Blog

  • ริโก้รุกโซลูชั่นไอทีสำนักงาน

    ริโก้รุกโซลูชั่นไอทีสำนักงาน

    ริโก้ ขยายฐานการผลิตในไทย ลุยโซลูชั่นและอุปกรณ์ไอทีสำหรับสำนักงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้  6,000 ล้านบาท ชี้ตลาดเครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องพิมพ์ เติบโตประมาณ 10-12%นายจูเลี่ยน ไฟรเอ็ด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มั่นใจในศักยภาพของไทย และแนวโน้มทิศทางการขยายตัวของตลาด จึงขยายฐานโรงงานการผลิตในไทยเพื่อการส่งออกตลาดโลก รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการงานเอกสารแบบครบวงจร ระบบไอที เซอร์วิสเซส ระบบกล้องวงจรปิด พร้อมซอฟต์แวร์เพื่อการวิเคราะห์ และการประชุมผ่านทางไกลแบบดิจิตอลนำเสนอในรูปแบบทำงานจริงตามประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจการบริการ คือ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา โรงแรม กลุ่มธุรกิจการค้า กลุ่มธุรกิจสถาบันการเงิน และธุรกิจประกันอย่างไรก็ตามได้ตั้งเป้าผลประกอบการในปี 2557 กว่า 6,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 9% จากปีที่แล้วโดยริโก้ มีส่วนแบ่งการตลาดในเครื่องถ่ายเอกสารเป็นอันดับ1 ที่ 33% ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ เพิ่มขึ้น 2% จากปีที่แล้ว เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์พริ้นเตอร์สี ที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในตลาดระดับบน ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ทั่วไปและมีการพิมพ์งานอย่างต่อเนื่องในสำนักงาน ขณะที่ตลาดรวมยังคงเป็นอันดับ 3 เนื่องจากฐานใหญ่กว่า 60% ของตลาดรวมเป็นเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก ซึ่งทางริโก้ไม่ได้เน้นในการทำตลาดมากนักนายจูเลี่ยน กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย คาดว่าตลาดเครื่องใช้สำนักงานโดยรวมเฉพาะหมวดเครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องพิมพ์ จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-12% จากมูลค่าตลาดโดยรวม เช่นเดียวกับที่มีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มการให้บริการสินค้าไอที และการเข้ามาของคลาวน์เทคโนโลยี ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากรูปแบบการทำงานในสำนักงานปัจจุบัน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ริโก้รุกโซลูชั่นไอทีสำนักงาน

  • เปิดยุทธศาสตร์ลงทุนฉบับใหม่ ดันอุตสาหกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจ

    เปิดยุทธศาสตร์ลงทุนฉบับใหม่ ดันอุตสาหกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจ

    ใกล้คลอดเต็มที่สำหรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (ปี 58-64) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ดีเดย์ประกาศใช้ต้นปี 58 โดยยุทธศาสตร์ใหม่ครั้งนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนการส่งเสริมการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากใช้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน ตั้งแต่ปี 20 และที่ผ่านมามีการปรับในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น  ต้องยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จากที่ผ่านมาบีโอไอ เคยเตรียมทำคลอดแผนยุทธศาสตร์ใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 56 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (56-60) มีหลายประเด็นที่ต้องปรับแก้ไข เช่น กิจการประเภทไหนที่จะได้ส่งเสริมต่อ หรือไม่ได้ส่งเสริมต่อ ยังมีข้อถกเถียงกันอย่างมาก จึงต้องเลื่อนกำหนด เน้นครอบคลุมแผนชาติ  จนมาสมัย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” สวมหมวกเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติกรอบยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยให้เปลี่ยนจากแผน 5 ปี เป็นแผน 7 ปี เนื่องจากต้องการให้ครอบคลุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ด้วย จึงต้องทำแผนยุทธศาสตร์ถึงปี 64 เพราะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะใช้ระยะเวลาถึงปี 59 ส่วนการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ใหม่อย่างเป็นทางการ จะต้องรอให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี อนุมัติรายละเอียดของยุทธศาสตร์ใหม่อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพราะการประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งที่ผ่านมาเป็นการอนุมัติร่างยุทธศาสตร์ฯ และให้บีโอไอไปจัดทำรายละเอียดไส้ในอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะกิจการใดจะส่งเสริมต่อ กิจการใดจะยกเลิกการส่งเสริม ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับนักลงทุน เพราะนักลงทุนบางคนเคยชินกับการได้สิทธิประโยชน์มาตลอด เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง  ทั้งนี้แนวคิดของแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ “อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย” เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า แผนยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่เน้นปริมาณแล้ว แต่เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ช่วยนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยังคง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเดิม แต่จะเน้นประเภทที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีมูลค่าเพิ่มสูง มีการวิจัยและพัฒนาหรือการออกแบบ รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร, อุตสาหกรรมแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน, อุตสาหกรรมเบา, อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง, อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลาสติก และกระดาษ และอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค  สำหรับสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ เริ่มจากยกเลิกระบบการส่งเสริมการลงทุนที่อิงกับเขตพื้นที่ (โซนนิ่ง) คือ เขต 1-3 เดิม เปลี่ยนเป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ในภูมิภาค เพื่อสร้างการรวมกลุ่มใหม่ของการลงทุนที่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่มากขึ้น โดยบีโอไอจะจัดลำดับว่า เซ็กเตอร์ไหนมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างกัน เช่น บางอุตสาหกรรม บีโอไอส่งเสริมมานานแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นที่ต้องให้การส่งเสริมต่อไปอีก แต่จะไม่ให้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือบางอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง บีโอไออาจเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ต่อไป โดยไม่อิงกับโซนนิ่ง เพราะหลายอุตสาหกรรม ได้รับการส่งเสริมมานาน ควรดูแลตัวเองได้แล้ว ตัดสิทธิชาเขียว-ขนม  ประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริม จากเดิมมีกิจการได้รับการส่งเสริมกว่า 240 กิจการ แต่สิทธิประโยชน์ใหม่จะตัดโครงการทิ้ง 40 กิจการ เช่น กิจการผลิตขนมปัง ชาเขียว ขนมขบเคี้ยว เพราะถือว่า เป็นกิจการที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาก และตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี 40 กิจการ แต่ยังคงสิทธิประโยชน์ด้านอื่นอยู่ ส่วนจะเป็นกิจการใด อยู่ระหว่างการรออนุมัติจากบอร์ดบีโอไอ สาเหตุที่ยุทธศาสตร์ใหม่บีโอไอ ต้องหันมาเน้นให้สิทธิพิเศษโครงการทักษะขั้นสูง “หิรัญญา สุจินัย” ที่ปรึกษาด้านการลงทุน บีโอไอ ขยายความเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ของบีโอไอ ได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าของโครงการมากขึ้น เพราะทิศทางต่อไปนี้ประเทศไทยจะต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ขั้นสูงมากขึ้น ถ้าใช้แต่แรงงานอย่างเดียว ต้นทุนจะสู้ไม่ได้ ดังนั้นการที่จะไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ขั้นสูงมากขึ้น นักลงทุนจะต้องมีค่าใช้จ่ายบางรายการสูงขึ้น เช่น จะต้องมีการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) การออกแบบ การฝึกคนที่ใช้ทักษะขั้นสูง “ถ้ารัฐไม่มีสิทธิประโยชน์ให้ นักลงทุนก็ไม่อยากลงทุน บีโอไอก็ต้องให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ จากที่ได้สิทธิประโยชน์พื้นฐานตามเซ็กเตอร์ไปแล้ว เช่น ลงทุนผลิตโทรศัพท์มือถือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 3 ปีตามมาตรฐาน แต่ถ้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้วยก็จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้นจากพื้นฐานที่ได้อยู่แล้วอีก 1 ปี รวมแล้วได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 4 ปี โดยเราจะกำหนดว่าถ้าเป็นการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสมมุติว่ามีค่าใช้จ่าย 1% ของยอดขายก็จะได้บวกเพิ่มอีก 1 ปี เป็นต้น” หิรัญญา ระบุ  ขยายส่งเสริมลงทุน ตปท.  นอกจากนี้ยุทธศาสตร์บีโอไอใหม่ จะให้ความสำคัญทั้งการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ จากเดิมที่เน้นการลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก เพราะขณะนี้ไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์จึงต้องทำแผนรองรับด้วย โดยมีประเทศกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มแรก อินโดนีเซีย เมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา และลาว กลุ่ม 2 จีน อินเดีย และอาเซียนอื่น ๆ และกลุ่ม 3 ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกา เห็นได้ว่า ยุทธศาสตร์บีโอไอใหม่ จะไม่ค่อยมีเสียงคัดค้านจากภาคเอกชนมากนัก ต่างจากร่างแผน 5 ปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจาก บีโอไอ ยังไม่ได้ประกาศกิจการที่จะตัดสิทธิประโยชน์ รวมทั้งภาษีอย่างเป็นทางการ แต่สาเหตุใหญ่มาจากบอร์ดบีโอไอที่เป็นผู้ร่วมพิจารณายุทธศาสตร์ ส่วนหนึ่งมาจากภาคเอกชนสำคัญ ๆ แทบทั้งสิ้น เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย ตัวแทนจากภาคเอสเอ็มอี จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า หลังจากประกาศยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว กระแสตอบรับจากนักลงทุนมีมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถเปลี่ยนการลงทุนของประเทศเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ หากเป็นไปตามเป้าหมาย เชื่อว่า จะเกิดมิติใหม่แห่งการลงทุนของประเทศไทย ที่เน้นทำให้เกิดประโยชน์และโตอย่างยั่งยืนแน่นอน. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดยุทธศาสตร์ลงทุนฉบับใหม่ ดันอุตสาหกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจ

  • เสวนาเพื่อความปรองดองรอบ 2 – พลังงานรอบทิศ

    เสวนาเพื่อความปรองดองรอบ 2 – พลังงานรอบทิศ

    มีข่าวว่าหลวงปู่พุทธอิสระจะให้จัดเสวนาเรื่องการปฏิรูปพลังงานขึ้นอีกครั้ง (หลังจากจัดไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา) ในวันที่ 24 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยครั้งนี้จะเน้นพูดคุยกัน เรื่องของพลังงานไฟฟ้า และพลังงานทดแทน ที่คราวที่แล้วไม่ค่อยได้พูดถึง เพราะเวลาไม่พอ และมัวแต่ไปถกกันแต่เรื่องของ ปตท.เสียเป็นส่วนใหญ่ ในฐานะที่ผมเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมอยู่ในเวทีเสวนา เห็นด้วยที่หลวงปู่จะเปิดเวทีสาธารณะให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสมาร่วมกันแสดงความเห็นต่างในเวทีเดียวกันอีกครั้ง แทนที่จะไปต่างคนต่างพูด คนละเวทีให้มวลชนของตัวเองฟัง ซึ่งจะสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างยิ่ง ว่าข้อมูลของใครเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือกันแน่ แต่อย่างไรก็ ตามจากบรรยากาศของการเสวนาครั้งแรก ผมเห็นว่ายังมีข้อที่สมควรปรับปรุงเพื่อให้การจัดในครั้งที่สองนี้มีบรรยากาศที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น อันจะนำสู่การเสวนาที่ีใช้เหตุผล และข้อมูลมาชี้แจงกัน โดยปราศจากการกดดัน การพยายามจับผิด และกล่าวหากัน ซึ่งวิธีการนี้จะนำไปสู่การแสวงหาทางออกร่วมกันได้ในอนาคต แทนที่จะถกเถียงกันไปอย่างนี้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้จบ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้ทั้งสองฝ่ายหรือ หลวงปู่ในฐานะคนกลางได้พิจารณาคือ 1. วิธีการตั้งคำถามในการเสวนาครั้งที่แล้ว ผมมีความรู้สึกว่า เป็นการตั้งคำถามแบบไม่ต้องการรู้เหตุผล และข้อเท็จจริง แต่เป็นคำถามที่ผู้ถามมีคำตอบของตนเองอยู่ในใจแล้ว (มีธงอยู่แล้ว) และพยายามถามตอบแบบทนายถามจำเลยในศาล ให้ตอบแต่เพียงว่า “ใช่หรือไม่ใช่” “จริงหรือไม่จริง”  ซึ่งการตั้งคำถามในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใดเลย แม้แต่ประชาชนที่ต้องการได้ข้อมูลและข้อเท็จจริง เพราะเป็นคำถามที่ไม่ต้องการแสวงหาความจริง แต่ถามเพื่อเป้าหมายแห่งชัยชนะของผู้ถามเท่านั้น ดังนั้นในการเสวนาครั้งนี้ขอเสนอให้ผู้ที่ต้องการถามคำถาม ถามให้จบสิ้นกระบวนความ ว่าท่านข้องใจสงสัยในเรื่องใด และต้องการให้ชี้แจงในประเด็นใด ไม่ใช่มานั่งถามทีละคำถามให้ตอบ “ใช่ ไม่ใช่” “จริง ไม่จริง” อีก 2. เราพบว่า ได้มีความพยายามระดมมวลชนมาสนับสนุนฝ่ายตนเป็นจำนวนมาก (แม้แต่ในการเสวนาครั้งที่สองในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ก็ยังมีข่าวออกมาทางโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้มวลชนไปร่วมรับฟังกันให้มาก ๆ) การที่มีมวลชนไปร่วมมาก ๆ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แสดงว่ามวลชนตื่นตัว ต้องการมีส่วนร่วม แต่ต้องอยูในระเบียบวินัย ไม่แสดงอาการไม่พอใจ หรือดูถูกด้วยการโห่ฮาป่า เมื่อได้รับฟังความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน หรือตรงกันข้ามกันกับฝ่ายที่ตนชื่นชอบ การแสดงปฏิกิริยาอย่างนั้น คือการกดดันฝ่ายตรงกันข้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีนั่นเอง และทำให้บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และมีเหตุผลเกิดขึ้นไม่ได้ เที่ยวนี้ จึงอยากเสนอให้จำกัดผู้เข้าฟัง ไม่ควรมีมากจนเกินไป และต้องควบคุมให้อยู่ในระเบียบอย่างเคร่งครัด ส่วนมวลชนที่ระดมกันมานั้น ให้ดูโทรทัศน์วงจรปิดอยู่นอกห้องประชุม ส่วนผู้ที่มาเรียกร้องให้มวลชนฝ่ายตนไปกันมาก ๆ นั้น อยากจะถามท่านว่ากำลังจะใช้มวลชนมาตัดสินกันมากกว่าเหตุผลหรือไม่ อย่าลืมว่านี่เป็นเวทีเสวนา เพื่อความปรองดองนะ ไม่ใช่เวทีปลุกม็อบที่แจ้งวัฒนะ !!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เสวนาเพื่อความปรองดองรอบ 2 – พลังงานรอบทิศ