นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่ 2 (อีโคคาร์ เฟส 2 ) ว่า นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อเสนอเบื้องต้นโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่ 2 ซึ่งผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ ได้ยื่นขอรับการลงทุนมา 10 ราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความความรอบคอบ ก่อนนำเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนต่อ (บอร์ดบีโอไอ) ต่อไป สำหรับคณะทำงานฯ มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีผู้บริหารของ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเป็นเลขานุการ โดยจะจัดประชุมนัดแรกในเดือน พ.ค. 57 ส่วนการพิจารณาข้อเสนอเบื้องต้น จะดูรายละเอียดข้อกำหนดคุณสมบัติด้านเทคนิคของรถยนต์ เงื่อนไขการผลิตของรถยนต์ การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มาตรการด้านภาษี และมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่เคยประกาศ ก่อนนำเสนอบอร์ดบีโอไออนุมัติ “จนถึงวันนี้ ผู้ประกอบการยานยนต์ ให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 10 ราย แบ่งเป็นค่ายรถยนต์เก่าที่เคยเข้าร่วมโครงการอีโคคาร์เฟส 1 ได้แก่ นิสสัน, ฮอนด้า, มิตซูบิชิ, ซูซูกิ และโตโยต้า กลุ่มที่ 2 เป็นค่ายรายใหม่ ได้แก่ เชฟโรเลต, ฟอร์ด, มาสด้า รวมทั้งโฟล์คสวาเกน และเอ็มจี คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 138,889 ล้านบาท รวมกำลังการผลิต 1.5 ล้านคัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ที่มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในระดับภูมิภาคอาเซียน และระดับโลก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งคณะทำงานเร่งพิจารณาอีโคคาร์เฟส2
เดือน: เมษายน 2014
-

ตั้งคณะทำงานเร่งพิจารณาอีโคคาร์เฟส2
-

เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกติดลบ 0.5%
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกที่ผ่านมานั้น คาดว่าจะติดลบไม่เกิน 0.5% เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทำให้การใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งด้านการบริโภค และการลงทุนชะลอตัวลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เริ่มมีสัญญาณการหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงตามทิศทางการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกนี้ จะเติบโตได้ 0% หรือไม่เติบโตเลย“สศค.คาดว่า จีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ จะติดลบไม่เกิน 0.5% เนื่องจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเชื่อว่าไตรมาส 2 เศรษฐกิจจะไม่ติดลบ จากปัจจัยบวกของการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักเพิ่มมากขึ้น โดยยังคงเป้าหมายอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 2.6% เพราะเชื่อว่าการเมืองจะคลี่คลายได้ในไตรมาส 3 ซึ่งมีผลทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมาได้ ภายในไตรมาส 4 ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 จะเติบโตได้ดีขึ้น”ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน มี.ค. และไตรมาสแรกที่ผ่านมา พบว่า การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ณ ราคาคงที่ ติดลบ 1.2% ต่อปี ส่งผลทำให้ในไตรมาสแรกติดลบต่อเนื่อง 0.2% ต่อปี ส่วนแวต ณ ราคาคงที่ ไตรมาสแรก หดตัวมาจากการจัดเก็บบนฐานการนำเข้าที่ติดลบ 7.4% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บบนฐานการบริโภคภายในประเทศ ยังขยายตัว 6% ต่อปีขณะเดียวกัน ยอดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ มีทั้งสิ้น 2.1 ล้านคน ติดลบ 9.4% ต่อปี ส่งผลให้ไตรมาสแรก ติดลบ 5.85% ต่อปี โดยนักท่องเที่ยวที่ลดลง มาจากกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และอาเซียนเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป ยังคงขยายตัวได้ดี ส่วนการส่งออกสินค้าของไทย ติดลบ 3.1% ต่อปี ส่งผลทำให้ในไตรมาสแรก ติดลบ 1% ต่อปี จากสินค้าเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมการเกษตรและสินค้าเกษตรกรรมที่หดตัวลงมาก ขณะที่กลุ่มสินค้าในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและกลุ่มยานยนต์ ยังคงขยายตัวดีขึ้นตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี)อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2% ต่อปี อัตราการว่างงาน 0.9% ของกำลังแรงงานรวม สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ยังอยู่ในระดับมั่นคงเช่นกัน สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนไตรมาสแรก อยู่ระดับสูง 1,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.8 เท่า รองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกติดลบ 0.5% -

