นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดาดอกเบี้ยนโยบาย ของธนาคารแห่งประเทศไทย และเพื่อเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ โดยลดดอกเบี้ยเงินฝากลงเฉลี่ย 0–0.25% ต่อปี และลดดอกเบี้ยเงินลง 0.125% ต่อปี สำหรับ เงินฝากเผื่อเรียก ปรับลดลงจากเดิม 0.75% ต่อปี เป็น 0.63% เงินฝากประจำ 3 เดือน ปรับลดตามวงเงินฝากจาก 1.875–2.00% เป็น 1.70–2.00% เงินฝากประจำ 6 เดือน ปรับลดจาก 2.35% เป็นอัตราตามวงเงิน 2.10–2.25% ส่วนเงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับลดตามวงเงินฝากจาก 2.50–3.00% เป็น 2.35–3.00% ต่อปี พร้อมกันนี้ ได้ปรับลดดอกเบี้ย เงินฝากประจำ 24 เอ็ม พลัส จากเดิม 2.75% เป็น 2.50–2.75% เงินฝากประจำ 36 เอ็ม พลัสยังคงเดิมที่ 3.00% และเงินฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี อัตราเดิม 3.00% ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับลดลง 0.125% ต่อปีนั้น เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) จากเดิม 7.00% ต่อปี เป็น6.875% ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) ยังอยู่ที่ 7.25% และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ที่ 7.625% เนื่องจากดอกเบี้ยเอ็มโออาร์ และเอ็มอาร์อาร์ของธนาคารนั้นอยู่ในระดับต่ำสุด เมื่อเทียบกับ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ “การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยธนาคารออมสินยังคงดำเนินการภายใต้ภารกิจสำคัญคือการสนับสนุนภาคการออม ขณะเดียวกันยังเอื้อต่อภาคประชาชนในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนไม่สูง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินลดดอกเบี้ย
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงนโยบาย และทิศทางการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ว่า ภายใน 6 เดือนนี้ จะผลักดันตั้งศูนย์การค้าจำหน่ายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ในย่านใจกลางกรุงเทพฯอย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อนำสินค้าของผู้ประกอบการโอทอป ที่ยกระดับมาเป็นเอสเอ็มอี จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวคนไทย และต่างชาติ สามารถซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น และเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวมาก ขึ้น นอกจากนี้จะตั้งเอสเอ็มอีเซ็นเตอร์ภายใน 1 ปี เพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอี มีศูนย์การจำหน่ายสินค้าหลักของประเทศ และในภูมิภาคอาเซียน โดยอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่รายหนึ่งของ ไทย เพื่อให้ศูนย์เซ็นเตอร์ดังกล่าวจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี และเป็นศูนย์ให้ข้อมูลด้านความรู้ การพัฒนาสินค้า หาตลาดใหม่ รวมทั้งจะเชื่อมโยงกับศูนย์เอสเอ็มอีในต่างจังหวัด ในจุดสำคัญของประเทศที่จะจัดตั้ง เช่น ภาคอีสาน ตั้งอยู่ในจ.ขอนแก่น หรือ จ.อุดรธานี ภาคใต้ ตั้งอยู่ใน จ.สงขลา หรือ จ.สุราษฎ์ธานี และภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ทำให้จำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีของพื้นที่หนึ่งในอีกพื้นที่หนึ่งของประเทศ สะดวก และมีตลาดรองรับแน่นอน และส่งสินค้าขายต่างประเทศ โดยสสว.จะประสานตลาด และลูกค้าที่จะเข้ามาชมสินค้าที่เซ็นเตอร์เอสเอ็มอีในไทย ส่วนการทำงานในปี 57 นี้ สสว.จะ ยกระดับผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป) ก้าวสู่การเป็นเอสเอ็มอี ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการยกระดับผู้ประกอบการโอทอปแบบบูรณาการ (โอทอปพลัส) โครงการพัฒนาผู้ประกอบการโอทอปสู่เอสเอ็มอี โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 11,000 ราย พัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 2,100 ผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะเกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 620 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือโดยการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 29,245 ราย วงเงินสินเชื่อประมาณ 12,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สสว.เตรียมปรับเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอี เป็น 40% ของจีดีพีประเทศ ภายในแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 3 ( ปี 55- 59) ที่กำหนดไว้ที่ 38% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท โดยจะกำหนดแนวทางดำเนินการภายใน 6 เดือนหลังจากนี้ และสสว. อยู่ระหว่างเตรียมศึกษาข้อมูลเอสเอ็มอีในภาพรวมระดับโลกร่วมกับธนาคารโลก เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2560-2564) โดยแผนดังกล่าวตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีไว้ประมาณ 42% พร้อมดึงเอสเอ็มอีนอกระบบของไทยประมาณ 50% ที่เหลือเข้าระบบ ปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมเอสเอ็มอี และศึกษาจุดดีจุดด้อยของเอสเอ็มอีต่างประเทศ
นายนพดล ปิ่นสุภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บมจ. ปตท. เปิดเผยถึงกรณีสถานีก๊าซธรรมชาติหลัก (เอ็นจีวี) ทุ่งครุ ถนนประชาอุทิศ เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า ไม่กระทบต่อการจัดส่งก๊าซเอ็นจีวี เนื่องจาก ปตท. ได้จัดสรรก๊าซจากสถานีจ่ายก๊าซหลักแห่งอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ได้แก่ สถานีหลักกัลปพฤกษ์ และสถานีหลักนิมิตใหม่ 1 เพื่อส่งให้กับสถานีบริการเอ็นจีวี รวม 5 แห่งในพื้นที่กรุงเทพ และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่ปกติรับก๊าซจากสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติทุ่งครุ เพื่อให้สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้ เอ็นจีวีได้ตามปกติ ส่วนความเสียหายนั้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าระงับเหตุและสามารถควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนสาเหตุ และความเสียทั้งหมด ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบในรายละเอียด ซึ่ง ปตท. มีนโยบายด้านความปลอดภัยสูงสุดในระดับสากล ดังนั้น ปตท. จะเพิ่มระดับการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก และสถานีบริการเอ็นจีวีทุกแห่งให้เข้มข้นขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ทั้งนี้ปัจจุบันสถานีก๊าซธรรมชาติหลักทุ่งครุ ทำหน้าที่จ่ายก๊าซปริมาณรวมทั้งสิ้น 45 ตันต่อวัน ให้กับสถานีบริการเอ็นจีวี นอกแนวท่อ (สถานีลูก) รวมทั้งสิ้น 5 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพและจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ ทำให้อุปกรณ์จ่ายก๊าซให้กับรถขนส่ง เสียหายจำนวน 3 ชุด รถขนส่งก๊าซ 6 ล้อ จำนวน 3 คัน และโครงสร้างหลังคาของสถานีเสียหายบางส่วนได้รับความเสียหาย ทางสถานีจึงจำเป็นต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว