วันนี้(8ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า มติ กสท.ที่ให้ผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวีนำเอาช่อง 3 ออก นั้นต้องปฎิบัติหลังจากได้รับหนังสือคำสั่งคาดจะส่งหนังสือภายในเวลา 7วัน และยืนยันว่า ช่อง 3 จะต้องปฎิบัติตามกฎ ระเบียบข้อบังคับกฎหมายที่กำหนด แต่การออกคำสั่งทางปกครองในกรณีนี้ความเห็นส่วนตัวมองว่ายังมีประเด็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นข้อยุติและยังมีการโต้แย้งในชั้นศาลปกครอง และไม่มีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนตัดสินคดีความแต่การแก้ไขปัญหาของ กสท. ควรหาแนวทางอื่นที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นที่เกิดประโยชน์และควรดำเนินการให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบวงกว้างด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. กล่าวว่า กรณีที่ช่อง 3 ยื่นฟ้อง นั้น จะดำเนินการปรึกษาทีมกฎหมายขอดูเจตนารมณ์ของการยื่นฟ้องครั้งนี้ซึ่งอาจจะพิจารณาฟ้องกลับข้อหาขัดขว้างการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เนื่องจากมีการยื่นฟ้องก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ช่อง 3 หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถมายื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ที่สำนักงานกสทช.ก่อนวันที่17 ก.ย. 57 ที่จะมีการประชุมบอร์ดกสทช. อย่าเพิ่งไปฟ้องศาล ในขณะเดียวกันได้หารือกับอธิบดีกรมการปกครองแล้วพบว่า รายละเอียดบนคูปองเงินสดส่วนลดมูลค่า 690 บาทนั้น ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองให้ใช้ชื่อเจ้าบ้านและบัตรประชาชน 13 หลัก เนื่องจากละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลจึงเปลี่ยนเป็นบ้านเลขที่ และเลขประจำบ้าน 11 หลัก แทน โดยจะแจกให้กับ 14.1 ล้านครัวเรือนก่อน โดยจะเร่งดำเนินการแจกให้รวดเร็วขึ้นประมาณต้นเดือนต.ค. 57 จากแผนเดิมวันที่15 ต.ค. 57ส่วนกรณี มีบ้าน ไม่มีเจ้าบ้านไม่มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 7.3 ล้านครัวเรือน และมีบ้าน ไม่มีเจ้าบ้าน แต่มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2.4 ล้านครัวเรือนจะพิจารณา ต่อไป.นอกจากนี้ทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลระบุว่าไม่สามารถจัดพิมพ์คูปองได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น ทางกสทช. ได้เรียก 2บริษัทคือ จันทวานิช และ ทีเคเอส เข้ามาเสนอราคาเพื่อจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษโดยจันทวานิชได้เสนอราคา ที่ใบละ1.95 บาท จากราคาที่กสทช. กำหนดไว้ไม่เกิน 2.80บาทต่อใบแต่หากทั้ง 2 รายเสนอใกล้เคียงกัน กสทช. จะให้พิมพ์ทั้งคู่เพื่อให้คูปองได้แจกจ่ายตามเวลาที่กำหนด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “นที”เผยความเห็นส่วนตัวมติช่อง 3 หวั่นกระทบคนดู
Blog
-

“นที”เผยความเห็นส่วนตัวมติช่อง 3 หวั่นกระทบคนดู
Facebook Comments -

ยาสูบเสนอคสช.หั่นงบสนับสนุนองค์กร
น.ส.ดาวน้อยสุทธินิภาพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการยาสูบ เปิดเผยว่า โรงงานยาสูบ (รยส.) ได้เสนอข้อมูลเรื่องการนำส่งเงินรายได้เข้าแผ่นดินโดยขอปรับงบสนับสนุนที่ต้องให้กับหน่วยงานที่เสนอของบเป็นประจำ เช่นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส รวมทั้งยังเสนอขอเงินสนับสนุนจากกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารวมกันประมาณปีละ 3,000 – 4,000 ล้านบาท และเงินที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ตรวจสอบได้ เพราะ สตง.จะตรวจได้เพราะเงินงบประมาณเท่านั้น ดังนั้นจึงเสนอให้ คสช.พิจารณาเรื่องการนำเงินดังกล่าวส่งเข้าระบบงบประมาณก่อนแล้วจึงอนุมัติให้หน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ผ่านการพิจารณาตามระบบงบประมาณเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ “รยส.ได้ทำเรื่องเสนอคสช. ไปแล้ว เพราะอยากให้ใช้งบประมาณโปร่งใส เพราะงบประมาณเหล่านี้ปีหนึ่งใช้จำนวนมาก3,000-4,000 ล้านบาท ให้ไปโดยที่ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไรบ้าง รวมถึงเงินบริจาคเงินทำโครงการเพื่อสังคมต่างๆ อีก พวกนี้ปีหนึ่งก็ใช้กันเป็นหลักหลายร้อยล้านบาท” นอกจากนี้ปีงบประมาณ 58 กำลังเสนอกระทรวงการคลัง เรื่องเพิ่มเงินนำส่งเข้ารัฐมากขึ้นจากเดิมที่นำส่งรายได้อยู่แล้วกว่า50% ของกำไร โดยปี 55 มีรายได้นำส่งคลัง 8,590 ล้านบาท และนำส่งในรูปเงินภาษีกว่า53,300 ล้านบาทรวมทั้ง เตรียมทบทวนเป้าหมายปีงบประมาณ 58ใหม่ หลังจากที่ยอดขายปีงบ 57 ได้รับผลกระทบการเพิ่มขนาดภาพคำเตือนจาก 55% เป็น 85%ของขนาดซอง ทำให้ที่ผ่านมาผู้ค้ารายใหญ่ชะลอคำสั่งซื้อบุหรี่เพราะผู้ค้าจะถูกจับหากขายบุหรี่ภาพคำเตือนเก่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.นี้และผลจากการชุมนุมทางการเมืองทำให้ยอดขายบุหรี่ปีงบประมาณ 57 คาดว่าจะทำได้เพียง 30,600 ล้านมวน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 32,000 ล้านมวนคิดเป็นมูลค่ากว่า 57,000 ล้านบาทต่ำกว่าปีก่อนเช่นเดียวกับกำไรปีงบประมาณ 57 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 6,700-6,800 ล้านบาทลดลงจากปีก่อนที่มีกำไร 7,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยาสูบเสนอคสช.หั่นงบสนับสนุนองค์กรFacebook Comments -

ใช้เทคโนโลยี สำรวจพื้นที่ปลูกยา
วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ห้องประชุมกองทิพย์ โรงงานยาสูบ เขตคลองเตย น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ กรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบ และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการยาสูบ ร่วมกับ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า(GISTDA) ได้ร่วมกันเป็นประธาน เปิดตัวเครื่องบิน UAV เครื่องบินสำรวจพื้นที่ปลูกใบยาสูบ โดยที่ผ่านมาโรงงานยาสูบประสบปัญหาเรื่องข้อมูลพื้นที่เพราะปลูกยาสูบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาการแจ้งพื้นที่ปลูกซ้ำซ้อนกัน ทำให้การประเมินผลผลิตใบยาในแต่ละปีคลาดเคลื่อน
โรงงานยาสูบมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการสำรวจ (เครื่อง UAV) หรือตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเพาะปลูกยาสูบของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เครื่อง UAV เป็นเครื่องบินบังคับขนาดเล็ก ใช้พลังงานไฟฟ้า บินได้นาน 2 ชั่วโมง และไปได้ไกลกว่า 50 กิโลเมตร มีระบบเครื่องช่วยบินอัตโนมัติ(Autopilot) และระบบนำภาพถ่ายกลับด้วยตัวเอง (Return to home) รวมถึงสามารถกำหนดเส้นทางในการบินได้ ทั้งหมดควบคุมโดยแผงควบคุมจิสด้า(GISTDA)เริ่มโครงการศึกษาและสำรวจพื้นที่เพาะปลูกยาสูบด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ โดยเป็นต้นแบบตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบสำรวจ ด้วยวิธีนำข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม เป็นเครื่องมือในการติดตาม สำรวจ และตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูก ให้เกิดการเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว โดยได้เลือกพื้นที่ตัวอย่าง 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานยาสูบเชียงใหม่ สำนักงานยาสูบสุโขทัย และสำนักงานยาสูบเพรชบูรณ์ ซึ่งคาดหวังว่าผลลัพธ์ของโครงการจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ใช้เทคโนโลยี สำรวจพื้นที่ปลูกยาFacebook Comments