นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการให้ ททท.ไปศึกษาการจัดงานส่งเสริมการขาย เพื่อรวม 3 ตลาด ทั้งตลาดนักท่องเที่ยว ขาเข้า นักท่องเที่ยวขาออก และนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางภายในประเทศมาจัดภายในงานเดียว เพื่อให้การขายสินค้าทางการท่องเที่ยวมีความครอบคลุมทุกตลาด ยกระดับความเป็นนานาชาติมากขึ้น “ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องจัดงานส่งเสริมการขายท่องเที่ยวให้ครอบคลุมทุกตลาด จากเดิมททท.จัดงานไทยแลนด์ แทรเวล มาร์ท ส่งเสริมการซื้อขาย ตลาดอินบาวนด์และงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่เจาะตลาดในประเทศ เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการทุกตลาดเข้ามาขาย เพราะให้เกิดความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยว และยกระดับให้ไทยเป็นผู้นำสินค้าการท่องเที่ยวระดับอาเซียน และระดับเอเชียต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวไทยในอนาคต” ทั้งนี้ เบื้องต้น ททท. จะนำประเด็นนี้หารือร่วมกับภาคเอกชนภาคการท่องเที่ยวเบื้องต้นจะให้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เป็นแม่งานจัดงาน เนื่องจากมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมด ส่วนทท. จะคอยให้การสนับสนุนในทุกปีต่อเนื่อง คาดว่าเกิดขึ้นภายในปี 59 นี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยกระดับเทรดโชว์ท่องเที่ยวไทยรวม 3 ตลาด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสุขภาพเพื่อออกใบรับรองแพทย์สำหรับผู้ขอรับและต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ได้เห็นชอบให้กำหนดกลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงเกิดอันตรายจากการขับรถไว้ 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคลมชักที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางสมอง ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน และผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือผ่านการผ่าตัดหัวใจหรือขยายเส้นเลือดหัวใจ เนื่องจากแพทย์ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นความเจ็บป่วยที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ ยกเว้นผู้ที่ได้รับการอนุญาตจากแพทย์ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ตัดโรคเท้าช้าง โรคเรื้อน และวัณโรคออกจากใบรับรองแพทย์ เพราะเป็นโรคที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้จากการมองเห็นในเบื้องต้น และปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ในการตรวจรักษาพัฒนาขึ้นมาก ทำให้โรคนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถอีกแล้ว ส่วนกรณีของผู้ป่วยด้วยวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน การติดยาเสพติดให้โทษและอาการของโรคพิษสุราเรื้อรังนั้น ในระยะแรกยังให้คงไว้ในใบรับรองแพทย์ก่อน “เดิมทีแพทยสภาได้ศึกษาถึง 10 กลุ่มอาการเสี่ยงที่อาจต้องห้ามขับรถ แต่ขณะนี้ได้สรุปแล้วว่าจะเหลือแค่ 4 กลุ่มเสี่ยงก่อน เพราะพิจารณาแล้วโรคที่เหลือยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถมากนัก อย่างไรก็ดีแม้ผู้ป่วยที่มีอาการ 4 โรคนี้ ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะถูกห้ามขับโรคโดยสิ้นเชิง แต่จะต้องผ่านการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด ซึ่งหลังจากนี้กรมจะปรับปรุงกฎหมาย กำหนดรูปแบบการออกใบรับรองแพทย์ รวมถึงทำความเข้าใจกับประชาชน และแพทย์ถึงเกณฑ์การตรวจสุขภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ได้เป็นทางการก่อนสิ้นปีนี้”
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 57 จากรายงานรายได้ที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนำส่งคลังหลังหักการขอถอนคืนจากระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ แบบอิเล็กทรอนิกส์ (จีเอฟเอ็มไอเอส) เป็นรายได้สุทธิ 2.10 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการรายได้สุทธิ 275,500 บาท โดยรายได้ส่วนใหญ่เป็น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 5.35 แสนล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4.46 แสนล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2.19 แสนล้านบาท ขณะที่ ฐานะการคลังได้ประมวลผลจากระบบจีเอฟเอ็มไอเอส เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ย.57 จำนวน 495,723 ล้านบาท ยืนยันว่าฐานะการคลังมั่นคงและเพียงพอกับการบริหารอย่างแน่นอน ทั้งนี้ รายจ่าย ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 57 ภาพรวม 2.24 ล้านล้านบาท หรือ 88.96% สูงกว่าปีก่อน 74,849 ล้านบาท หรือ 3.45% ด้านรายจ่ายลงทุน เบิกจ่ายได้จำนวน 284,049 ล้านบาท หรือ 65.82% สูงกว่าปีก่อน 7,475 ล้านบาท หรือ 2.70% ในส่วนของงบไทยเข้มแข็ง 55 เบิกจ่ายจำนวน 2,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เบิกจ่ายจำนวน 6,747 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ส่วนของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 48-56 ณ วันที่ 30 ก.ย.57 เบิกจ่ายแล้ว 213,684 ล้านบาท หรือ 70.68% ของวงเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี 302,339 ล้านบาท คงเหลือ 72,279 ล้านบาท โดยขอขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินจำนวนนี้ออกไปซึ่งเป็นเงินที่มีหนี้ผูกพัน 33,378 ล้านบาท และไม่มีหนี้ผูกพัน 38,900 ล้านบาท และขอกันเงินงบประมาณปี 2557 ผ่านระบบจีเอฟเอ็มไอเอส รวม 273,597 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีมีหนี้ผูกพัน จำนวน 112,096 ล้านบาท และกรณีไม่มีหนี้ 161,500.65 ล้านบาท นายมนัส กล่าวว่า ได้เบิกจ่ายเงินนอกงบประมาณ 354,555 ล้านบาท หรือ 76.73% ของวงเงินรวม 462,102 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ผ่านเงินทุนหมุนเวียน เช่น กองทุนช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนประกันสังคม และเงินทุนหมุนเวียนค่าเรื่องจักรกลของกรมทางหลวง เป็นต้น ส่วนมาตรากรกระตุ้นเศรษฐกิจเกี่ยวกับการสร้างงานที่ครม. มีมติให้หน่วยงานเร่งรัดทำสัญญาจ้างงบรายจ่ายลงทุนปี 57 ที่ค้างอยู่ 147,050 ล้านบาท พบว่า มีส่วนราชการยืนยันการดำเนินการโครงการแล้ว 132,160 ล้านบาท คงเหลือ 14,890 ล้านบาท คาดว่าหน่วยงานจะยืนยันการดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด