เดือน: ตุลาคม 2013

  • ส่องโอกาสการค้าการลงทุนในอาเซียน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    ส่องโอกาสการค้าการลงทุนในอาเซียน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    นับเวลาถอยหลังอีกไม่นาน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะเริ่มต้นขึ้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องของการค้าการลงทุน เพราะอุปสรรคมากมายที่เคยเป็นเหมือนกุญแจปิดตายในแต่ละประเทศ เตรียมที่จะไขออก เพื่อเปิดประตูของการค้าให้เป็นเสรีให้มีความสะดวกมากขึ้น ยิ่งถ้ามองถึงช่องทางการดำเนินธุรกิจแล้ว อาเซียนถือเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังเนื้อหอม ขณะเดียวกันยังเป็นเรื่องท้าทายให้ผู้ประกอบการไทยใช้โอกาสนี้สร้างรายได้โกยเงินเข้ากระเป๋า “ดร.เฉลิมชัย ผู้พัฒน์” อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ว่า ไทยโชคดีที่มีทรัพยากรหลากหลาย โดยเฉพาะอาหาร ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารก็มีเป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งภาพรวมของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดใหญ่เออีซีในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยหลายรายได้เตรียมความพร้อมไปมากแล้ว บางรายเริ่มไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง เปิดร้านอาหาร หรือขายสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยเริ่มใช้ประโยชน์จากการค้าที่เปิดอย่างเสรี ปัจจุบันการทำการค้าการลงทุนในอาเซียน แม้ยังไม่ได้เปิดให้เสรีในทุกธุรกิจ โดยนำร่องเพียง 12 ประเภทธุรกิจ ใน 7 ประเทศเท่านั้น แต่มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตคงมีข้อตกลงเปิดเสรีในธุรกิจอื่นเพิ่มขึ้น สำหรับ 12 ประเภท ใน 7 ประเทศ ประกอบด้วยอินโดนีเซีย ที่เปิดเสรียานยนต์และผลิตภัณฑ์ไม้ ขณะที่มาเลเซีย เปิดเสรีผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม เปิดเสรีด้านโลจิสติกส์ ส่วนฟิลิปปินส์ เปิดเสรีด้านอิเล็กทรอนิกส์ สิงคโปร์ เปิดเสรีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ด้านประเทศพม่า เปิดเสรีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และการประมง สำหรับไทยเองได้เปิดให้นักลงทุนจากอาเซียนเข้ามาลงทุนใน 2 สาขา คือ ธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจการบิน โดยด้านท่องเที่ยวในเวลานี้ได้กลายเป็นพระเอกในการสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงไปถึงธุรกิจโรงแรม และการบริการอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะสถานที่ท่องเที่ยวของไทย มีชื่อเสียงโด่งดัง คุ้นหูไปทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจการบิน ที่จะเห็นได้ว่าขณะนี้ไทยมีผู้ประกอบการด้านการบินหลายราย มีสายการบินใหม่ ๆ ทำการบินมาที่ไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนสาขาอื่น ๆ นั้น แต่ละประเทศยังอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมของธุรกิจที่สามารถเปิดให้มาลงทุนได้… ดังนั้น…สิ่งที่ผู้ประกอบการทุกราย! ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม จำเป็นต้องเตรียมพร้อม เพราะเมื่อใดที่มีการเปิดเสรีในธุรกิจนั้นจะได้รองรับได้ทันและทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องราวของเออีซี แล้ว ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงร่วมกันในการเปิดเสรีการค้าการลงทุน ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 35 โดยมีข้อตกลงที่สำคัญ 5 ด้าน คือด้านการค้า ที่มีการกำหนดให้ขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ทางการค้าระหว่างประเทศต่อกัน สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงานอย่างเสรี ต่อมาคือ ด้านการเงินการคลัง ได้กำหนดให้มีนโยบายการเงินการคลังร่วมกัน และเปิดเสรี ใช้เงินสกุลเดียวกัน รวมทั้งมีข้อตกลงด้านภาษีอากรให้เป็น 0% ด้านศุลกากร กำหนดให้มีสหภาพศุลกากร ลดขั้นตอนปล่อยสินค้าให้คล่องตัวขึ้น และสุดท้ายเป็นด้านกฎหมาย แรงงาน และการเมือง ที่ต้องสอดคล้องกัน ดร.เฉลิมชัย บอกว่า ขณะนี้โอกาสของผู้ประกอบการไทยมีมาก ไม่ว่ารายใหญ่ หรือรายเล็ก ซึ่งรายใหญ่คงไม่มีปัญหาแต่หากเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวนมาก นอกจากการเตรียมความพร้อมด้วยตัวเองแล้ว ภาครัฐเองต้องเข้ามาเอาใจใส่ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะควรตั้งสถาบันที่เป็นศูนย์กลางชี้แจงข้อมูลการทำธุรกิจในอาเซียน เป็นศูนย์ที่ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ คือ มีตัวแทนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจทุกสาขาเข้ามาให้ข้อมูล และสามารถตอบข้อสงสัยได้ทุกเรื่อง ท้ายที่สุดดร.เฉลิมชัย ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ไทยสามารถก้าวสู้กับตลาดอาเซียนได้แน่นอน แต่ขอให้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ หรือเล่นกับมวยรุ่นเดียวกันไปก่อน เช่น ในธุรกิจท่องเที่ยวของไทย เป็นธุรกิจที่ได้เปรียบ และไม่แพ้ใคร มีวิธีที่จะทำให้ธุรกิจยืนอยู่ได้ คือ ต้องพยายามรุกให้มาก ใครที่มีธุรกิจโรงแรมอยู่แล้วก็ขอให้บุกเข้าไปทำธุรกิจเลย หรือประเภทสินค้าสุขภาพ ก็ขอให้บุกไปประเทศอื่นได้ หรือถ้าเป็นอาหารไทย ก็มีช่องทางหลากหลาย ซึ่งได้รับข้อมูลจากสถานทูตกัมพูชา ว่าคนกัมพูชา ชอบรับประทานอาหารไทยมาก แต่มีร้านอาหารไทยไปเปิดน้อย โดยเฉพาะมื้อเช้าคนที่กัมพูชาชอบทานก๋วยเตี๋ยว เรื่องราวเหล่านี้…หากผู้ประกอบการไทย หันมาให้ความสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง ก็จะเห็นโอกาสอันงามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า !. วสวัตติ์ โอดทวี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่องโอกาสการค้าการลงทุนในอาเซียน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

