พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังหารือกับ นายมิโนะรุ คิอุชิ รมช.ต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้แทนพิเศษรัฐบาลญี่ปุ่นว่า รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความสนใจร่วมลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร รถไฟรางคู่ รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และท่าเรือน้ำลึกทวาย เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียแปซิกฟิกกับยุโรปและตะวันออกกลาง “รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการให้ไทยช่วยพิจารณาการลงทุนจากญี่ปุ่นก่อน เพราะมีประสบการณ์เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี และความปลอดภัย จากรถไฟความเร็วสูงชิงกันเซ็งที่ใช้มากว่า 50 ปี จึงสนใจเข้ามาก่อสร้าง บริหารเดินรถ และร่วมทุนกับรัฐบาลไทย พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของไทยให้เดินทางไปญี่ปุ่นด้วย ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังพร้อมสนับสนุนเรื่องเงินลงทุน เทคโนโลยี และการขยายการลงทุนภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้ พร้อมการันตีนำชาวญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวในไทยเพิ่ม” ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ชี้แจงไปว่าไทยพร้อมเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมภายในประเทศ ชายแดน และประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางถนน ราง อากาศ และทะเล ส่วนข้อเสนอของญี่ปุ่นไทยก็รับไปพิจารณา เพราะไทยมีนโยบายเปิดกว้างรับการลงทุนจากทุกประเทศ และหลังจากนี้จะมีการหารือกับตัวแทนรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อลงรายละเอียดอีกครั้ง สำหรับแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางบก ถนน และราง กระทรวงคมนาคมจะทำให้เสร็จใน 15 วัน และเสนอให้ ครม.ได้รับทราบ โดยโครงการที่สำคัญ คือการลงทุนรถไฟทางคู่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ในวันเดียวกันนายคีรี กาญจน์พาสน์ ประธานบริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอสซี) ได้เข้าพบและแสดงความสนใจร่วมบริหารเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต รวมทั้งเสนอขอเข้าร่วมลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตร แต่เรื่องนี้มอบให้ไปหารือกับนายรณชิต แย้มสะอาด รักษาการผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนไทยพร้อม ญี่ปุ่นเสนอให้เทคโนโลยี ลงขัน สร้างระบบราง
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















น.ส.อุบล วรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้เสนอให้กระทรวงการคลังคืนภาษีการถ่ายทำภาพยนต์ต่าง ประเทศในไทย จากปัจจุบันอยู่ที่ 10%เป็น 30%เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลก ให้เลือกประเทศไทย เป็นสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก รับรู้ถึงแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย “ต้องยอมรับว่าในประเทศต่างๆโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนที่เป็นคู่แข่งด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ของไทยก็คือ มาเลเซีย ซึ่งมีข้อได้เปรียบเกี่ยวกับเรื่องการให้อินเซนทีฟกับผู้ประกอบการมากคือ มีค่าคืนภาษีให้ถึง30%ซึ่งก็จะทำให้ผู้จัดต่างหันไปสนใจประเทศมาเลเซียมากกว่าจึงได้มีการนำเสนอเรื่องการเพิ่มค่าอินเซนทีฟไปที่กระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาว่าในประเทศไทยเราจะสามารถปรับขึ้นมาได้แค่ไหนซึ่งก็มองว่า 30%เป็นตัวเลขที่เหมาะสมเพราะตอนนี้มีรัฐบาลแล้วกระทรวงการคลังก็สามารถสานต่อมาตรการได้"ทั้งนี้ในแผนปี58กรมจะเน้นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยทุกแหล่งท่องเที่ยวและจะมีการทำตลาดเพิ่มเติมในกลุ่ม 12จังหวัดดาวรุ่งซึ่งสอดคล้องกับแผนหลักของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่เตรียมพัฒนาและประชาสัมพันธ์12จังหวัดดาวรุ่งพร้อมจัดทำเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในประเทศไทยนอกจากนี้ยังเตรียมออกงานโรดโชว์โปรโมทสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ในงานภาพยนตร์ระดับโลกในต่างประเทศได้แก่ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสเมืองปูซาน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกา อินเดีย และอังกฤษน.ส.อุบลวรรณกล่าวว่า ได้มีภาพยนต์ฟอร์มยักษ์จากฮอลีวูดเรื่อง เดอะมาร์แคนิค 2เข้ามาเจรจาใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่ประเทศไทยแล้วโดยถือเป็นภาพยนตร์ภาคต่อชื่อดังที่มีนักแสดงชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาคือ เจสัน สแตมทัม เป็นพระเอกซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาระยะเวลาการถ่ายทำส่วนสถานที่ถ่ายทำ คือกรุงเทพฯ กระบี่ และภูเก็ตทั้งนี้จากข้อมูลสถิติล่าสุดของกองกิจการภาพยนตร์พบว่าในช่วงเดือน ม.ค.-ธ.ค.56มีคณะถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยจำนวน 717เรื่องมีงบประมาณในการถ่ายทำมูลค่าร่วมกว่า2,173,347,315บาท ซึ่งเปรียบเทียบกับปี55ที่ผ่านมาที่มีงบประมาณในการถ่ายทำมูลค่าเพียง1,781,930,640บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า22%ส่วนเป้าหมายการสร้างรายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศปี57คาดว่าจะเติบโต15%อย่างไรก็ดีในช่วงต้นปี57แม้ว่าปัญหาการเมืองในประเทศที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบทำให้กองถ่ายจากต่างประเทศยกเลิก หรือเลื่อนการถ่ายทำไปบ้างแต่ยอดรายได้รวมของม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมาซึ่งยังสูงถึง600 ล้านบาท
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษ"นโยบายการเงิน การคลัง เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย"ในงาน อีไอซี คอนเฟอร์เร้นซ์ ไทยแลนด์ อิน ทรานฟอร์เมชั่น ว่า เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และครึ่งปีหลังนี้จะเติบโตได้ 3% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะโต 4.8% ตามที่คาดการณ์ไว้แน่ จากแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ที่คาดว่าจะมีเงินเข้าระบบไม่ต่ำกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจต่อจากนี้ไป มี 2 ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้อย่างชัดเจนในระยะนี้ก็ตาม คือ เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างช้า ๆ และไม่เสมอภาค ซึ่งจะทำให้เกิดความผันผวน จากเงินทุนเคลื่อนย้าย และสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำนาน ๆ จะส่งผลกระทบต่อการออม เพราะคนจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไป ทั้งนี้ธปท.มีข้อเสน อแนะในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะต่อไป 3 ด้าน คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ด้วยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐเข้าสู่ระบบ เพื่อแก้ปัญหาตัวฉุดรั้ง ทั้งด้านแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการคมนาคม รวมถึงสนับสนุนการวิจัยพัฒนา เพราะหากไม่ดำเนินการ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ต้องรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งต่อไป เพราะการที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคเข้มแข็ง ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ อัตราการจ้างงานอยู่ในเกณฑ์ดี หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ทำให้แม้ประเทศจะประสบปัญหาการเมือง แต่ก็ไม่มีผลกระทบรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างชาติให้ความสนใจ และสุดท้าย ต้องปฏิรูปในหลายมิติ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง โดยเฉพาะการวางรากฐานให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นการปรับในเชิงสถาบัน