นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองว่า ยอมรับว่าเริ่มได้รับผลกระทบกับจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาการบินไทยแล้ว โดยมีผู้โดยสารเดินมาใช้บริการลดลง แต่อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์หาต้นเหตุที่แท้จริงอีกครั้งว่ามาจากอะไร ก่อนพิจารณาปรับแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดด้วย นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ การบินไทย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ผู้โดยสารของการบินไทยที่ปรับลดลงว่ามาจากสาเหตุใด โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีผู้โดยสารปรับลดลงถึง 30% เนื่องจากตอนนี้มีผลกระทบเชิงลบหลายปัจจัย ทั้งจากรัฐบาลจีนออกมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในอินเดีย และออสเตรเลีย ดังนั้นการบินไทยจะวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อนำวางแผนรับมือต่อไป โดยคาดว่าจะใช้เวลาวิเคราะห์สาเหตุภายใน 2-3 วัน อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ การบินไทยจะวางแผนขยายตลาดการบินที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีผู้โดยสารเติบโตขึ้นมากถึง 18.9% ซึ่งมาจากทั้งชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวไทย รวมถึงคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นเพิ่ม หลังรัฐบาลญี่ปุ่นยกเลิกการใช้วีซ่าแก่นักท่องเที่ยวไทย โดยเดือนธ.ค.56 การบินไทยเปิดเส้นทางบินใหม่กรุงเทพฯ-เซนได ซึ่งเป็นเส้นทางบินที่ 7 ของการบินไทยในตลาดญี่ปุ่น โดยใช้เครื่องบินแอร์เอ330-300 จำนวน 299 ที่นั่งบิน บินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ทั้งนี้เซนไดถือเป็นเมืองที่มีศักยภาพมาก เพราะเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา ดังนั้นจึงคาดมีผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมาก และช่วยสร้างรายได้แก่การบินไทยสูงเพิ่ม โดยในสิ้นปีและปีหน้าญี่ปุ่นจะเป็นตลาดแห่งความหวังสำคัญในการสร้างรายได้แก่การบินไทย และในปีหน้ามีแผนขยายเส้นทางไปตลาดใหม่ รวมถึงเพิ่มขนาดเครื่องบินไปญี่ปุ่นด้วย ซึ่งขณะนี้มีเส้นทางใหม่ที่สนใจ ได้แก่ กรุงเทพฯ-ฮิโรชิมา และกรุงเทพฯ-โอกินาวา โดยการเปิด2 เส้นทางใหม่จะได้ข้อสรุปชัดเจนไม่เกินไตรมาสแรกปีหน้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การบินไทยผู้โดยสารลด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 27 – 28 และ 30 พ.ย. นี้ บีโอไอ จะจัดสัมมนาโอกาส และลู่ทางการลงทุนในประเทศเวียดนามและประเทศอาเซียนอื่น ๆ รวม 3 ครั้ง ในกรุงเทพ ฯ , ชลบุรี และอุดรธานี เพื่อให้นักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามได้รับข้อมูลเชิงลึก และรับทราบประสบการณ์ตรงจากนักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการลงทุน อย่างไรก็ตาม จากสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามพบว่าไทยยังเข้าไปลงทุนน้อยกว่าประเทศนอกอาเซียน โดยตั้งแต่เดือนม.ค. 31 – ธ.ค. 55 ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 1,849 โครงการ มูลค่าทุนจดทะเบียน 28,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 861,000 ล้านบาท อันดับ 2 คือ ไต้หวันเข้าไปลงทุนทั้งสิ้น 2,234 โครงการ มูลค่าทุนจดทะเบียน 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 810,000 ล้านบาท ส่วนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 10 มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 298 โครงการ มูลค่าทุนจดทะเบียน 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 183,000 ล้านบาท สำหรับการจัดสัมมนาโอกาสและการลงทุนในประเทศเวียดนามตอนกลางจะจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 27 พ.ย. นี้ ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด กรุงเทพฯ ส่วนครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 28 พ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทารา แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุดรธานี โดย ทั้ง 2 ครั้งจะมีนายโหงว ดุ๊ก ถัง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย มากล่าวเปิดการสัมมนา มีการนำเสนอ ศักยภาพการทำธุรกิจในภาคกลางของเวียดนามโดยทูตพาณิชย์เวียดนามประจำประเทศไทย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงของนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนาม ส่วน ครั้งที่ 3 ในวันที่ 30 พ.ย. ณ ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยจะมีผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพที่ประจำอยู่ในแต่ละประเทศในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม ลาว และเมียนมาร์ มาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนรายประเทศ ประเด็น
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในการสัมมนา “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน”ว่า รัฐบาลควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ทำการค้าขายผ่านช่องทางบริเวณชายแดนมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่เอสเอ็มอีสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และภาครัฐควรเร่งแก้อุปสรรคการค้าชายแดน เช่น พิธีการศุลกากร โครงข่ายถนนโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมูลค่าการค้าชายระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้านมากถึง 1.1 ล้านล้านบาท แยกเป็นการค้าชายแดนมากถึง 918,000 ล้านบาท และคาดว่า ภายใน 2- 3 ปีข้างหน้า มูลค่าการค้าชายแดน จะเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท จากยอดส่งออกรวมของประเทศ 7.2 ล้านล้านบาท “อุปสรรคการค้าผ่านแดน ยังมีประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล เช่น ด้านพิธีการศุลกากร โครงข่ายถนนโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปของการจำกัดโควต้ารถขนส่งสินค้าเข้าประเทศของกัมพูชา ขณะที่มาเลเซียกำหนดให้เปลี่ยนรถบรรทุก ส่วนไทยเปิดให้รถขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้จนถึงสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงปัญหาเรื่องแหล่งกำหนดของสินค้าซึ่งรัฐบาลจะต้องศึกษาและเจรจากับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากลดอุปสรรคเหล่านี้จะทำให้ไทยสามารถค้าขายผ่านชายแดนได้ตามเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทแน่นอน เพราะเร็วๆนี้บริเวณชายแดนไทยที่มีทั้งหมด 34 แห่ง จะเปิดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเปิดอยู่ที่ 18 แห่ง” นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า ไทยได้เจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไว้กับหลายประเทศรวม 11 ฉบับ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา มีอุปสรรค แต่การค้าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการค้าระหว่างกันยังเติบโตขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการไทย จะต้องมีข้อมูลประเทศที่จะเข้าไปทำการค้าการลงทุน “ภาพรวมผู้ประกอบการไทยมีความได้เปรียบในหลายด้านที่เหนือกว่า เพราะองค์ความรู้ในการผลิตสินค้า และไทยเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมมาถึง 50 ปีแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ 2 ล้านราย ทำธุรกิจค้าปลีก”