นางเยาวรัตน์ พลานุสนธิ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเชื่อมโยงเครื่องหนังไทย เปิดเผยว่า กลุ่มคลัสเตอร์เครื่องหนัง อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้จัดละคร และผู้สร้างภาพยนตร์ของไทย ในการนำสินค้าเครื่องหนัง และแฟชั่นไทยเข้าไปประกอบฉาก เพื่อโปรโมตสินค้าไทยในต่างประเทศ เนื่องจากขณะนี้ภาพยนตร์ ละคร และนักแสดงไทยหลายคน มีชื่อเสียงโด่งดังในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน และประเทศในแถบอาเซียน ทำให้เป็นช่องทางที่ดีในการโปรโมทสินค้าไทยในระดับโลกมากขึ้น“ขณะนี้ผู้ประกอบการเครื่องหนังทั้งหมดของไทยมี 2,000 -3,000 ราย แต่มีการสร้างแบรนด์ไม่ถึง 100 ราย และมีที่สร้างแบรนด์ และออกไปตั้งร้านจำหน่ายในต่างประเทศก็มีเพียง 10 กว่าราย โดยประเทศหลัก ๆ ที่เข้าไปตั้งร้านจะเป็น ประเทศจีนในเซี่ยงไฮ้ คุนหมิง , เมียนม่าร์ , อิตาลี , ฮอลแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ”ทั้งนี้ฝีมือการออกแบบเครื่องหนังของไทยมีคุณภาพสูงมาก ไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถสร้างแบรนด์ระดับโลกได้ เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องของเงินลงทุน เพราะการสร้างแบรนด์ไทยให้โด่งดังระดับโลก จะต้องออกไปตั้งร้านจำหน่ายในย่านการค้าชื่อดังในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีกำลังซื้อสูง จะต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก แต่ละแห่งไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการไทย แม้จะมีฝีมือ แต่ก็เติบโตได้ยาก ดังนั้นภาครัฐควรจัดโครงการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อออกไปลงทุนตั้งร้านค้าในต่างประเทศ หากภาครัฐให้การสนับสนุนเต็มที่ภายใน 5 ปี จะเห็นแบรนด์ของไทย ยกระดับขึ้นสู่แบรนด์ชั้นนำของโลกแน่นอน“ลองไปดูแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น หลุยส์ วิตตอง กุชชี่ ล้วนแล้วแต่ไปเปิดร้านค้าในย่านการค้าชั้นนำทั่วโลก โดยในระยะแรกภาครัฐควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย ออกไปตั้งร้านจำหน่ายในย่านการค้าชั้นนำของโลก ซึ่งหลังจากที่แบรนด์ติดตลาดแล้ว ประเทศอื่น ๆ ก็จะนำสินค้าไปตั้งร้านจำหน่ายในประเทศต่างๆ ต่อไป จะทำให้แบรนด์ไทยเติบโตได้รวดเร็ว”ส่วนปัญหาสำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง คือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง เนื่องจากแรงงานที่จะการศึกษาชั้นสูง ส่วนใหญ่จะเป็นด้านการออกแบบ ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ จะปฏิเสธการทำงานในสายการผลิต ทำให้ขาดแคลนแรงงาน สายผลิตที่มีทักษะสูง เพราะฉะนั้นทางภาครัฐควรสนับสนุนการผลิตแรงงานทักษะฝีมือชั้นสูง เข้ามาป้อนในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง และแฟชั่นต่าง ๆ มากขึ้น เนื่องจากสินค้าไทย ถือเป็นสินค้ากลุ่มที่มีคุณภาพ ลูกค้าชาวต่างประเทศให้การยอมรับอย่างมาก ต่างจากสินค้าประเทศอื่นที่มีราคาต่ำกว่า แต่ก็มีคุณภาพที่ต่ำกว่าของสินค้าไทยเช่นกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชูดาราใช้เครื่องหนังไทยเข้าฉาก
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการคอมมูนิตี้ รีเทล ชื่อ ฮาบิโตะ บนทำเลอ่อนนุช สุขุมวิท 77ในโซน ที 77 ใช้งบประมาณ 320 ล้านบาท คิดค่าเช่าตารางเมตรละ 750-1,500 บาท หรือจะสร้างรายได้จากค่าเช่าได้ปีละ 40 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการแตกไลน์เพิ่มเติมจากที่อยู่อาศัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริในสุขุมวิท 77 เป็นหลัก ที่มีมากกว่า 5,000 ครอบครัว รวมทั้งเพิ่มความน่าสนใจในการซื้อ และลงทุนในโครงการแสนสิริ ที่จะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของที่ดินโซนดังกล่าวในอนาคต แต่เมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัทแล้ว ยังถือว่ามีสัดส่วนน้อย หรือ 0.15% เท่านั้น โครงการดังกล่าว มีพื้นที่ขนาด 10,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ 4 ไร่ของ ที 77 ประกอบด้วยร้านค้า 32 ร้าน ตั้งแต่ 35 ตารางเมตร ถึง 700 ตารางเมตร ซึ่งเริ่มก่อสร้างไปในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในเดือน พ.ย.58 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการดำเนินงานนั้น ยังคงตั้งเป้าหมายยอดขายทั้งปีนี้ 30,000 ล้านบาท แม้ว่าช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาจะทำได้เพียง 7,000 บาทก็ตาม เนื่องจากบริษัทได้เปลี่ยนแผนการเปิดตัวโครงการ ที่จะต้องผ่านการรับรองผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน จึงจะเปิดตัวโครงการ ทำให้ยอดขายปรับลดลง เพราะการขออีไอเอแต่ละครั้งใช้เวลาค่อนข้างนาน ทำให้บางโครงการต้องรอไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะพร้อมเปิด และขายแล้วก็ตาม แต่ไตรมาส 4 นี้ บริษัทจะเร่งเปิดโครงการใหม่ถึง 13 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 1 โครงการและคอนโดมิเนียมอีก 8 โครงการ “ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเปิดตัว 19 โครงการ มูลค่ากว่า 33,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนที่ผ่านมา เปิดได้ 6 โครงการแล้ว รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เป็นคอนโดฯ 1 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 1 โครงการ และบ้านเดี่ยว 4 โครงการ ซึ่งไตรมาสสุดท้ายนี้จะพยายามเปิดให้ได้ตามเป้าหมาย และจะช่วย ผลักดันยอดขายของบริษัทได้ แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าโดยภาพรวมแล้ว ไม่ได้กระทบต่อบริษัทมากนัก เพราะปัจจุบันยังมียอดขายรอโอน (แบล็ค ล็อค ) กว่า 50,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีรายได้จากโครงการโรงแรมที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่เปิดตัวไปแล้ว และมีอัตราการเข้าพัก 40-50%”
รางวัลที่ 2 251639 438907 726980 782437 885899 รางวัลละ 100,000 บาท*****************************รางวัลที่ 3 062320 147464 279415 351053 413384