เดือน: มิถุนายน 2014

  • ‘เอ็นคอนเส็ปท์’ พัฒนาหลักสูตรภาษา ใช้เรียนผ่าน ‘แท็บเล็ต’ ได้ทุกที่-ทุกเวลา

    ‘เอ็นคอนเส็ปท์’ พัฒนาหลักสูตรภาษา ใช้เรียนผ่าน ‘แท็บเล็ต’ ได้ทุกที่-ทุกเวลา

    “เอ็นคอนเส็ปท์” พัฒนานวัตกรรม “โทเฟิล เอ็กซ์-เชนจ์” แท็บเล็ตพัฒนาภาษา ช่วยให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน 8 แอพพลิเคชั่น ชี้ผลวิจัยเมืองนอกระบุช่วยยกระดับการเรียนภาษาให้เด็กได้ดี นายอภิธา วัลลภศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและกิจกรรม โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการเรียนการสอน ทางโรงเรียนจึงได้พัฒนานวัตกรรม โทเฟิล เอ็กซ์-เชนจ์ (TOEFL X-CHANGE) ซึ่งเป็นแท็บเล็ตพัฒนาภาษา ช่วยให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถเรียนและทบทวนบทเรียนผ่านแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนและที่บ้านได้ ด้วย 8 แอพพลิเคชั่นที่ทางเอ็นคอนเส็ปท์ พัฒนาขึ้นเอง อาทิ มายวิดีิโอ (MyVideo) เป็นคลาสเรียนประจำตัวที่ใช้เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา แอดดิก (@Dict) เป็นพจนานุกรมภาษาอังกฤษ มายโค้ช (My Coach) เป็นการถาม-ตอบ เสมือนมีโค้ชอยู่ใกล้ตัว ฯลฯ ซึ่งผู้เล่นยังสามารถปฏิสัมพันธ์กับโค้ช และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทั้งแบบเจอหน้ากัน และผ่านโซเชียล มีเดีย ต่าง ๆ เพื่อลดข้อจำกัดในการพัฒนาภาษา ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการฟัง การพูด อ่านและเขียนได้จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทดลองทำข้อสอบในสนามสอบเสมือนจริง (Stimu-lations Test) ได้ด้วย “ในต่างประเทศมีการยอมรับว่าแท็บเล็ตสามารถใช้ในการเรียนการสอนได้ดี โดยเฉพาะ เอ็ม-เลิร์นนิ่ง ซึ่งมีผลวิจัยว่า เมื่อเด็กได้ใช้เรียน สามารถทำคะแนนได้ดีขึ้นจากระดับ 50% เพิ่มขึ้นเป็น 70% และช่วยให้การดร็อปเรียนของเด็กลดลงถึง 20% จึงถือว่าช่วยลดปัญหาและยกระดับการศึกษาให้กับเด็กได้” นายอภิธา กล่าวต่อว่า การนำเสนอนวัตกรรมหลักสูตรการเรียนผ่านแท็บเล็ต ทางโรงเรียนไม่ได้หวังผลกำไร แต่มองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับความรู้ด้านภาษาให้กับเด็กได้ โดยในเบื้องต้นได้เตรียมจำนวนแท็บเล็ตไว้ประมาณ 1,000 เครื่อง โดยเป็นการซื้อขาดจากผู้ผลิตและนำมาลงโปรแกรมและแอพพลิเคชั่น ที่พัฒนาขึ้นเอง โดยไม่ได้บวกกำไรแต่รวมเป็นค่าคอร์สเรียนเท่านั้น มี 2 รุ่น 2 ราคา คือ 33,900 บาท 29,900 บาท ซึ่งในอนาคตหากได้รับการตอบรับที่ดีอาจจะมีการจับมือกับผู้ผลิตแท็บเล็ตโดยตรงเพื่อผลิตออกมาจำนวนมากยิ่งขึ้น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘เอ็นคอนเส็ปท์’ พัฒนาหลักสูตรภาษา ใช้เรียนผ่าน ‘แท็บเล็ต’ ได้ทุกที่-ทุกเวลา

  • “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

    “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

    นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฏ์  ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่าการเมืองที่สงบทำให้นักลงทุน และนักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นอาจจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนโยบายการบริหารประเทศของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.)เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วต้องให้กำลังใจในการทำงาน โดยส่วนตัวอยากเห็นการลด ละ เลิกโครงการประชานิยมอย่างชัดเจนเพราะที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น หรือมีการนำเงินล่วงหน้ามาใช้ เช่น โครงการรถยนต์คันแรก เป็นต้นทำให้การบริโภคในประเทศช่วงนี้ลดลง   ดังนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ว่าความต้องการสินเชื่อครึ่งปีหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)จะปรับเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ธนาคารยังคงเป้าสินเชื่อไว้ว่าจะโตประมาณ 4-5% จากจีดีพีอยู่ที่ 2-3% จากที่ก่อนหน้านี้จีดีพีอยู่ที่3%สินเชื่อโต 5% นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ  กล่าวว่า ธนาคารได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองเช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก และบริการ  โดยเพิ่มวงเงินสินเชื่อ เพื่อใช้สำหรับหมุนเวียนในกิจการหรือให้เป็นเทอม โลน  ให้ดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งจะพิจารณาระดับความรุนแรงของผลกระทบและความเหมาะสมเป็นรายกรณี   รวมทั้งปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ทั้งปรับลดจำนวนการผ่อนชำระเงินต้นและขยายเวลาชำระหนี้ออกไปสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน หรือกำหนดเวลาการปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน และผ่อนปรนดอกเบี้ย  คาดว่ามีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ1,000 ราย เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธ.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

  • คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

    คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

    พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เปิดเผยว่า ได้รายงานผลการตรวจสอบโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 28 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา รับทราบ โดยได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละกลับไปทบทวนความเหมาะสมของโครงการ ทั้งเรื่องของแผนงาน การประกวดราคา และราคากลาง จากนั้นจึงเสนอให้คตร.พิจารณา ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้“ทั้ง 28 โครงการ เป็นโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามรายจ่ายงบประมาณประจำปี 57 และทำไว้ต่อเนื่องและได้รับการจัดสรรงบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ จึงต้องให้คตร.มาตรวจสอบว่า แต่ละโครงการเหมาะสมที่จะทำต่อ หรือยกเลิก และทบทวนวงเงิน ราคากลางเป็นหลัก โดยตอนนี้มีโครงการที่เข้าข่ายต้องยกเลิกแล้ว 2 โครงการของกรมชลประทาน เป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะต้องมาดูว่า เป็นโครงการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่”ทั้งนี้ หัวหน้าคสช. ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ไปพิจารณาความเหมาะสมของขั้นตอนการประกวดราคา โดยยึดแนวทางเดิมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กำหนด ที่จะต้องมีความโปร่งใส และประกาศลงเว็ปไซด์ พร้อมทั้งยังให้ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเข้ามาร่วมสังเกตการ เพื่อให้การกำหนดราคากลางมีความเหมาะสมและเป็นจริงมากที่สุด และอาจจะมีราคาที่ลดลงจากเดิมด้วยนอกจากนี้ การตรวจสอบ 8 โครงการที่ประชาชนสนใจ ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯของคตร.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายละเอียดมาชี้แจง เช่น โครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน และโครงการจัดหารถจักร จำนวน 126 คัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รวมถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (54-60) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. ที่ล่าช้าจากแผนมาก ขณะที่โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ก็ได้มอบหมายให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยาไปหารือกับกระทรวงศึกษา เพื่อนำเงินจากการดำเนินโครงการดังกล่าวไปใช้ในโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันแล้ว"ในโครงการอื่นเช่น กองทุนส่งเสริมการนุรักษ์พลังงาน ของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็ต้องไปตรวจสอบว่าเวลาที่อนุมัติโครงการไป เป็นเหมือนเบี้ยหัวแตก อยากให้ทำเป็นแพ็คเก็ต ให้มีผลการใช้เงินที่เหมาะสม"รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ทำหนังสือลับมากถึงประธานและกรรมการผู้จัดการของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง โดยหนังสือระบุว่า คสช. มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทุกโครงการที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและป้องกันการรั่วไหวของการใช้เงินลงทุน สคร.จึงขอให้รัฐวิสาหกิจที่ได้รับหนังสือ ส่งข้อมูลรายละเอียดโครงการลงทุนมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ที่กำลังดำเนินการและยังไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ให้ สคร. พิจารณาเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการลงทุนหรือจัดซื้อจัดจ้างต่อไปอย่างไรก็ตาม สคร. ได้ตัดสินใจช่วงสุดท้ายที่จะไม่ส่งหนังสือดังกล่าวไปยังรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารกรุงไทย บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และ บริษัท อสมท. เนื่องจากมีมูลค่าลงทุนแต่ละโครงการการสูง หากเกิดการระงับไปอาจส่งผลกระทบกับราคาหุ้นของบริษัทอย่างรุนแรง และทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างมาก แต่จะใช้วิธีการปรับเปลี่ยนให้คณะกรรมการชุดใหม่เข้าไปดูแลโครงการทั้งหมดแทน“มาตรการควบคุมการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตามคำสั่งของ คสช. เชื่อว่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้คณะกรรมการชุดเก่าทิ้งทวนอนุมัติโครงการจนเกิดความเสียหาย รวมถึงเป็นมาตรการอีกระดับหนึ่งที่จะกดดันให้กรรมการชุดเก่าลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ตั้งกรรมการชุดใหม่เข้าไปดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ”สำหรับโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 57 มีจำนวน 346,000 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจริง ณ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว วงเงิน 71,700 ล้านบาท หรือ 20% ของงบลงทุน โดยรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนมากที่สุดได้แก่ บริษัท ปตท. วงเงิน86,900 ล้านบาท, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 50,400 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 38,000 ล้านบาท, บริษัทการบินไทย วงเงิน 27,100 ล้านบาท, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)วงเงิน 25,100 ล้านบาท, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) วงเงิน 18,600 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) วงเงิน17,600 ล้านบาท, การไฟฟ้านครหลวง วงเงิน 13,800 ล้านบาท และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (กสท.) วงเงิน10,500 ล้านบาท เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