใช้นมโคสดในการผลิตมากขึ้น”ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ ได้มอบเครื่องหมายโบทองให้กับผู้ผลิตแล้ว 1 ราย คือ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โดยได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องหมายดังกล่าว แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อประมาณเดือนพ.ค.56 ที่ผ่านมา และตั้งเป้าไว้ว่า ในอนาคตจะมีผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่เป็นภาคเอกชนยื่นขออนุญาตใช้เครื่องหมายรับรองโบทองเพิ่มมากขึ้นสำหรับเครื่องหมายโบทอง เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการเปิดเสรีทางการค้า และมีนมผงนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเซียนร่วมกับชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากกองทุนเอฟทีเอกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคนมโคสด 100% ดีกว่าการบริโภคนมที่ผลิตจากนมผง จึงได้มีการคิดค้นเครื่องหมายโบทอง เพื่อรับประกันว่าผลิตภัณฑ์นมที่ติดเครื่องหมายนี้ใช้นมโคสดแท้ 100% และกรมการค้าต่างประเทศได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าว รวมทั้งได้ออกข้อบังคับเพื่อขอใช้เครื่องหมายดังกล่าวแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มอบโบทองให้ผู้ผลิตนมสดแท้ 100%