เล็งสร้างสวนสนุกดึงนักท่องเที่ยว
นายขจร วีระใจ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาปรับปรุงมาตรการด้านการลงทุนในกิจการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ อาทิ กิจการสวนสนุก สวนสัตว์ หอประชุมฯโรงแรม เพื่อให้เจ้าของกิจการ หรือผู้ที่สนใจจะลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์แบบพิเศษสำหรับใช้ในการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (แมนเมด) เนื่องจากปัจจุบันการท่องเที่ยวของไทย ยังเป็นการกระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวหลักซึ่งหากสร้างสิ่งใหม่ ๆ มากระตุ้น ก็จะเกิดการกระจายตัว ขณะเดียวกัน ก็จะสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ในชุมชนนั้น ๆ ได้ด้วยเบื้องต้นเตรียมไว้ 2 มาตรการ ได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับลงทุนเครื่องเล่นที่มีราคาตั้งแต่ 200 ล้านขึ้นไป ที่จะได้ลดภาษีลง ซึ่งได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปแล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่สามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ ส่วนอีกมาตรการคือ ให้เช่าที่ราชพัสดุในราคาไม่แพง และเช่าได้นานขึ้น"นโยบายเรื่องการส่งเสริมการลงทุนนั้น มองว่า ควรจะต้องสานต่อ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ เพราะไทยประสบปัญหาเรื่องความแออัดของนักท่องเที่ยวจนทำให้แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม และเกิดอาชญากรรมไปแล้ว จากนี้จะศึกษาต่อไปว่าพื้นที่ไหนมีศักยภาพที่จะทำได้ โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ 2รายแล้วที่ให้ความสนใจกับมาตรการนี้”ก่อนหน้านี้ ช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรยังเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้เชิญชวนนักลงทุนประเภทสวนสนุกจากต่างประเทศ รวมถึงให้เร่งพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และโพสต์โปรดักชันของไท ยให้แข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อต่างชาติสนใจใช้ไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์มากขึ้นแล้ว ควรจะต้องมีบริการที่ครบวงจร ทั้งการตัดต่อ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการผลิตภาพยนตร์สำหรับกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ไว้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 กิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร ได้แก่สนามแข่งรถยนต์ กระเช้าไฟฟ้า สวนสนุก ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรม หอประชุมขนาดใหญ่ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ กิจการอุทยานสัตว์น้ำ กิจการสวนสัตว์เปิด ,กลุ่มที่ 2 กิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร เฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ได้แก่โรงแรม ,กลุ่มที่ 3 กิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษี เฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขตที่ตั้งได้แก่ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ,กลุ่มที่ 4 กิจการที่เห็นควรยกเลิกให้การส่งเสริม ได้แก่ บ้านพักและศูนย์สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ และกิจการบริการเพื่อสนับสนุนการพำนักระยะยาวนายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น ซี ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าต้องทำในพื้นที่ที่คุ้มค่าด้วย โดยรัฐบาลจะต้องศึกษาจุดยุทธศาสตร์ทางธุรกิจให้ดีก่อน และต้องมองให้ออกว่า จะแข่งขันในระดับนานาชาติได้หรือไม่ โดยศูนย์ประชุมฯที่เชียงใหม่และภูเก็ตมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการประชุมได้ ส่วนพื้นที่ที่ควรจะลงทุนในอนาคต คือ หัวเมืองหลักในจังหวัดต่าง ๆนายอำพล สุทธิเพียร กรรมการผู้จัดการ บริษัทอะมิวส์เมนท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้บริหารสวนสนุกดรีมเวิร์ล กล่าวว่า การลงทุนด้านสวนสนุกขนาดใหญ่ในพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะไม่คุ้มค่าการลงทุนมากนัก แม้จะเป็นหัวเมืองขนาดใหญ่ อย่างเชียงใหม่ หรือภูเก็ต เนื่องจากการลงทุนต้องมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใช้บุคลากรเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหากจะลงทุนจริง ๆ ต้องศึกษาด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวจะเป็นต่างชาติหรือคนไทย เมื่อทำแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่“มาตรการที่รัฐบาลถือว่าเป็นโครงการที่ดีมีศักยภาพ แต่ต้องเป็นการศึกษาและลงทุนในระยะยาวจริ งๆ แต่ทั้งนี้เห็นว่าสำหรับธุรกิจสวนสนุก อาจยังไม่พร้อมมากนัก เพราะอาจจะไม่คุ้มทุน จากราคาตั๋วเข้าชมของไทยที่เรียกได้ว่าต่ำสุดในเอเชียแล้ว หากทำอะไรก็ต้องคิดวางแผนยาว ๆ ด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งสร้างสวนสนุกดึงนักท่องเที่ยว