
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ดัชนีบทบาททางเศรษฐกิจใน CLMV หรือ CLMV-EPI นับตั้งแต่ต้นปี 2556 ไทยยังคงมีบทบาทสูงเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ส่วนญี่ปุ่นยังคงครองอันดับ 3 ขณะที่สิงคโปร์มีบทบาทด้านการลงทุนและการค้าในอนุภูมิภาค CLMV เพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตา จากบทบาทของสิงคโปร์ ในการเป็นแหล่งจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจของเงินทุนจากทั่วโลก ซึ่งสอดรับเป็นอย่างดีต่อแรงดึงดูดของอนุภูมิภาค CLMV ในการเป็นทั้งแหล่งลงทุนและตลาดใหม่ เพื่อต้อนรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 กระนั้นก็ดี แม้บทบาทของสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้น อาจไม่สะท้อนศักยภาพการค้าและการลงทุนของธุรกิจจากภายในอาเซียนทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดี ก็นับว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้การแข่งขันในพื้นที่ CLMV ที่กำลังถูกยกระดับให้สูงขึ้นสู่ระดับนานาชาติ อันหมายถึงคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจไทย ซึ่งเป็นสัญญาณให้ไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการค้าและการลงทุน เพื่อรักษาบทบาทด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค CLMV ไว้ โดยมีเวียดนามเป็นเป้าหมายการลงทุนอันดับ 1 ของนิติบุคคลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่าลงทุนสะสมร้อยละ 94 ของการลงทุนของนิติบุคคลสิงคโปร์ใน CLMV ซึ่งเงินทุนมาจากทั้งทางสิงคโปร์เองและจากบริษัท ต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งธุรกิจ หรือสำนักงานภูมิภาคในสิงคโปร์ แล้วใช้บริษัทลูกในสิงคโปร์เป็นฐานออกไปลงทุนในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการผลักดันการลงทุนของสิงคโปร์ในเวียดนาม ได้แก่ ภาครัฐบาลของสิงคโปร์ ซึ่งได้มีบทบาทสำหรับในการลงทุนผลักดันผ่านการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมเวียดนาม-สิงคโปร์ (Vietnam-Singapore Industrial Park) ในเวียดนาม 5 แห่ง.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บทบาทด้านเศรษฐกิจสิงคโปร์ใน CLMV เพิ่ม
เดือน: ตุลาคม 2013
-

บทบาทด้านเศรษฐกิจสิงคโปร์ใน CLMV เพิ่ม
-

สะเอียบโกอินเตอร์ – ลูกเล่น/ลีลา

ว่ากันว่าเครื่องดื่มที่ดีนั้นจะต้องมาจากวัตถุดิบที่ดีด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ลำน้ำหล่มด้ง แหล่งน้ำที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟ จะทำให้สุราพื้นบ้านของชุมชนสะเอียบที่สืบทอดมากว่า 200 ปี จะได้รับการยอมรับว่าเป็นเหล้าขาวที่ดีที่สุด และจังหวัดแพร่ก็กำลังมีแผนที่จะผลักดันให้สุราพื้นบ้านชนิดนี้ก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าที่ระลึกซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นหลัก ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยตำบล ระบุว่า การต้มสุราในสมัยโบราณของชุมชนสะเอียบก็ถือตามความเชื่อ คือ วันพระ และวันนาค่ำ และเวลามีงานศพ จะไม่มีการต้มเหล้า ถ้ามีการต้มเหล้าจะทำให้เหล้านั้นเสียได้ สุรามีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น เหล้า, เหล้าเถื่อน, เหล้าป่า ในสมัยก่อนการทำเหล้าทำยากลำบากมาก มักจะทำกันในป่า เพราะสะดวกแก่การซุกซ่อน และการหลบหนีกองปราบหรือสรรพสามิต จะซุกซ่อนเปลข้าว หรือกะละมังข้าวที่หมัก แล้วขุดหลุมนำไปซ่อนไว้ในป่าหญ้าแม็งวาย และนั่นก็คือที่มาของหญ้าที่เรียกกันว่าป่าหญ้าแม็งวาย คือที่ซ่อนเหล้าเถื่อนนั่นเอง คือเวลาทำเหล้าที่ไหน หญ้าก็จะวายวอดตายที่นั่น ในสมัยก่อนภาชนะที่ใช้หมักดอง หรือบรรจุน้ำเหล้าจะใช้หม้อดินเผา เป็นภาชนะบรรจุไว้ แล้วใช้ปล้องไม้ไผ่แทนการใช้ขวด หรือจอกเหล้าสำหรับดื่ม การที่เราเลือกใช้หม้อดินเผานั้น คือจะทำให้เหล้าที่บรรจุหม้อนั้นเกิดความหอมน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นการทำเหล้าของชุมชน ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันที่เรียกกันว่า เหล้าเสรี หรือสุรากลั่นชุมชน และจนปัจจุบันได้มีการพัฒนาตามไปด้วย ตลอดถึงเครื่องบรรจุต่าง ๆ ก็ได้รับการพัฒนาไปด้วย นอกจากการทำเหล้าที่เป็นไปตามประเพณีแล้ว มีการทำเป็นอุตสาหกรรมส่งออกจากชุมชน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และนี่ก็คือความเป็นมาของสุรากลั่นชุมชน ตำบลสะเอียบ ซึ่งในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคตข้างหน้า ก็จะยังมีการทำสุรากลั่นชุมชนกันต่อไป เพราะในปัจจุบันการทำสุราถือเป็นอาชีพหลักของชุมชน ตำบลสะเอียบ และต่อไปสุราพื้นบ้านของสะเอียบก็จะพัฒนาขึ้นมาเทียบเท่าเหมาไถของจีนและสาเกของญี่ปุ่นได้ไม่ยาก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สะเอียบโกอินเตอร์ – ลูกเล่น/ลีลา -

อนาคตตลาดทองคำหลังเออีซี – เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย

ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่หลายคนหลายฝ่ายต่างให้ความสนใจเพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม แม้ว่าในหลายอุตสาหกรรมไทยจะเสียเปรียบ เพราะมีต้นทุนการผลิตที่แพงและผู้ประกอบการอาจไม่มีความพร้อม แต่ก็มีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบ เพราะมีความเป็นสากลจนเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก โดยเรื่องนี้ “กมลธัญ พรไพศาลวิจิตร” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทางเดลินิวส์ทีวีเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ตลาดทองคำของไทยในปัจจุบันถือเป็นตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน สถิติการนำเข้าทองคำปีที่ผ่านมา ไทยนำเข้าทองคำสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีน และอินเดีย อีกทั้งเป็นผู้นำเข้าทองคำสูงสุดที่ 6 ของโลกอีกด้วย ขณะที่ด้านคุณภาพ ทองคำไทยยังได้รับการยอมรับในอาเซียนว่าเป็นทองคำที่มีคุณภาพสูงสุด เพราะมีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองคำถึง 96.5% หรือ 23 เค มากกว่าชาติอื่นในอาเซียนที่มีทองคำบริสุทธิ์เพียง 92% หรือเท่ากับทอง 21 เค เท่านั้น ดังนั้นในแง่ทั้งปริมาณและคุณภาพ ไทยจึงถือว่าโดดเด่นที่สุดในอาเซียน ขณะเดียวกันเมื่อมองไปถึงศักยภาพของผู้ค้าทองคำในไทย ยังมีความพร้อมในการแข่งขันกันมาก โดยปัจจุบันมีร้านขายทองทั่วประเทศมากกว่า 7,000 แห่ง และยังมีการรวมตัวเป็นสมาคมค้าทองคำที่เข้มแข็ง มีเครื่องมือกำหนดมาตรฐานการค้า คุณภาพทองคำ และการเป็นกระบอกเสียงเจรจากับภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในภาพรวมแล้วไทยดูจะเข้มแข็งหรือมีความได้เปรียบ แต่การที่ไทยจะก้าวไปเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำของอาเซียนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการซื้อขายทองคำในประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างเป็นอิสระ ไม่ได้มีกลไกการควบคุมคุณภาพและราคาแน่ชัด ดังนั้นการรวมกลุ่มเป็นสมาคมขนาดใหญ่ รวมถึงการควบคุมมาตรฐานทองคำให้เป็นแบบเดียวกันทั้งภูมิภาคคงทำได้ยาก ที่สำคัญยังติดขัดในเรื่องกำแพงภาษีที่แต่ละประเทศตั้งภาษีนำเข้าทองคำไว้สูง และหลายประเทศไม่นิยมเก็บทองคำไว้เป็นสินทรัพย์ สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือ…การพยายามหันไปผลักดันการส่งออกทองคำ ในรูปแบบของเครื่องประดับมากขึ้น เชื่อว่าจะมีโอกาสเติบโตมาก แต่ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวรับมือกับการแข่งขันด้วย โดยเฉพาะการออกแบบดีไซน์ ให้มีความหลากหลายตรงกับความต้องการ รสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกันมากขึ้น เพราะแม้ไทยมีจุดแข็งจากคุณภาพทองคำที่สูง แต่ก็มีราคาแพงจากต้นทุนค่าแรงสูงเช่นกัน! ผู้ประกอบการไทยจึงควรใช้จังหวะการเปิดเออีซี ในการเสาะหาแรงงานประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยผลิตทองคำเพิ่ม เพื่อลดต้นทุน และแก้ปัญหาแรงงานผลิตทองคำในไทยที่ขาดแคลน โดยเฉพาะแรงงานจากลาวที่มีวัฒนธรรม และฝีมือการผลิตลวดลายทองคำคล้ายคลึงกับไทย แต่การที่จะออกไปขยายฐานการผลิตและเปิดสาขาค้าทองคำในประเทศเพื่อนบ้านหลังเออีซี ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เช่น ประเทศพม่า แม้จะมีทรัพยากรเหมืองทองคำอยู่มาก แต่เส้นทางการคมนาคมขนส่ง ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังมีไม่สูง ดังนั้นหากคิดเริ่มลงทุนในต่างแดน ควรหาพันธมิตรธุรกิจที่เป็นคนท้องถิ่นเข้าร่วม จะช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจต่างแดนได้ ส่วนแนวความคิดในการจัดตั้ง “ตลาดรองเพื่อการซื้อขายทองคำ” เหมือนในต่างประเทศ สำหรับใช้เป็นกลไกกำกับการซื้อขายทองให้เกิดประสิทธิภาพ ยังเชื่อว่าไม่น่าเกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะผู้ลงทุนต้องมีความเชี่ยวชาญสูง ดังนั้นสำหรับคนไทยจึงอาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ขณะที่ประเด็นเรื่องราคาทองคำหลังเปิดเออีซี มองว่าจะไม่มีผลให้ราคาทองคำในไทยเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าความเป็นกลางสูง โดยปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจแย่นักลงทุนก็หันมาซื้อทองคำเก็บไว้ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยความเสี่ยงน้อยสุด ย่อมทำให้ราคาทองคำในตลาดแพงขึ้นได้ ฉะนั้นราคาทองคำในประเทศไทย ยังจะอ้างอิงและคำนวณจากราคาทองคำในตลาดโลกเป็นหลัก แต่สิ่งที่ระมัดระวังคืออาจมีทองคำคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ในตลาด ซึ่งที่ผ่านมาก็มีอยู่แล้ว จึงต้องระมัดระวังดูให้ดี เพราะทองคำจากเพื่อนบ้านแม้ราคาถูกกว่า แต่คุณภาพก็ด้อยกว่าไทยด้วย การเลือกซื้อที่ดี จึงควรเลือกซื้อตามร้านที่มีตัวตนจะปลอดภัยกว่า โดยวิธีดูเบื้องต้นสังเกตจากสีทองจะไม่เหลืองอร่ามเหมือนทองคำทั่วไป หรือสามารถไปตรวจสอบตามร้านค้าทอง ซึ่งจะพิสูจน์แยกแยะได้ชัดเจน… ข้อมูลเหล่านี้… ถือเป็นทิศทางของทองคำในอนาคต หากใครต้องการหาข้อมูลเชิงลึก หรือต้องการติดตามสถานการณ์ ข้อมูล
แนวโน้มราคาทองคำ รวมถึงผลงานวิชาการก็สามารถคลิกไปดูได้ที่ http://business.utcc.ac.th/ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อนาคตตลาดทองคำหลังเออีซี – เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย