เดือน: เมษายน 2014

  • การคิดส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย – พลังงานรอบทิศ

    การคิดส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย – พลังงานรอบทิศ

    เป็นประเด็นถกเถียงกันมาตลอดว่าประเทศไทยได้ส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมน้อยเกินไปหรือไม่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกระทรวงพลังงาน ก็พยายามแสดงตัวเลขว่ารัฐได้ส่วนแบ่งรายได้สูงกว่าผู้ประกอบการโดยได้ส่วนแบ่งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วสูงถึงร้อยละ 55 ในขณะที่เอกชนได้เพียงร้อยละ 45 เท่านั้น แต่ทางฝ่ายผู้คัดค้านนำโดยคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภาก็บอกว่าการคิดส่วนแบ่งของกรมเชื้อเพลิงธรรม ชาติไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้นำเอามูลค่าของทรัพยากรปิโตรเลียมที่ขุดพบได้มาเป็นการลงทุนในส่วนของรัฐ ซึ่งถ้าคิดแบบนั้นการลงทุนในส่วนของรัฐจะสูงกว่าเอกชนโดยรัฐจะลงทุนถึง 70% ในขณะที่เอกชนลงทุนอุปกรณ์และการบริหารจัดการเพียง 30% เท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดแบบกรรมาธิการฯผลตอบแทนการลงทุนของรัฐจะอยู่เพียงแค่ 31% ในขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนของภาคเอกชนจะสูงถึง 60% เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าประเด็นการถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ตัวเม็ดเงินที่ได้รับเพราะใช้ข้อมูลเดียวกันคือข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงฯเป็นหลักในการพิจารณา แต่ความเห็นต่างกลับไปอยู่ที่การนำเอาตัวทรัพยากรปิโตรเลียมมาตีความว่าเป็นการลงทุนภาครัฐหรือไม่เพราะกรมฯถือว่ารัฐไม่ได้ลงทุนแต่กรรมาธิการฯตีความว่าทรัพยากร ธรรมชาติเป็นของรัฐจึงเท่ากับรัฐนำเอาทรัพยา กรธรรมชาติมาร่วมลงทุนกับเอกชน เรื่องนี้จะบอกว่าตรรกะใครผิดหรือถูกก็คงเป็นเรื่องลำบากเพราะมีประเด็นเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและความอ่อนไหวในเรื่องทรัพยากรของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากกว่าเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่นั้นตราบใดที่ยังไม่สามารถค้นพบพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงและนำขึ้นมาใช้ได้ก็ยังไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ถ้าเราอยากได้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรเหล่านั้นเราก็ต้องลงมือสำรวจ ขุดค้นและพัฒนาเอง ถ้าเราไม่พร้อมเราก็ต้องร่วมมือกับคนอื่นในการสำรวจและพัฒนาโดยแบ่งปันผลประโยชน์กันให้เหมาะสม แต่อย่าลืมว่าธุรกิจสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมากผู้ลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้ทั้งหมด การให้สัมปทานและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานว่ารัฐไม่มีความเสี่ยงและไม่ลงทุน ถ้าเราเปลี่ยนหลักคิดโดยบอกว่ารัฐลงทุนด้วยทรัพยากรธรรมชาติจึงต้องการส่วนแบ่งปันผลประโยชน์มากขึ้น ถามว่ารัฐจะเข้าไปแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ผมทราบว่าในอดีตมีบริษัทน้ำมันข้ามชาติยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกเคยมาขอสัมปทานจากรัฐบาลไทยลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในทะเลอันดามันนอกชายฝั่งเกาะภูเก็ตหมดเงินไปหลายพันล้านบาทในที่สุดไม่พบอะไรต้องคืนพื้นที่สัมปทานให้กับรัฐบาลไป กรณีอย่างนี้รัฐจะเอาทรัพยากรจากไหนไปร่วมลงทุนกับเขาหรือจะชดเชยเขาอย่างไรครับ!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การคิดส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย – พลังงานรอบทิศ

