เดือน: เมษายน 2014

  • เอไอเอสให้สิทธิพิเศษล้างรถหลังสงกรานต์

    เอไอเอสให้สิทธิพิเศษล้างรถหลังสงกรานต์

    ข่าวจากเอไอเอสแจ้งว่า  หลังจากสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์  เอไอเอส ได้มอบสิทธิพิเศษส่วนลดล้างรถทำความสะอาดรถ โดยร่วมกับศูนย์บริการล้างรถ Wizard (วิซาร์ด)ให้บริการล้างรถ VIP กับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนดในราคาพิเศษ 300 บาท จากปกติ 490 บาท ณ ศูนย์บริการ Wizard ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2557 นอกจากนี้ ยังร่วมกับศูนย์บริการล้างขัดเคลือบสี Green Wash (กรีน วอช) ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากมอบสิทธิพิเศษโปรแกรมล้างสี ดูดฝุ่น และเคลือบสี ให้ลูกค้าเอไอเอสรับส่วนลด 20บาทจากราคาปกติ และลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด รับส่วนลด 40 บาทจากราคาปกติตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2557 โดยรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพียงแสดงโทรศัพท์มือถือเอไอเอสที่ศูนย์บริการดังกล่าว(1 หมายเลข/ 1 สิทธิ์/ 1 เดือน)

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอไอเอสให้สิทธิพิเศษล้างรถหลังสงกรานต์

  • ห่วงสินค้าเออีซีทะลักเข้าไทย ทำธุรกิจไม่พร้อมเข้าขั้นโคม่า

    ห่วงสินค้าเออีซีทะลักเข้าไทย ทำธุรกิจไม่พร้อมเข้าขั้นโคม่า

    อีกประมาณปีเศษ ๆ  การรวมตัวของ 10 ชาติอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะมีผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาครัฐและบรรดาผู้ประกอบการของ 10 ชาติ ต่างเร่งหามาตรการเสริมสร้างศักยภาพให้กับทุกอาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งประชากร ทั้งภาคธุรกิจ ต้องเสียเปรียบ จากการไหลเข้ามาของสินค้าและบริการ รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานฝีมืออย่างเสรี  สำหรับ…ไทย! ต้องยอมรับว่าในส่วนของภาคธุรกิจมีทั้งที่เตรียมความพร้อม จนได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านในหลาย ๆ กลุ่ม รวมถึงหลายกลุ่มเองก็ยังไม่มีความพร้อมมากนักจนเกิดความเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน จุดแข็งในภาพรวมของประเทศไทยที่ไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศไทยมีแรงงานที่มีทักษะฝีมือที่ดีเยี่ยมเป็นที่ยอมรับของวงการทั่วโลก,  มีวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และมีผลผลิตที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา อ้อย ผักและผลไม้สด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีที่ตั้งเหมาะสมทั้งในด้าน การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ทำให้มีข้อได้เปรียบหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่งและการลงทุนในการตั้งฐานการผลิตของต่างชาติเพื่อกระจายสินค้าไปประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมีระบบการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก และทางอากาศครอบคลุม ทั้งนี้พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความได้เปรียบมากขึ้นจากจุดเด่นของประเทศไทย เช่น  ยานยนต์และส่วนประกอบ, พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก, หนังดิบและหนังฟอก, เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ, พรมและสิ่งทอปูพื้นต่าง ๆ เส้นใยสั้นประดิษฐ์ และฝ้าย เป็นต้น    สินค้าไทยเสียเปรียบเพียบ ส่วนจุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านก็มีน้อยเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตของไทยยังมีประสิทธิภาพต่ำ, การขาดแคลนแรงงานจากค่านิยมเกี่ยวกับการทำงาน และการเรียนที่ผิด ๆ โดยให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากกว่าการนำไปใช้จริง, การกระจุกตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำใน กทม. และปริมณฑล รวมทั้งในพื้นที่ภาคตะวันออก, อุตสาหกรรมหลักของประเทศยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และสินค้าอุตสาหกรรมยังมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากภาคการเกษตรไม่มากนัก แม้ว่าภาคการเกษตรจะมีความสำคัญกับประเทศมาอย่างช้านาน อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยมีไม่ต่ำกว่า 30 กลุ่ม ที่จัดว่ามีความเสี่ยงหรือยังมีอาการป่วยหลังเปิดเออีซี ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของไทยที่จัดอยู่ในประเภทป่วย แยกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์ที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันลดลงกับประเทศในอาเซียน เช่น เคมีภัณฑ์อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา กระดาษและกระดาษแข็ง ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักร เครื่องกล เป็นต้น กลุ่มป่วยที่ 2 เป็นกลุ่มที่อยู่ในอาการกำเริบ หรือมีความสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า เฟอร์นิเจอร์ หนังเฟอร์หรือเฟอร์เทียม  ผ้าทอ เส้นใยสิ่งทอจากพืชและด้ายกระดาษ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ป่วยหนัก หรือจัดอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสียเปรียบมากขึ้น ตรงนี้มีทั้งสิ้น 14 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เชื้อเพลิงจากแร่และน้ำมันแร่,  ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม, ปุ๋ย, เครื่องหนัง, เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด, ไข่มุกธรรมชาติและรัตนชาติ,  ทองแดงและของทำด้วยทองแดง, นิกเกิลและของที่ทาด้วยนิกเกิล, รองเท้าและเครื่องดนตรี เป็นต้น อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐและสมาคมธุรกิจต่าง ๆ ได้มีการรวมตัวในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบคู่แข่งมากนัก ทั้งด้านการเพิ่มความรู้  การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การทำตลาด การเพิ่มคุณภาพสินค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า การพัฒนาองค์กร และการไปปักธงตลาดในประเทศเพื่อนบ้านล่วงหน้า เป็นต้น เพราะหากไม่ตื่นตัวในการเตรียมพร้อมเชื่อว่าจะมีสินค้าหลายประเภทเพื่อนบ้านไทยมีแนวโน้มทะลักเข้ามายึดตลาดในไทยได้ ห่วงสินค้าเพื่อนบ้านทะลัก ด้านผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ ก็ได้แสดงความวิตกกังวลต่อการไหลเข้ามาของผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในเออีซีว่า เมื่อเปิดเสรีแล้ว กำแพงภาษีที่หายไปจะดึงดูดให้ต่างชาติกระจายตัวออกไปยังประเทศที่มองว่ามีโอกาส ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก ทั้งนี้คู่แข่งที่น่ากลัว คือ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคนี้ ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี ในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ เพราะเป็นฮับการผลิตของต่างประเทศ ทำให้มีข้อได้เปรียบทั้งความรู้ในการพัฒนาสินค้า เครื่องจักรที่ทันสมัย รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ต่ำ โดยของกินและของใช้ จะเป็นสินค้าที่จะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งจุดแข็งของสินค้าเหล่านี้คือ “สินค้าคุณภาพในราคาที่ถูกกว่า” ด้วยส่วนต่างเกือบ 10 เท่า  “สาเหตุที่สองประเทศนี้จะเป็นม้ามืดที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งเค้กในตลาดไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลเขาให้การสนับสนุนการลงทุนเต็มที่ ทำให้การดำเนินธุรกิจของต่างชาติราบรื่น นักลงทุนก็อยากเข้าไปตั้งบริษัท เขาจึงสั่งสมความรู้และเตรียมจะเดินหน้าเป็นผู้ผลิตและรุกตลาดเองในอนาคต” “บุญชัย” ยังมองว่า ตอนนี้สิ่งที่ไทยมีคือบุญเก่า หรือความรู้เดิมตั้งแต่อดีต แต่หากไทยต้องการเพิ่มขีดการแข่งขัน สิ่งสำคัญต้องแก้ไขจุดอ่อนเรื่องต้นทุนสินค้าที่สูงลิ่ว ให้ลงมาแข่งขันกับประเทศอื่นได้ แต่ด้วยต้นทุนแรงงานของค่าจ้างขั้นต่ำไทย ไม่ได้ต่ำเหมือนชื่อ ดังนั้นจึงต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี มาแทนที่แรงงานคน นอกจากจะส่งเสริมกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นแล้ว เครื่องจักรก็สามารถทดแทนแรงงานคนได้มากกว่า ขณะเดียวกันยังควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ดี พร้อมรับการแข่งขัน ต่างชาติทยอยรุกตลาดไทย ขณะเดียวกันยังพบว่าธุรกิจต่างชาติหลายประเภท ได้เข้ามาเปิดตลาดในไทยล่วงหน้าแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะ ธุรกิจอาหาร เริ่มต้นจากศูนย์อาหารประเภท ฟู้ดรีพับลิค, โทสบ็อกซ์, เบรดทอล์ก และร้านอาหารจีน “ติ่น ไท่ ฟง” จากสิงคโปร์บุกเข้ามาปักธงที่ไทยและยังเตรียมขยายสาขาร้านอาหารทั้ง 4 แบรนด์ อย่างต่อเนื่องเดือนละ 1 สาขา ตลอด  5 ปี  มีร้านอาหารแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดในไทยอีกหนึ่งแบรนด์ด้วย “หากพิจารณาให้ดียังมีร้านอาหารอีกหลายแบรนด์ที่เข้ามาในไทย และเตรียมตัวจะเข้ามาอีกมากมาย เพราะโอกาสมากมาย ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรชะล่าใจ และเตรียมตั้งรับให้ดี เพราะหากช้าไป กว่าจะรู้ตัวอีกที อาจสายเกินไป” ขณะเดียวกันแรงงานก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญและเป็นกลไกในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เดินหน้าไปได้ ซึ่งปัจจุบันก็พบว่าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านได้เริ่มทยอยเข้ามาบ้างแล้ว แต่จะมาในลักษณะกลุ่มผู้ใช้แรงงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเปิดเออีซีแล้ว ภาคธุรกิจต่าง ๆ จะเริ่มขยายตัว แน่นอนว่าความต้องการทรัพยากรบุคคล ต้องขยับควบคู่กันไปด้วย แรงงานต่างด้าวรอทะลัก “กมล ตรรกบุตร” นายกสภาวิศวกร  มองว่าวิศวกรฟิลิปปินส์ เขมร พม่าทะลักไทย เป็นจำนวนมาก เนื่องจากในประเทศเหล่านี้ยังมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับไทย หรือประมาณ  9,000-10,000 ต่อเดือนเท่านั้น จึงเป็นเหตุจูงใจให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้แห่กันเข้ามาแย่งงานคนไทย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการชาวไทยก็เริ่มหันใช้บริการวิศวกรต่างด้าวมากขึ้น และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหลังจากเปิดเออีซีในอีกไม่นาน เพราะวิศวกรต่างด้าวเหล่านี้จะเข้ามาทำงานในไทยได้อย่างถูกต้อง และที่สำคัญยังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดีด้วย “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” ประธานอนุกรรมการด้านการต่างประเทศสภาสถาปนิก เล่าว่า วงการสถาปนิกในขณะนี้ ทุกคนกำลังกังวลว่านักธุรกิจสิงคโปร์จะแย่งชิงสถาปนิกมือดีของไทยไป จากเดิมที่เป็นการดึงตัวให้ไปร่วมงานกันที่สิงคโปร์ แต่เดี๋ยวนี้ถึงขนาดเข้ามาตั้งบริษัทในไทย และดึงตัวคนไทยเข้าไปทำงานแล้ว  “เวลาพูดถึงอาเซียน คนมักจะคิดถึงแต่การออกไปข้างนอก แต่เวลานี้ไทยเนื้อหอม ด้วยค่าครองชีพที่ต่ำกว่า จึงกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจและเอื้อต่อการลงทุนมากที่สุดในอาเซียน” นอกจากนี้บริษัทสิงคโปร์ยังมีจุดแข็งในด้านเงินทุน จึงจูงใจสถาปนิกจบใหม่และซื้อตัวสถาปนิกไทยที่มีประสบการณ์สูงได้ง่าย ๆ  ส่งผลให้การแข่งขันชิงตัวบุคลากรและการแข่งขันรับงานในประเทศจะสูงขึ้น อย่างไรก็ตามในภาพรวมแม้ว่าหลายฝ่ายกังวลถึงธุรกิจบางประเภทและสินค้าเกษตรในบางชนิด จะมีความเสี่ยงแล้วหลังเปิดเออีซี แต่ยังมีเรื่องของปัญหาสินค้าราคาถูกเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย อย่าลืมว่าเพื่อนบ้านไทยมีต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าไทยมากและเมื่อไม่มีภาษีนำเข้าจะยิ่งทำให้สินค้ามีราคาถูกแสนถูกได้ ซึ่งหากมีคุณภาพ ถือว่าโชคดีสำหรับผู้บริโภคคนไทย แต่หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ราคาถูก ได้เข้ามาวางจำหน่ายในไทยมาก ๆ  ผลที่ตามมา นอกจากจะมีการแย่งตลาดสินค้าของคนไทยโดยเฉพาะสินค้าโอทอปและสินค้าของโรงงานเอสเอ็มอีแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคอาจได้รับอันตรายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการเพิ่มมาตรการในการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ พร้อมทั้งมีมาตรการให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการใช้ การบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ คุมคุณภาพสินค้าเพื่อนบ้าน สำหรับมาตรการการรองรับสินค้าของประเทศเพื่อนบ้านที่จะไหลบ่าเข้ามาในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ต้องเข้ามาดูแล เพื่อปกป้องในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยให้กับคนไทย เพราะมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งผู้บริโภคอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ อาจส่งผลให้เกิดอันตรายในด้านทรัพย์สิน หรือชีวิตได้ ล่าสุดในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทาง สมอ. จึงได้ปรับโครงสร้างการทำงานใหญ่ในรอบ 20 ปี เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้าของโลก โดย “อุฤทธิ์ ศรีหนองโตคร” เลขาธิการ สมอ.