นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงฯเตรียมทำโครงการ พัฒนา 12 จังหวัดแหล่งท่องเที่ยวรองของไทย ภายใต้ชื่อ 12 เมืองดาวรุ่ง ให้มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความปลอดภัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเดินทางเข้ามาในอนาคต เนื่องจากในเมืองรองหลายๆแห่ง ยังขาดการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว ที่หากยังไม่พัฒนา อาจทำให้แหล่งท่องเที่ยวของไทย เกิดภาพลักษณ์เชิงลบ เช่น กรณีปัญหาการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า ปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ 12 เมืองดาวรุ่งที่เตรียมจะพัฒนา นั้น เป็นจังหวัดที่สอดรับการการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้โครงการโครงการ เมืองต้องห้าม…พลาดทั้ง 10 จังหวัด พร้อมรวมกับอีกสองจังหวัด ที่เตรียมพัฒนาด้วย คือ นครศรีธรรมราช และ น่าน โดยในเดือน ต.ค.จะมีการเรียกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ใน 12 จังหวัดดังกล่าว อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล สภาหอการค้าประจำจังหวัด สภาอุตสาหกรรม มาร่วมหารือ และ สอบถามเรื่องความพร้อมและปัญหาในแต่ละจังหวัดเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน “จากการที่ ททท.ได้โปรโมทให้ปี 58 เป็น เป็นปีการท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่ง ก็จะมีการโปรโมทเมืองรองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ด้วย จึงเห็นว่า เป็นการดีที่เราก็จะต้องเร่งพัฒนาระบบต่างๆ ในจังหวัดรองนั้นๆ ให้มีความพร้อมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของประเทศไทย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พัฒนา 12 เมืองท่องเที่ยวดาวรุ่ง
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยว่า วันที่ 1 ต.ค.นี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี จะเสนอแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาและเห็นชอบ โดยเป็นมาตรการจากหลายส่วน ทั้งการเร่งการลงทุน การบริโภค และการช่วยเหลือภาคเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ โดยไม่ใช่เป็นการใช้งบประมาณในลักษณะโครงการประชานิยม เบื้องต้นจะใช้งบประมาณที่เหลือจากโครงการไทยเข้มแข็ง 15,000 ล้านบาท และจัดสรรจากงบค้างท่อ งบเหลื่อมปี และงบท้องถิ่นของปี 57 ที่เหลือประมาณ 50,000 ล้านบาท มาดำเนินการ “งบประมาณส่วนที่เหลือจากไทยเข้มแข็ง นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง จะต้องไปพิจารณาเก็บกวาด เอาจากงบค้างท่อ งบเหลื่อมปี งบท้องถิ่นในปี 57-58 วงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาทมาได้อย่างไร” นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.57 จะหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยแนวทางดังกล่าวจะนำไปรวมกับแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเสนอมาวงเงินช่วยเหลือเกษตรกร 100,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังก็จะพยายามหาแหล่งเงินมาสนับสนุนโครงการดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปแนวทางช่วยจะเป็นไปในลักษณะใด ก่อนหน้านี้ นายรังสรรค์ได้ประเมินเม็ดเงินที่จะใช้แพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะประมาณ 250,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบค้างท่อกว่า 200,000 ล้านบาท โครงการไทยเข้มแข็งที่เบิกจ่ายไม่ทัน 15,000 ล้านบาท และวงเงินงบประมาณก่อนปี 57 อีกกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ นำมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโครงการที่มีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ก็เดินหน้าได้ทันที
นายกฤษฎาจีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้กระทรวงการคลังจะยังไม่เสนอให้ครม. พิจารณาเรื่อง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากยังมีเรื่องที่ต้องหารือในรายละเอียดกับนายสมหมาย ภาษี รมว.คลังอีกเล็กน้อย เพราะยังมีความเห็นที่ยังไม่ตรงกันอยู่บ้าง เช่น เรื่องข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีและอัตราภาษีที่จะจัดเก็บว่าควรเป็นอย่างไร ทั้งนี้หลักการจัดเก็บภาษี เบื้องต้นที่ได้ข้อสรุปแล้วคือหลังจากประกาศใช้กฎหมายจะให้เวลาแก่ประชาชนประมาณ 2 ปีในการปรับตัวรวมถึงจะต้องมีการกำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วยว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใดบ้างที่จะต้องเก็บภาษีและไม่เก็บภาษี และภาครัฐจะดำเนินการเก็บภาษีได้ก็ต่อเมื่อมีการทำราคาประเมินที่ดินเป็นรายแปลงครบทั้ง30 ล้านแปลงแล้ว จากปัจจุบันดำเนินการจัดทำราคาประเมินที่ดินไปแล้ว 7 ล้านแปลง “จริงๆ เรื่องการจัดทำราคาประเมินแบบรายแปลงนั้น รมว.คลัง อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบคือกรมธนารักษ์ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ 30 ล้านแปลงภายใน 1 ปีเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการบังคับใช้กฎหมายซึ่งเชื่อว่าจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่กรมธนารักษ์ดึงเข้ามาใช้สำหรับเรื่องนี้จะช่วยให้การดำเนินการทั้งหมดเดินหน้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”