  • หวั่นคนไทยเลิกเที่ยวเกาหลี

    หวั่นคนไทยเลิกเที่ยวเกาหลี

    นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้ แนวโน้มคนไทยที่นิยมไปเที่ยวเกาหลี เริ่มมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปีนี้จะตกลงไม่ต่ำกว่า 10% หรือประมาณ 330,000 คน จากเดิม 400,000 คนในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว รวมถึงมีจุดสนใจให้ท่องเที่ยวซ้ำได้น้อย ทำให้คนไทยนิยมไปเพียง 1-2 ครั้งก็ไม่ไปอีก ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยการปล่อยฟรีวีซ่าญี่ปุ่น ทำให้คนไทยนิยมเปลี่ยนจุดหมายเพราะมองเห็นการท่องเที่ยวที่หลากหลายคุ้มค่ามากกว่า “ขณะนี้มีสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) หันมาเปิดเส้นทางบินจากไทยไปเกาหลีนั้น มองว่าค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง ในความไม่คุ้มทุน เพราะเกาหลีถือเป็นประเทศที่มีสายการบินโลว์คอสต์ อยู่ในตลาดเยอะมาก อีกทั้งเมื่อไปท่องเที่ยวก็ทำอะไรไม่ได้มากมาย เน้นการช็อปปิ้งเป็นหลัก คนไทยจึงรู้สึกเบื่อซึ่งเป็นห่วงว่าในอนาคตจะกลายเป็นการท่องเที่ยวแบบจีนที่ไม่มีคุณภาพไป และภายใน3-5ปีก็คนไทยก็จะเที่ยวลดลงกว่านี้หากโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ไปเปิดเส้นทางที่ญี่ปุ่นดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไทยมากกว่า” นอกจากนี้ ยังกังวลว่าการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ลักษณะทัวร์ที่ไม่มีคุณภาพเช่นกัน เนื่องจาก ฟรีวีซ่าทำให้ทัวร์ต่างๆ มีนักท่องเที่ยวมากขึ้นและกลายเป็นการพาไปช็อปปิ้งต่างๆ แทน โดยจะนำเรื่ิองดังกล่าวไปหารือกับองค์กรการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแล้วเพื่อเตรียมรับมือในเรื่องนี้ต่อไป

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นคนไทยเลิกเที่ยวเกาหลี

  • เปิดชื่อบอร์ดบีโอไอใหม่

    เปิดชื่อบอร์ดบีโอไอใหม่

    นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์   ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ลงนามแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการและที่ปรึกษาในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ชุดใหม่ ตามรายชื่อที่กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  เสนอเรียบร้อยแล้วในวันที่ 22 เม.ย.  โดยคาดว่า บอร์ดชุดใหม่จะนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 1 พ.ค.  นี้ เพื่อเร่งพิจารณาวาระสำคัญในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท ที่ค้างการพิจารณาเกือบ 400 โครงการ วงเงินลงทุนรวมกว่า 660,000 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างบอร์ดชุดใหม่ มีกรรมการจำนวนทั้งสิ้น 18 คน  ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รมว.อุตสาหกรรม  เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายวิทิต ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และมีที่ปรึกษาฯ จำนวน  5  คน คือ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์  สวัสดิวัตน์  อดีตรมว.อุตสาหกรรม นายสมชาย  หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย นายภัคพล งามลักษณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารอาวุโส บริษัท  เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบมจ. บางจากปิโตรเลียม ส่วนกรรมการที่มาจากส่วนราชการ และเอกชน ได้แก่  นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์  ปลัดกระทรวงการคลัง นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย  และเลขาธิการบีโอไอ นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  กล่าวว่า บอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะเน้นพิจารณาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาก่อนหน้านี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะชะลอการลงทุนของภาคเอกชน เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถทยอยอนุมัติโครงการที่ค้างการพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3-4 เดือนหลังจากนี้ และจะทำให้ภาพรวมการลงทุนในปี 2557 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 800,000-900,000 ล้านบาท  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดชื่อบอร์ดบีโอไอใหม่