  • ดันพัทยาเป็นฮับกระจายท่องเที่ยวสู่อินโดจีน

    ดันพัทยาเป็นฮับกระจายท่องเที่ยวสู่อินโดจีน

    งาน มหกรรม สร้างอนาคตไทย 2020 เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ณ ศูนย์ประชุมพีช จ.ชลบุรี ได้มีเวทีเสวนาใน ภาคตะวันออก ศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมการลงทุน และท่องเที่ยว นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมธุรกิจและท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า ในปี ค.ศ. 2010 นักท่องเที่ยวมาพัทยา 6 ล้านคนขึ้นและในปี ค.ศ. 2013 มีนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 8.3 ล้านคน สำหรับในปี ค.ศ. 2013 ประมาณการว่าในปีหน้าจะมีนักท่องเที่ยวมาพัทยาปีละ 9 ล้านคน คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้ถึง 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกจะเป็นจุดเชื่อมต่อจากพัทยา ไป จ.ระยอง ตราด จันทบุรี เช่น จันทบุรี นั้นมีพื้นที่ท่องเที่ยวอากาศหนาวในแบบเชียงใหม่ในแนวชายแดนมีเส้นทางเชื่อมต่อไปประเทศกัมพูชา ทางเมืองไพลิน พระตะบอง และเชื่อมไปยังเมืองโฮจิมินห์ ในประเทศเวียดนาม ส่วน จ.ตราด นั้นมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีเกาะสวยงามอยู่ โครงการ 2.2 ล้านล้าน จะเป็นประตูเชื่อมสู่อินโดจีนที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออก โดยกำหนดให้พัทยาเป็นฮับเพื่อกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดดังกล่าว “ภาครัฐน่าจะพิจารณาการพัฒนาศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาให้เชื่อมโยงกับสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ให้เป็นศูนย์บินภาคตะวันออก รองรับนักท่องเที่ยวที่ตอนนี้เดินทางมาเที่ยวในภูมิภาคนี้ ปีละ 15 ล้านคนจะช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุน” นายกสมาคมธุรกิจและท่องเที่ยวเมืองพัทยา เสนอความเห็น ด้าน วิวัฒน์ พัฒนสิน ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี กล่าวว่าขณะนี้ชลบุรีกำลังประสบปัญหาด้านจราจร โดยเฉพาะการขนส่งสินค้ายังใช้ระบบถนนมากกว่าระบบราง ที่เห็นได้ชัดคือการใช้รถเทรเลอร์ขนส่งสินค้าตลอดทั้งวัน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันพัทยาเป็นฮับกระจายท่องเที่ยวสู่อินโดจีน

  • ฟิลิปปินส์กำลังโต – ลูกเล่น/ลีลา

    ฟิลิปปินส์กำลังโต – ลูกเล่น/ลีลา

    “ประเทศฟิลิปปินส์และประชาชนชาวฟิลิปปินส์กำลังได้รับผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้มีการลงทุนโดยตรงมากขึ้น เช่น การขยายกิจการของ Tune Hotels ที่นี่เป็นตลาดที่ดีสำหรับเรา ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี เราสามารถขยายจำนวนโรงแรมได้เป็นแห่งที่ 6 ในฟิลิปปินส์ ซึ่งก็คือโรงแรมแห่งใหม่ Tune Hotel เควซอนซิตี้ในกรุงมะนิลา นอกจากนี้เรายังมีแผนเปิดโรงแรมในเมืองออทีกาส, ดาเวา, อะเซนาซิตี้ และ อะยาลา เอเวอนิว ในกรุงมะนิลา ในอีก 9 เดือนข้างหน้า” มาร์ก แลงคาสเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Tune Hotels ระบุTune Hotel เควซอนซิตี้ จะมีห้องพักทั้งหมด 140 ห้อง และตั้งอยู่บนถนน Timog Avenue โดยถือเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในกรุงมะนิลา เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา โรงแรมทูนแห่งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์เปิดที่แองเจิ้ลซิตี้ ในแปมปันกา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ตามมาด้วยที่อะมิตาและมากาติในกรุงมะนิลา ที่เมืองเซบู และแห่งล่าสุดเมืองคายากัน เดอโอโร่ด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ที่จีดีพี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพิ่มจาก 6% ในปีที่แล้วมาเป็น 7% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการเติบโตที่มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีสำหรับชาวฟิลิปปินส์ เนื่องจากเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การจ้างงานที่มากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ทางรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประสบความสำเร็จในการทำการตลาด ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่ฟิลิปปินส์จำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลเช่น คุณ Jonathan Yabut จาก The Apprentice Asia และ Megan Young ที่ได้รับรางวัล Miss World 2013 ที่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น” รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าว่าในปี 2558 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 10 ล้านคนมาเยือนที่ีนี่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการขยายตัวกว่าเท่าตัวจากจำนวน 4.3 ล้านคนในปี 2555 ในปี 2556 นี้เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 5.5 ล้านคน และทำรายได้กว่า 1.5 ล้านล้านเปโซ ถือเป็น 6.7% ของจีดีพีของประเทศ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟิลิปปินส์กำลังโต – ลูกเล่น/ลีลา