วันที่ 7 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:25 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยราคาคงที่จากเดิม ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,250 บาท รับซื้อ 18,480.04 บาท ทองแท่งขายบาทละ 18,850 บาท รับซื้อ 18,750 บาท ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,250 บาท รับซื้อ 18,480.04 บาท ทองแท่งขาย 18,850 บาท รับซื้อ 18,750 บาท เวลา 09:25 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 7 ธ.ค. 56 ปรับครั้งที่ 1 คงที่
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายสมชายพูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าจากการหารือกับผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ ยอมรับว่ามีปัญหาประชาชนทิ้งใบจองในโครงการรถคันแรก แต่คงไม่ถึง 130,000 รายตามที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากประชาชนบางรายยังอยู่ระหว่างรับรถยนต์ หรือลูกค้าบางรายจองซื้อรถยนต์ไว้กับหลายค่าย ดังนั้นเมื่อค่ายไหนพร้อมส่งมอบรถยนต์ก่อนก็ทำให้เกิดการทิ้งใบจองในส่วนที่เหลือ นอกจากนี้ยังพบว่า บางรายเห็นว่าการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายของค่ายรถยนต์รายนั้นน่าสนใจกว่าและได้รับส่วนลดมากกว่าก็จะไปใช้บริการ ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในช่วงชะลอตัวอาจทำให้ประชาชนยังไม่พร้อมที่จะมีรถยนต์ เนื่องจากจะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งเบื้องต้นได้ขอให้ผู้ประกอบการรถยนต์รายใหญ่ส่งหนังสือถึงประชาชนที่จองรถยนต์ให้รีบมาดำเนินการรับมอบรถยนต์ภายใน30 วัน โดยหากเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการทันที “ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่ายอดทิ้งใบจองมีทั้งหมดเท่าไรเพราะต้องรอประชาชนมารับมอบรถยนต์ก่อนถึงจะมาคำนวณได้ว่าตัวเลขการทิ้งใบจองที่แท้จริงมีกี่ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนในต้นปีหน้า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเมินเบื้องต้นว่ายอดทิ้งใบจองโครงการจะไม่เกิน 10%ของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.2 ล้านราย สำหรับประชาชนที่ทำผิดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้เรียกเงินคืนจากประประชาชนที่ใช้สิทธิไปแล้วประมาณ 100-200 ราย เนื่องจากบางรายต้องการเปลี่ยนรถยนต์รุ่นใหม่และบางรายผ่อนต่อไปไม่ไหวจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยรวมทั้งได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี 3-4 ราย เนื่องจากทำผิดเงื่อนไขโครงการ และไม่ยอมคืนเงินที่ได้รับมอบไปก่อนหน้านี้100,000 บาทให้กับรัฐ
นายชัยวัฒน์ ปกป้อง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่าธนาคารได้ร่วมกับกลุ่มสหกรณ์การเกษตร 9แห่ง ซึ่งมีสมาชิก 1.5 ล้านราย นำร่องขยายการให้บริการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเพื่ออำนวยความสะดวกสามารถในการทำธุรกรรมทางการเงินและใช้จ่ายผ่านบัตรในการซื้อวัตถุดิบการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ธ.ก.ส.ได้จ่ายบัตรให้เฉพาะเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธนาคารเท่านั้นโดยเริ่มจากกลุ่มชาวนาก่อนขยายไปสู่การปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง เป็นต้นอย่างไรก็ตามปัจจุบันได้แจกจ่ายบัตรไปแล้ว 4 ล้านใบ แต่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรประมาณ 3 ล้านกว่าใบ วงเงิน 10,000 -12,000 ล้านบาทจากก่อนหน้านี้ที่การใช้จ่ายประมาณ 20,000ล้านบาทส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรมีรายได้จากการขายพืชผลและนำเงินมาชำระหนี้คืนธ.ก.ส.ทำให้ตัวเลขการใช้จ่ายลดลง จากวงเงินที่อนุมัติไว้ประมาณ 60,000 ล้านบาท“เกษตรกรใช้บัตรซื้อวัตถุดิบ เช่นปุ๋ย ยาฆ่าแมลงวงเงินเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 15,000 บาท หรือสูงสุดไม่เกินรายละ 50,000 บาทโดยธ.ก.ส.จะพิจารณาให้วงเงินประมาณ 70% ของผลผลิตส่วนเหลือเพื่อขาย”ทั้งนี้หากได้รับการตอบรับจากลุ่มสหกรณ์ฯเป็นอย่างดีธ.ก.ส.จะเข้าไปวางระบบและพัฒนาการใช้บัตรสินเชื่อกับสหกรณ์ทั่วประเทศซึ่งลูกค้าสหกรณ์สามารถโอนเงินเข้าไปใน บัตรสินเชื่อได้เพื่อนำไปใช้แทนเงินสดซื้อสินค้าหรือกดเงินตามตู้เอทีเอ็มของธ.ก.ส.ได้ทันที และสามารถซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวนกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