ระบุว่า สมอ. มีความเป็นห่วงสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานของประเทศเพื่อนบ้าน จะไหลเข้ามาไทย แล้วอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทยได้ จึงได้ปรับโครงสร้างใหม่ แบ่งเป็น 5 กอง ประกอบด้วย กองกำหนดมาตรฐาน มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยใช้หรือรับมาตรฐานระหว่างประเทศมาเป็นแนวทาง เพื่อยกระดับมาตรฐานไทยเทียบเท่ามาตรฐานสากล ทั้งมาตรฐานไอเอสโอ มาตรฐานไออีซี และระเบียบยูเอ็นอีซีอี ต่อมาเป็นกองควบคุมมาตรฐาน เป็นหน่วยตรวจสอบรับรองและออกใบอนุญาตผลิต นำเข้า และแสดงเครื่องหมาย มอก. สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท รวมทั้งการพิจารณายอมรับผลการรับรองและผลการทดสอบที่ดำเนินการในต่างประเทศมาใช้ออกใบอนุญาตด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนและเวลาของผู้ส่งออกและผู้นำเข้า นอกจากนี้ยังมีกองตรวจการมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 3 กองคือ กองตรวจการมาตรฐาน 1, กองตรวจการมาตรฐาน 2 และกองตรวจการมาตรฐาน 3 ซึ่งจะแยกตรวจสอบสินค้าแต่ละประเภท เช่น เหล็ก อุปกรณ์ก่อสร้าง หมวกกันน็อก เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เช่น พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องกรองน้ำ ให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งในส่วนของกองตรวจการฯ จะมีความสำคัญในการออกตรวจสอบตามโรงงานต่าง ๆ ให้มีความถี่มากขึ้น ต่างจากที่ผ่านมาที่กองตรวจการมาตรฐาน และกำหนดมาตรฐาน จะอยู่รวมกัน ทำให้การตรวจสอบมาตรฐาน ไม่เข้มข้นเท่าที่ควร เข้มงวดตรวจมาตรฐานสินค้า ทั้งนี้ในระยะต่อไป ทาง สมอ. จะมีความเข้มข้นในการตรวจสอบสินค้าทุกประเภท ที่ต้องมีมาตรฐานบังคับ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งในส่วนของโรงงานที่ผลิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น ในประเทศจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้นำเข้าสินค้าของไทยนำมาจำหน่ายให้มากขึ้น รวมทั้งจะตรวจสอบบริษัทผู้นำเข้าสินค้าต่าง ๆ ที่ต้องได้มาตรฐาน มอก. ด้วยว่า นำสินค้ามาจำหน่ายเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่  ถือว่า เป็นการดูแลสินค้าตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง เพื่อให้ปลายทางคือ ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีมาตรฐานมากที่สุด หากพบว่า โรงงาน หรือร้านค้าใด จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ต้องถูกลงโทษอย่างเข้มงวด ทั้งการถูกเพิกถอนใบอนุญาต ถูกปรับ หรือสูงสุดคือจำคุก นอกจากนี้จะมีการออกมาตรฐานบังคับสินค้าต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของประชาชนให้มากขึ้นต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการดูแลให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย และสินค้าที่มีคุณภาพอย่างสูงสุด ต้องติดตามจากนี้คือสินค้าราคาถูก ๆ ที่จะไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย หากเป็นสินค้าด้อยคุณภาพอย่างน้อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปดำเนินการตรวจสอบและกีดกันได้ แต่หากเป็นสินค้าดีราคาถูกเข้าตีตลาด คงน่าห่วงมากสำหรับผู้ประกอบการไทยที่อาจตายยกเข่งได้!. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห่วงสินค้าเออีซีทะลักเข้าไทย ทำธุรกิจไม่พร้อมเข้าขั้นโคม่า

  • สินค้าหน้าร้อนชิงอัดแคมเปญ ตะลุยเปิดศึกหวังยอดขายเพิ่ม

    สินค้าหน้าร้อนชิงอัดแคมเปญ ตะลุยเปิดศึกหวังยอดขายเพิ่ม

