น.ส.อุรวี เงารุ่งเรือง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ดัชนีผู้บริโภคทั่วไป (อัตราเงินเฟ้อ) เดือน พ.ย. 56 อยู่ระดับ 105.86เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.92% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อยที่0.09% โดยมีสาเหตุมาจากการปรับขึ้นราคาของอาหารสำเร็จรูปเครื่องดื่ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง รวมถึงน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม เป็นต้น เมื่อรวม 11 เดือนอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่2.24% และตั้งปีเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบที่ประเมินไว้ที่ระหว่าง2.1-2.6% นอกจากนี้พบว่าในส่วนที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ลดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายลงมา 0.25% จาก 2.5% เหลือ 2.25% ส่งผลให้ประชาชนได้มีการนำเงินออมออกมาจับจ่ายใช้สอยส่วนหนึ่ง จนทำให้เงินเฟ้อขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะเห็นผลที่ชัดเจนในเดือนธ.ค.นี้ ถึงไตรมาสแรกปีหน้า “ในภาพรวมมีราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น194 รายการ ปรับลดลง 87 รายการ และไม่มีการเปลี่ยนแปลง 169 รายการ โดยสินค้าที่ลดจากเดือนก่อน เช่น เนื้อสัตว์ ไก่ไข่ ผัก ผลไม้ ผลซักฟอก น้ำยาล้างจานเนื่องจากมีโปรโมชั่นการส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ” ทั้งนี้รายละเอียดของเงินเฟ้อที่ขยายตัว 1.92% มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ซึ่งมีสัดส่วนต่อการคำนวณเงินเฟ้อ 34.43% เพิ่มขึ้น 3.85% สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ 8.51% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 6.98% ผักและผลไม้ 5.45% อาหารปรุงสำเร็จ 2.18% เครื่องประกอบอาหาร 2.16% เป็นต้น ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม มีสัดส่วนต่อการคำนวณเงินเฟ้อ65.57% เพิ่มขึ้น 0.86% สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง2.47% สุรา เบียร์ บุหรี่ 3.85% ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าหอพัก 0.83% เป็นต้น น.ส.อุรวรี กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวในระดับต่ำปีนี้สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันต่อเงินเฟ้อมีน้อยลงโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดต่ำลงหรือไม่เกินสมมุติฐานที่คำนวณอัตราเงินเฟ้อไว้ประกอบกับสินค้าคงเหลือในประเทศมีจำนวนมาก มาจากกำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นดีส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยน้อยลง จึงลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในประเทศ ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค.คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับเดือนพ.ย. หรือขยายตัวใกล้เคียง 2% ขณะที่เงินเฟ้อปี 57ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2-2.8% ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 95-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 29-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัว 3-5% โดยแนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาสแรกปี 57 คาดว่าจะสูงขึ้นประมาณ 2-2.1% “ปัจจัยที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไทยในปี 57 มาจากการกระตุ้นของการใช้งบประมาณรัฐบาลและการลงทุนในโครงการตามนโยบายในด้านลงทุนโครงการพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท บริหารจัดการทำ 350,000 ล้านบาท การลงทุนภาคเอกชนและการขยายตัวของการส่งออก” สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(เงินเฟ้อพื้นฐาน) ที่คำนวณสินค้า 312 รายการ หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออก 138 รายการ เท่ากับ 103.54 สูงขึ้น 0.85% เทียบกับพ.ย. 2555 และสูงขึ้น 0.18% เทียบกับต.ค. 2556 ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐาน 11เดือนสูงขึ้น 1.02% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พ.ย.เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดพิมพ์รายงานแสดงผลการดำเนินงานของครม. ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมซึ่งเป็นผลงานรัฐบาลในปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 23 ส.ค.55-23 ส.ค.56 โดยเฉพาะด้านการดูแลสินค้าเกษตรซึ่งตามรายงานได้ระบุถึงโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 55 และนาปี ปีการผลิต 55/56 รวมทั้งหมด 3 รอบนั้น รัฐบาลได้ใช้เงินจ่ายไปกว่า 545,869 ล้านบาทโดยมีปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำ 36.25 ล้านตัน ทั้งนี้การดำเนินการทั้ง 3 รอบแบ่งเป็น นาปรังปี 55 ผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ต.