เดือน: เมษายน 2014

  • ธพ.สั่งพลังงานจังหวัดจับตาปั๊มแอลพีจี

    ธพ.สั่งพลังงานจังหวัดจับตาปั๊มแอลพีจี

    นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดทุกแห่ง ตรวจสอบพฤติกรรมปั๊มแอลพีจี ที่มีโรงบรรจุก๊าซอยู่ด้านหลัง มีการลักลอบขนถ่ายผิดประเภทหรือไม่ เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณว่า อาจมีการลักลอบแอบนำถังครัวเรือน ไปเติมปั๊มเอ็นจีวี เพราะปริมาณการใช้แอลพีจีภาคขนส่ง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.26 ล้านก.ก.ต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.93% เทียบกับเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่การใช้ภาคครัวเรือน มีปริมาณการใช้ 5.92 ล้านก.ก.ต่อวัน ลดลง 9.71% “ตอนนี้กรมธุรกิจพลังงาน กำลังจับตาปริมาณการใช้แอลพีจีเป็นพิเศษ เนื่องจากขณะนี้ราคาแอลพีจีครัวเรือนอยู่ที่ 22.13 บาทต่อก.ก.แพงกว่าภาคขนส่งอยู่ก.ก.ละ 75 สต. และเดือนหน้าราคาแอลพีจีครัวเรือนจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 50 สต.ต่อก.ก.จะเพิ่มส่วนต่างราคากับภาคขนส่งขึ้นไปเป็น 1.25 บาทต่อก.ก. ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้กระทำผิดมากขึ้น จึงได้จัดส่งทีมพลังงานจังหวัดแต่ละพื้นที่เข้าไปสอดส่องพฤติกรรมของปั๊มแอลพีจี หากพบว่า ผู้ใดกระทำความผิดจะมีโทษปรับ 100,000 บาท จำคุก 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังก่อให้เกิดอันตรายเมื่อนำถังครัวเรือนไปเติมที่ปั๊มอีกด้วย” สำหรับการใช้น้ำมันภาพรวมลดลงเกือบทุกประเภท เมื่อเทียบกับเดือนก.พ. เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้การใช้น้ำมันมีความระมัดระวังและลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง ขณะเดียวกันผู้ใช้น้ำมันส่วนหนึ่งได้หันไปใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเอ็นจีวีที่มีราคาถูกกว่า โดยการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 22.14 ล้านลิตรต่อวันเพิ่มขึ้น 0.16% เทียบกับเดือนก่อน แต่เมื่อดูรายชนิดน้ำมันส่วนใหญ่ปรับลดลงยกเว้นแก๊สโซฮอล์อี 85 เพิ่มขึ้น 7.7% เนื่องจากนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ประกอบมีปั๊มอี85เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่353 แห่ง ส่วนการใช้ดีเซลอยู่ที่ 59.28 ล้านลิตร ลดลง 2.2% นอกจากนี้ วันที่ 28 เม.ย.นี้ ธพ.จะเรียกผู้ค้าน้ำมัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงการปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลเป็นไม่เกิน 7% จากปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 3.5% เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เพาะปลูกปาล์มที่เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลผลิตแล้วจึงทำให้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้นโดยคาดการณ์ว่าเดือนเม.ย.จะมีผลผลิตออกมามากกว่าหนึ่งล้านตันซึ่งปล่อยไว้ในช่วงพ.ค.-มิ.ย.จะทำให้ปาล์มน้ำมันเหลือเกินความต้องการใช้ในประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธพ.สั่งพลังงานจังหวัดจับตาปั๊มแอลพีจี

  • ตลท.แต่งตั้งผู้จัดการใหม่

    ตลท.แต่งตั้งผู้จัดการใหม่

    รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ตลท.  มีมติเลือกนางเกศรา มัญชุศรี รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลท. เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนที่ 12 แทน นายจรัมพร โชติกเสถียร เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงตลาดอนุพันธ์ ขณะเดียวกันยังได้ร่วมงานกับตลท.มานาน จึงมีเข้าใจในระบบการทำงาน และเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อไปด้วยดี ทั้งนี้วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 57 ถึง 31 พ.ค. 61 นางเกศรา มัญชุศรี รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ตลท. กล่าวว่า รูปแบบการทำงานต่อจากนี้จะยังคงยึดตามแบบเดิมที่ผู้จัดการตลาดคนเก่าวางไว้ โดยจะพัฒนาคุณภาพทั้งด้านบริษัทจดทะเบียน, ผู้ลงทุน, สินค้าและบริการ, สถาบันตัวกลาง รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวยังมีแผนเพิ่มบุคลากรใหม่มาร่วมพัฒนาตลาดให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยขณะนี้ได้เริ่มพูดคุยและเชิญชวนผู้ที่มีความสามารถให้เข้ามาร่วมงานด้วยแล้ว ส่วนตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)  หรือทีเฟ็ก ที่ว่างอยู่ขณะนี้ ได้พูดคุยกับผู้ที่ทำงานอยู่ในตลาดทีเฟ็กที่มีความเหมาะสมหลายคนให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง แต่ยังไม่สามารถระบุออกมาเป็นรายบุคคลได้  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลท.แต่งตั้งผู้จัดการใหม่

  • รายได้พลาดเป้า 2 หมื่นล้านบาท

    รายได้พลาดเป้า 2 หมื่นล้านบาท

    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง  รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เรียกหน่วยงานด้านการจัดเก็บรายได้ ทั้ง กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร เข้ารายงานผลการจัดเก็บรายได้ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับทราบ โดยเบื้องต้นได้รายงานว่า การจัดเก็บรายได้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 57 ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยมียอดจัดเก็บรวม 1.11 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าหักการขอคืนเงินภาษี และการนำเงินสมทบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แล้ว จะมียอดการจัดเก็บรายได้สุทธิเพียง 935,000 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง “การจัดเก็บรายได้ที่น้อยกว่าเป้า 2 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่น่ากังวล โดยเห็นได้ชัดจากเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนแรกที่รายได้หลุดเป้า ส่งผลให้ตัวเลขรวม 6 เดือนหลุดเป้าหมายไปด้วย แต่ก็ได้ชี้แจงนายกฯ ไปว่า แม้รายได้จะต่ำกว่าเป้าแต่ก็ไม่มีข้อกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณ ขณะที่การเบิกจ่ายยังล่าช้า เพราะยังอยู่ในช่วงของการเป็นรัฐบาลรักษาการ ส่วนตัวเลขรายได้ทั้งปี มีความเป็นไปได้ว่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ซึ่งก็ได้สั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูว่าชะลอตัวอย่างไร จะแก้ไขได้อย่างไร เพราะถ้าจะต่ำกว่าเป้าจริงก็ขอให้ต่ำให้น้อยที่สุด” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้ที่ต่ำลงดังกล่าว มีสาเหตุหลักจากการปรับลดลงของภาษีเกือบทุกตัว ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เพราะที่ผ่านมาประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายจึงส่งผลให้การจัดเก็บภาษีลดลง ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ปรับลดลง เพราะฐานภาษีของผู้มีเงินได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น สาเหตุใหญ่มาจากผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 56 ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าปรับลดลงเท่าไหร่ เพราะยังไม่ถึงเวลาการยื่นแบบภาษีแต่จากนี้มีความน่าเป็นห่วงว่าจะปรับลดลงกว่าเป้าหมายที่วางไว้เช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว เชื่อว่า เป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับรัฐบาลใหม่ และมีผลไปถึงการจัดทำงบประมาณปี 58 ด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รายได้พลาดเป้า 2 หมื่นล้านบาท