ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์สุขุมวิท เวลา 14.00 น. วันที่ 9 ธ.ค. 56 นายอิสระ ว่องกุศลกิจประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่ประชุมภาคเอกชน 7 องค์กร ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เห็นว่าการเลือกตั้งใหม่หากยังไม่มีข้อสรุปแนวทางการแก้ปัญหาของประเทศไทยร่วมกันในอนาคตก็จะเกิดวิกฤติรอบใหม่โดยไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงานในการแก้ปัญหาประเทศเพื่อเสนอแนวทางการปฎิรูปประเทศตามระบอบประชาธิปไตยโดยให้ความสำคัญการปฎิรูปการเมือง สังคม เศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นควบคู่กันไปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสร้างเวทีกลางในการแสดงความคิดเห็นจากทุกๆฝ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 7องค์กรเอกชน แนะตั้งคณะทำงานร่วมกัน
เดือน: ธันวาคม 2013
-

7องค์กรเอกชน แนะตั้งคณะทำงานร่วมกัน
-

ธปท.คาดบรรยากาศลงทุนดีขึ้นหลังยุบสภา
นายเกริกวณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณสถานการณ์ทางการเมืองที่มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้นส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามพัฒนาการของเหตุการณ์ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น่าส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) มากนัก “ยอมรับว่าส่วนหนึ่งยังส่งผลกระทบต่อการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน2 ล้านล้านบาทล่าช้าออกไป และอาจทำให้จีดีพีลดลงบ้าง แต่ไม่มากนักส่วนตัวเชื่อว่าหากมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศโครงการต่าง ๆก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่หลักสำคัญคือ ต้องเป็นการใช้เงินลงทุนที่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาวดังนั้นหากโครงการลงทุนจะล่าช้าออกไป ก็ถือเป็นการใช้เวลาคิดทบทวนด้วยความรอบคอบอย่างมีเป้าหมายและประสิทธิภาพก่อนตัดสินใจลงทุนไม่ใช่ใช้เงินแบบรีบ ๆ ร้อน ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วค่อยมาคิดทีหลัง สุดท้ายจึงนำความเสียหายมาสู่ประเทศทุกครั้ง” สำหรับทิศทางการปล่อยสินเชื่อที่อาจชะลอลงหลังจากโครงการลงทุนต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้นมองว่าการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่น่าจะชะงักงันเนื่องจากภาคเอกชนยังคงมีการดำเนินกิจการต่อเนื่อง แม้ยอมรับอาจมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้รับความเดือดร้อนบ้าง แต่อย่างไรก็ดีมั่นใจว่าหากสถานการณ์การเมืองในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจก็จะกลับมาเป็นปกติได้โดยเร็วเช่นกัน “ขณะนี้ความห่วงใยต่อประเทศชาติมีมากเกินไปก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรประเทศมากนัก อย่างไรก็ดี ควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินสิ่งต่างๆ เนื่องจากประเทศไทยเริ่มกำลังเข้าสู่ความมีเหตุและมีผลมากขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา” นายไพบูลย์กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยหลังรัฐบาลยุบสภายังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้เพราะยังไม่รู้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะดำเนินการอย่างไรหลังจากนี้ จึงต้องรอติดตามและประเมินสถานการณ์อีกระยะหนึ่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.คาดบรรยากาศลงทุนดีขึ้นหลังยุบสภา -

เอกชนเล็งจัดแคมเปญเที่ยวช่วยชาติ
นายศุกรีย์ สิทธิวณิชรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพการชุมนุมที่ทุกคนอยู่ในความสงบเรียบร้อย ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีประเทศที่ประกาศเตือนท่องเที่ยวเพิ่ม หรือยกระดับการเตือนพลเมืองของตัวเองในการเดินทางมาไทยจากปัจจุบันที่มี 39 ประเทศ และมีการเตือนระดับ 3 อยู่ 7 ประเทศเท่าเดิม โดยททท.พยายามใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องรวมถึงเริ่มโหมโปรโมตอีเวนท์กิจกรรมที่ยังคงมีตามปฏิทินเดิมเพื่อรักษาตลาดที่ยังตัดสินใจเดินทางมาให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถิติผู้เดินทางต่างชาติที่เข้าประเทศไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ระหว่างวันที่ 1-8 ธ.ค. ปรากฏว่า ในวันที่ 8ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการลดลงมากที่สุดถึง 14.8% หรือคิดเป็นจำนวน 44,524 คนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 52,308 คน ด้านนายยุทธชัยสุนทรรัตนเวช นายกสมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลประกาศยุบสภาเชื่อว่าจะทำให้ความร้อนแรงทางการเมืองลดลงได้บ้างแต่เชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่พอใจคำตอบการยุบสภาของรัฐบาลทั้งนี้ต้องรอแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมว่าจะดำเนินการไปทิศทางไหนต่อไปในส่วนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเริ่มคลายความกังวลเนื่องจากมั่นใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐจะไม่มีการปะทะเกิดขึ้น นอกจากนี้ในตลาดของต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย(อินบาวด์) ที่เดินทางมาระหว่าง พ.ย. – กลางธ.ค. ลดลง 400,000คนหรือ15% จากเดิมที่ตลาดต่างประเทศเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยที่2 .5ล้านคนต่อเดือน ส่วนตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศ(โดเมสติก) ขณะนี้เองลดลงแล้ว 30%ยอดนักท่องเที่ยวหายไป 1 ล้านคน สูญเสียรายได้แล้วกว่า 4,000 ล้านบาท นายยุทธชัย กล่าวว่า หลังจากนี้ภาคเอกชนจะต้องรอดูต่อไปว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ ใครจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและแนวทางการช่วยเหลือภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นไปอย่างไรเนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวขณะนี้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ภาคเอกชนเตรียมเสนอ แคมเปญเที่ยวช่วยชาติ เนื่องจากกระแสคนรักชาติมีมากขึ้นโดยรายละเอียดของโครงการจะให้รัฐบาลเพิ่มความเข้มงวดหน่วยงานราชการและรัฐบาวิสาหกิจที่จะไปศึกษาดูงานต่างประเทศโดยการจำกัดโควตาในการไปดูงานยังต่างประเทศและให้พิจารณามาศึกษางานในประเทศแทนท่องเที่ยวคนต่างชาติเที่ยวไทย หายไปแล้ว 400,000 คน +ท่องเที่ยวในประเทศเสียหายหนัก นักท่องเที่ยวหายกว่า 1 ล้านคน จี้รัฐบาลใหม่มาช่วยสนับสนุนนโยบาย เที่ยวช่วยชาติ ดันคนไทยเที่ยวเมืองไทยด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเล็งจัดแคมเปญเที่ยวช่วยชาติ