ค. 55 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1.02 ล้านราย ปริมาณการรับจำนำ 14.86 ล้านตัน รวมเป็นเงินที่จ่ายให้เกษตรกร 218,196 ล้านบาท ขณะที่นาปี ปี 55/56 รอบที่ 1 ระหว่างเดือนต.ค.55 – 15ก.ย.56 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2.23 ล้านราย รับจำนำ 14.54 ล้านตันเป็นเงิน ถึงวันที่ 28 ส.ค.56 รวม 234,185 ล้านบาท ส่วนรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 14มี.ค. – 15 ก.ย.56 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 787,237 ราย รับจำนำ 6.85 ล้านตันเป็นเงิน 93,488 ล้านบาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลระบุว่า ตามผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ปีการผลิต 54/55 และปีการผลิต55/56 สามารถยกระดับรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้นเฉลี่ย 4,000 บาทต่อตัน ส่วนเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ยังได้รับประโยชน์จากราคาตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 2,500 บาทต่อตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 204,018 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนำเงินที่ได้รับมาใช้ในระบบเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 55/56 เมื่อสิ้นสุดโครงการวันที่ 31มี.ค.56 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 372,457 รายปริมาณรับจำนำรวม 9.99 ล้านตันโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว 26,877 ล้านบาท ซึ่งผลจากการดำเนินดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาตลาด 0.48 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 4,795.20 ล้านบาท ขณะเดียวกันรายงานยังระบุด้วย ว่ารัฐบาลได้ติดตามตรวจสอบการรับจำนำสินค้าเกษตรให้ถูกต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำ โดยสุ่มตรวจสอบโรงสีตลาดกลาง โกดังกลาง และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ 47 จังหวัด ซึ่งผลการตรวจสอบตั้งแต่เดือนก.ย.55-มิ.ย.56 ได้ตรวจสอบไป 2,486 ราย พบการกระทำผิดและดำเนินคดีรวม 91 คดีโดยเป็นความผิดเกี่ยวกับการขนย้ายข้าวสารและมันสำปะหลังโดยไม่ได้รับอนุญาตการสวมสิทธิเกษตรกร ข้าวขาดบัญชี และปริมาณมันสำปะหลังเหลือน้อยกว่าบัญชีที่แสดง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ว่า เมื่อเวลา 09.30 น.ได้เกิดอุบัติเหตุรถไฟโดยสาร ขบวนด่วนนครพิงค์ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่เกิดอุบัติเหตุตกราง บริเวณสถานีรถไฟจังหวัดลำพูน โดยเป็นขบวนรถด่วนเที่ยวปฐมฤกษ์ หลังเปิดเพิ่งใช้เส้นทางสายเหนือเมื่อวันที่1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในขบวนนี้มีนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินทางมาด้วย โดยตู้โบกี้ ที่ตกรางนั้นเป็นตู้สุดท้าย ที่ผู้ว่าการรถไฟฯนั่งอยู่ในห้องประชุมบนขบวนรถไฟ อย่างไรก็ตามนายประภัสร์ ไม่ได้รับบาดเจ็บ และคณะผู้บริหารการรถไฟปลอดภัยทั้งหมด ด้านนายประภัสร์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ตนเองปลอดภัยดี สำหรับสาเหตุรถไฟตกรางครั้งนี้ เกิดจากปัญหาเรื่องคนไม่ใช่ปัญหาจากทางรถไฟที่เพิ่งซ่อมเสร็จ ซึ่งนายสถานีรถไฟลำพูนสับรางไม่ดี จนทำให้โบกี้สุดท้ายที่กำลังวิ่งผ่านบริเวณจุดสับรางเกิดตกรางโดยขณะนี้ได้สั่งย้ายนายสถานีรายนี้ออกจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วฐานปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทและไม่เป็นไปตามระเบียบที่วางไว้ อย่างไรก็ตามโชคดีไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเนื่องจากอยู่ในช่วงลดความเร็วรอเทียบเข้าสถานี “ปัญหาไม่ได้เกิดจากสภาพทาง เพราะรางรถไฟที่ปรับปรุงเส้นทางใหม่ แต่มีสาเหตุมาจาก นายสถานีรถไฟลำพูน รีบสับรางรถไฟ จึงกำชับให้นายสถานีทั่วประเทศเพิ่มความระมัดระวังในการทำหน้าที่และขณะนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่รถไฟไปเร่งกู้โบกี้สุดท้ายที่เกิดตกรางเสร็จแล้วและเปิดให้บริการสายเหนือได้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าอุบัติเหตุครั้งนี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นบ้าง” นายประภัสร์กล่าวว่า รฟท.มีแผนปรับปรุงเส้นทางใหม่เพื่อเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยให้กับการเดินทางโดยรถไฟมากยิ่งขึ้น โดยเส้นทางสายอีสานขณะนี้กำลังทยอยปรับปรุงทางอยู่ ส่วนสายใต้กำลังมีแผนลงไปศึกษาเส้นทางเพื่อปรับปรุงก่อนตัดสินใจว่าจะมีการปิดการเดินรถเพื่อซ่อมใหญ่เพียงครั้งเดียว หรือเปิดให้เดินรถได้ตามปกติแต่ทยอยซ่อมในบางเวลา แต่วิธีนี้จะทำให้เสร็จช้าและมีความเสี่ยงเกิดอันตรายระหว่างซ่อมได้