     หน้าร้อน…ถือเป็นช่วงทองสำหรับผู้ทำมาค้าขาย เพราะนอกจากเป็นช่วงที่ส่งเสริมให้สินค้าดับร้อนขายดีแล้ว ยังอยู่ในฤดูท่องเที่ยวที่เป็นช่วงวันหยุดยาวอย่างเทศกาลสงกรานต์ ที่ผู้คนจะออกมาจับจ่ายข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้านรับช่วงปีใหม่ไทย นอกจากนี้ยังเป็นช่วงปิดภาคเรียนทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต่างพาลูกจูงหลานกันออกมาชอปปิงฆ่าเวลาอีกด้วย  แต่ปีนี้มีความพิเศษตรงที่นอกจากความร้อนด้วยสภาพอากาศแล้ว ยังมีดีกรีของการเมืองที่ร้อนแรงเป็นแรงอัดเพิ่มเข้าไปอีกต่างหาก รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต่างกุมขมับ เหงื่อตกกันเป็นแถว! พร้อมหาแนวทางสารพัดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ประกอบการในหลาย ๆ สาขา ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับทำความเย็นทั้งเครื่องปรับอากาศ พัดลม รวมไปถึงบรรดาสินค้าเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ในช่วงหน้าร้อนทั้งเสื้อผ้าธรรมดา และชุดว่ายน้ำ ต่างต้องงัดต้องจัดแคมเปญลดแลกแจกแถม และอีกสารพัด เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดให้คนไทยยอมควักกระเป๋าเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของให้ได้  ไม่เช่นนั้น…หากปล่อยตามสภาพ เชื่อได้ว่า แรงซื้อในประเทศที่กำลังอ่อนแรง จะเป็นบ่อเกิดให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ต่างอยู่ไม่ได้เช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นแคมเปญจะเห็นโปรโมชั่นสินค้าในหลาย ๆประเภทเกิดขึ้นกันเป็นจำนวนมาก  มั่นใจตลาดแอร์พุ่ง15%  สินค้าดาวเด่นในช่วงฤดูร้อน คงหนีไม่พ้นเครื่องปรับอากาศและพัดลม ที่เป็นเครื่องยนต์กลไกสำคัญเพื่อคลายร้อนของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ซึ่งบรรดาผู้ประกอบการหลายรายต่างมั่นใจว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศมูลค่า 12,800 ล้านบาท จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15% แม้ว่ากำลังซื้อจะลดลงก็ตาม แต่จากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ที่อากาศจะร้อนมากหลังผ่านช่วงอากาศหนาวเย็นกว่าปกติในปลายปีก่อน ทำให้หลายค่ายรีบงัดกลยุทธ์เด็ดออกมาประชัน เริ่มต้นจากผู้ประกอบการค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าเพาเวอร์บาย ที่ “สอางทิพย์ อมรฉัตร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด ฉายภาพบรรยากาศการแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้ว่า ค่อนข้างดุเดือด เพราะทุกฝ่ายต้องการดึงกำลังซื้อให้กลับมา ขณะเดียวกันสภาพอากาศที่ร้อนจัด ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการมองว่าตลาดอาจเติบโตมากขึ้น จึงจัดหนักโปรโมชั่นกันชนิดที่ว่าไม่ซื้อไม่ได้แล้ว  แม้ว่าปีนี้เพาเวอร์บาย ยังคงสัดส่วนงบในการทำการตลาดเท่าเดิมที่ 1% หรือ 150-200 ล้านบาท แต่ความเข้มข้นของกิจกรรมหน้าร้อนกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเน้นร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งในส่วนผู้ประกอบการรายย่อยและบัตรเครดิต ด้วยข้อเสนอดึงดูดใจ ทั้งโปรโมชั่นร่วมกับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตชำระสินค้า ด้วยการมอบคูปองพิเศษ เมื่อผ่อนชำระตามที่กำหนด หรือซื้ออุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ รับฟรีคูปอง ล้างเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมผ่อนสินค้า 0% นาน 10 เดือน หรือมอบส่วนลดสูงสุดถึง 30% ด้วยซ้ำไป “ถึงแม้ลูกค้าของบริษัทจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจน้อย แต่ก็ยังเดินหน้าอัดแคมเปญ เพื่อเรียกกำลังซื้อเพราะมองว่าโอกาสในการขายปีนี้มีสูง จากอากาศที่ร้อนมาก เชื่อว่ายอดขายเครื่องปรับอากาศจะเติบโตได้ถึง 30-40% เท่ากับปีอื่น ๆ ที่อากาศร้อน ส่วนพัดลมก็มีแนวโน้มค่อนข้างดี เพราะคนต้องการประหยัดไฟ จึงนิยมซื้อพัดลมไปเปิดเสริมกับเครื่องปรับอากาศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเติบโตได้มากกว่าปกติ ขณะที่ตู้เย็น สินค้าที่คนนิยมเปลี่ยนในช่วงหน้าร้อนน่าจะเติบโตได้ 20-30%” สำหรับเจ้าตลาดอย่างมิตซูบิชิ คาดการณ์ว่าตลาดเครื่องปรับอากาศหน้าร้อนจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย “อนันต์ บรรเจิดธรรม” กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มองว่า แม้อากาศจะร้อนช้าไปหน่อย แต่เชื่อว่าจะร้อนมากขึ้นและยาวนานแน่นอน ส่งผลให้ยอดขายปีนี้อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 70% จากเดิมเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 60% ในฤดูการขายตั้งแต่เดือน ก.พ.-มิ.ย. โดยเครื่องปรับอากาศถือเป็นสินค้าเรือธง ที่คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 60% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ตู้เย็นเป็นสินค้าขายดีเป็นอันดับสองด้วยสัดส่วนรายได้ 30% แต่ในปีนี้มองว่าคงอยู่ในระดับที่พอไปได้เท่านั้น ทั้งนี้บริษัทจึงส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มที่ ด้วยการอัดงบการตลาดเพิ่มขึ้นอีก 10-20% เพื่อจัดแคมเปญต่าง ๆ แม้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทซึ่งอยู่ในระดับกลางถึงระดับบนจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหากำลังซื้อมากนัก แต่ก็ยืดระยะเวลาผ่อนสินค้าจาก 6 เดือน เป็น 8 อีกด้วย ขณะที่ “สมพร จันกรีนภาวงศ์” ผู้จัดการอาวุโสธุรกิจเครื่องปรับอากาศ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศซัมซุง เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเครื่องปรับอากาศเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือเรื่องของอัตราการถือครองเครื่องปรับอากาศของคนไทยยังอยู่ในอัตราที่ต่ำประมาณ 30% เท่านั้น ทำให้ “ซัมซุง” สบโอกาสหันมาให้ความสำคัญกับการผ่อนสินค้ามากขึ้น ด้วยการให้ผ่อนสินค้า 0% นาน 24 เดือน สำหรับสินค้าที่จัดรายการหรือประมาณ 30% ของเครื่องปรับอากาศทุกรุ่น จากเดิมที่เน้นรุกออกสินค้าใหม่สร้างความเคลื่อนไหวในตลาดมากกว่า รวมไปถึงการเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่มากขึ้น  ขณะเดียวกันปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นปัญหาต่อการขาย ซึ่งหากอ้างอิงจากตลาดแอร์ในครัวเรือนของปี 53 ที่เกิดวิกฤติทางการเมือง ตลาดยังสามารถเติบโตได้ถึง 20-30% การเมืองน่าจะกระทบกับตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มากกว่า เพราะการบริหารงานของรัฐบาลจะชะงักทำให้ต้องชะลอแผนการลงทุนลง ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง และชะลอการลงทุนเช่นกัน ทำให้คาดว่าตลาดแอร์เชิงพาณิชย์น่าจะไม่เติบโต แป้งเย็นไม่ทิ้งขบวนชิงเค้ก หันมาที่อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย ที่อยู่คู่ชาวไทยมาเนิ่นนานอย่างแป้งเย็น “โดม เรืองสมบูรณ์” ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาด ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมใจโปรดักส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งเย็นเภสัช เล่าให้ฟังถึงแผนการบุกตลาดหน้าร้อนครั้งนี้ว่า ไม่เน้นการจัดกิจกรรมการตลาด เพราะมองว่า แป้งเย็นเป็นสินค้าราคาถูก จึงไม่ได้รับผล กระทบจากปัญหากำลังซื้อชะลอตัว แต่เน้นสร้างการรับรู้ถึงคุณสมบัติความเย็นแทน ด้วยงบการตลาด 16 ล้านบาท จัดกิจกรรม 3 เดือน พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาใหม่ทางโทรทัศน์ และใช้สื่อวิทยุ เจาะลูกค้ากลุ่มต่างจังหวัดซึ่งเป็นลูกค้าหลัก เนื่องจากพฤติกรรมการทำงานในสังคมเมืองที่อยู่ในห้องแอร์ ทำให้ตลาดในกรุงเทพฯ เติบโตน้อย เมื่อเทียบกับต่างจังหวัด ส่งผลให้ตลาดแป้งเย็นช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตน้อยมากไม่ถึง 5% “แป้งเย็นเป็นสินค้าที่ขึ้นอยู่กับอากาศ ถ้าอากาศร้อนคนก็ตัดสินใจซื้อทันที แต่หากฤดูฝนมาเร็วตลาดแป้งเย็นจะไม่เติบโตเลย ขณะเดียวกันก็กังวลว่าลูกค้าต่างจังหวัดอาจจะได้รับผลกระทบจากเงินในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รายได้บริษัทอาจจะไม่ดีอย่างที่คิด แต่แนวโน้มตลาดแป้งเย็นปีนี้มูลค่าน่าแตะที่ 2,000 ล้านบาท จากโอกาสที่น่าจะเติบโตได้ถึง 10% ถือว่ามากกว่าอัตราปกติ หากฤดูร้อนปีนี้จะยาวนานไปถึง 3 เดือน แต่เมื่ออากาศร้อนเหมือนเคยตลาดคงโตที่ 5%” ชุดว่ายน้ำ-ชุดชั้นในเพิ่มจุดขาย ส่วนอีกสินค้าที่จะมาพร้อมกับหน้าร้อนอย่าง ชุดว่ายน้ำ “ชัยเลิศ มนูญผล” รองผู้อำนวยการฝ่าย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดว่ายน้ำสปีโด ฉายภาพถึงตลาดชุดว่ายน้ำในฤดูร้อนปีนี้ ตั้งแต่เดือนก.พ.-พ.ค. ว่า ยังคึกคักเหมือนเคย เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศจะคลี่คลายก่อนครึ่งปีหลัง จะส่งผลดีต่อธุรกิจชุดว่ายน้ำเพราะภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโตอย่างดีอีกครั้ง ขณะที่ภาพรวมตลาดชุดว่ายน้ำปีนี้คาดว่าจะเติบโตเกือบ 10% หรือเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท เพราะมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่แนวโน้มดีขึ้น, สภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน และกระแสการดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยม โดยแผนของ “สปีโด” เน้นขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อกระตุ้นรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมายที่ 10% หรือเกือบ 400 ล้านบาท โดยเตรียมงบการตลาดไว้มากถึง 7-8% จากรายได้ เพิ่มจุดขายเข้าไปยังสระว่ายน้ำ, ชมรมว่ายน้ำ และโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น รวมถึงรุกตลาดต่างจังหวัดให้มากขึ้นด้วย  สำหรับอีกทางเลือกคลายร้อน “ชุดชั้นใน” ซึ่งจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานหลายปี ส่งผลให้ตลาดชุดชั้นในแข่งขันทำโปรโมชั่นกันเรื่อยมา ทำให้ภาพรวมในปีนี้คงไม่หวือหวาไปกว่าทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ “ธรรมรัตน์ โชควัฒนา” กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในวาโก้ บอกว่า ในปีนี้คงต้องชะลอแผนการตลาดลงไปบ้าง ทั้งการจัดโปรโมชั่นลดราคา รวมถึงความถี่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ เนื่องจากมองว่าในภาวะที่เงินในกระเป๋ามีน้อยลง แม้จะจัดกิจกรรมการตลาดอย่างเข้มข้น ก็อาจจะไม่สามารถดึงกำลังซื้อคืนมาได้ โดยหันไปโฟกัสในด้านการบริหารสต๊อกสินค้าให้เพียงพอกับปริมาณคำสั่งซื้อ  ขณะเดียวกันการออกสินค้าใหม่ต่อจากนี้ จะเน้นสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อสร้างสีสันและความแตกต่างในวงการชุดชั้นใน โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ที่พัฒนามาเพื่อช่วยระบายความเย็นแก่ผู้สวมใส่ เหมาะแก่สภาพอากาศในฤดูของไทย และยังเตรียมพัฒนาสินค้าใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 2 คอล เลกชั่นในปีนี้ เช่นเดียวกับ “อมรเทพ อสีปัญญา” ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในซาบีน่า ที่มองว่า ตลาดชุดชั้นในมูลค่า 12,000 ล้านบาท อาจไม่เติบโตไปกว่านี้ จึงต้องรีบปรับแผนชะลอการออกสินค้าใหม่ เพราะว่ายังกังวลกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศอยู่ ขณะที่การทำโปรโมชั่นต้องวางแผนมากขึ้น เพื่อทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น สำหรับรายได้ปีที่ผ่านมาเติบโต 10% สิ้นปีนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขการเติบโตได้ ’ภาพรวมตลาดชั้นในในอนาคตยังสามารถเติบโตได้อีกมาก เพราะคนไทยไม่ได้เน้นการใส่ชุดชั้นในตามประเภทการใช้งาน แต่จะเน้นรูปแบบ และฟังก์ชันการใช้งานที่ดึงดูด เช่น ชุดชั้นในกระชับอก เสริมอกมากกว่า” ศูนย์การค้าแข่งสร้างสีสัน มาดูฝั่งห้างค้าปลีก… ที่เป็นประจำทุกปีกับการจัดกิจกรรมรับลมร้อน เริ่มจากค่ายยักษ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ที่ควัก 50 ล้านผนึกกับพันธมิตรซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นกว่า 65 แบรนด์ นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บอกว่า ได้ส่งแคมเปญซีพีเอ็น ซัมเมอร์ นาว 2014 ถือเป็นอีกหนึ่งแคมเปญใหญ่ประจำปี เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าช่วงหน้าร้อนใน 7 สาขาหลักทุกหัวเมือง ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระรามเก้า เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี เซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ “หลังจากในปีที่แล้วแคมเปญซัมเมอร์ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีจำนวนลูกค้าหมุนเวียนในศูนย์กว่า 1.7 ล้านคนต่อวัน ส่วนปีนี้คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าเข้ามาขึ้นกว่า 10-15% และสร้างยอดขายให้กับแบรนด์แฟชั่นในศูนย์ปรับขึ้นอีก 20%” ส่วน ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สร้างสีสันรับร้อน โดยทุ่มงบกว่า 65 ล้านบาท ขนคอลเลกชั่นต้อนรับซีซั่นใหม่ในแคมเปญ โรบินสัน ซัมเมอร์ 2014 นำเสื้อผ้า และเครื่องประดับจากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำกว่า 500 แบรนด์ พร้อมมอบความพิเศษด้วยโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 50 % และมั่นใจตลอดแคมเปญจะกระตุ้นเติบโตกว่า 10% หรือมียอดขาย 1,500 ล้านบาท  ในขณะที่ ห้างสรรพสินค้าและศูนย์ การค้าเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ได้นำร่องจัดแคมเปญ มิดไนท์ เซล ไปเมื่อวันที่ 27 มี.ค.–2 เม.ย. 2557 เน้นความคุ้มค่าด้วยโปรโมชั่นพิเศษ บาย 2 เซฟ มอร์ ซื้อเยอะคุ้มค่ากว่า  “ชำนาญ เมธปรีชากุล” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การเสนอแคมเปญทางการตลาดเพื่อกระตุ้นการขายและให้เข้ากับสภาพการณ์ของลูกค้าในช่วงปัจจุบันที่มีความระมัดระวัง และต้องการความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ขณะเดียวกันในด้านธุรกิจ การเร่งสร้างยอดขายคือสิ่งสำคัญในช่วงการเริ่มต้นไตรมาสที่ 2 จึงหาแนวทางการทำแคมเปญที่สามารถตอบโจทย์ได้โดนใจลูกค้าให้มากขึ้น หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าและราคา มากกว่าให้ความสำคัญกับการสร้างอารมณ์เพื่อกระตุ้นยอดขาย ตามที่เคยปฏิบัติในช่วงซัมเมอร์ของทุกปี  สำหรับห้างค้าปลีกคู่พันธมิตรอย่าง สยามพิวรรธน์ รวมพลัง 4 ศูนย์ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และพาราไดซ์ พาร์ค “มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์” รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ให้รายละเอียดไว้ว่า เดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทรวมพลัง 4 ศูนย์การค้า จัดแคมเปญรวมและแคมเปญเฉพาะแต่ละศูนย์ เพื่อจัดกิจกรรมโปรโมชั่นให้ร้านค้าภายในศูนย์ที่มีอยู่มากกว่า 500 ร้านค้าที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของกลุ่มลูกค้าในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือหน้าร้อน และเทศกาลสงกรานต์ “เริ่มด้วยโปรโมชั่นในแคมเปญ สยาม สเปคตาคูลาร์ ซัมเมอร์ คัลเลอร์ฟูล แซมบ้า ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 พ.ค.นี้ใน 3 ศูนย์การค้าใจกลางเมือง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อต้อนรับบรรยากาศตลอดหน้าร้อน ได้แก่ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่คนทั่วโลกจะมุ่งตรงสู่ประเทศไทย และกระแสการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศบราซิล ในกลางปีนี้ โดยได้เตรียมจัดรายการส่งเสริมการขายที่มีรางวัลพิเศษจำนวนมาก” นอกจากนี้ศูนย์การค้าสยามพารากอนยังได้ผนึกกำลังร่วมกับร้านค้าและผู้เช่าในทุกกลุ่มสินค้า ตลอดจนพันธมิตรชั้นนำทางธุรกิจ จัดแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า อาทิ สินค้ากลุ่มแฟชั่นลักชัวรี่แบรนด์ดังระดับเวิลด์คลาสได้มีการจัดรายการโปรโมชั่น สยามพารากอน แฟชั่นฟอร์เวิร์ด ซัมเมอร์เดสติเนชั่น 2014 ตั้งแต่วันนี้–16 เม.ย.นี้ โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป และสมาชิกบัตรแพลทินัม เอ็ม การ์ด ผู้มียอดซื้อสินค้าสูงสุดจากร้านค้าแฟชั่นทุกร้านภายในศูนย์รับบัตรกำนัลห้องพักจากโรงแรมคอนราด เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นต้น ด้านศูนย์การค้าน้องใหม่ พาราไดซ์ พาร์ค จัดแคมเปญ พาราไดซ์ พาร์ค ซัมเมอร์ สปิริต ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 พ.ค.นี้ ร่วมกับร้านค้ากระหน่ำลดราคาถึง 80% คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าทั้งคนไทย และต่างชาติภายในศูนย์เพิ่มขึ้นอีก 20% จากปัจจุบันทั้ง 3 ศูนย์ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อศูนย์เฉลี่ย 1.5 แสนคนต่อวันสำหรับวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาเฉลี่ย 1 แสนคนต่อวัน  แม้ว่าบรรดาผู้ประกอบการต่างกระตุ้นตลาดในเรื่องของค้าปลีก เพื่อแย่งชิงเงินสะพัด ที่คาดกันว่าในภาพรวมของค้าปลีกในช่วงหน้าร้อนนี้จะมีเงินสะพัดถึง 20,000 ล้านบาท แต่… ก็เป็นที่น่าสนใจว่า สารพัดแคมเปญ สารพัดโปรโมชั่น ที่งัดกันออกมาแย่งชิงเค้กก่อนนี้ จะช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้คนไทย ’อยากชอปปิง” ได้มากน้อยเพียงใด!. พิชชาพร อยู่เลี้ยงพันธ์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สินค้าหน้าร้อนชิงอัดแคมเปญ ตะลุยเปิดศึกหวังยอดขายเพิ่ม