นายพรรธระพี ชินะโชติ นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ ทีอีเอ เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลการบริหารโครงการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ ตั้งวาระเร่งด่วนเรื่องการพัฒนาให้ศูนย์ฯเชียงใหม่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานระดับนานาชาติ เพื่อให้เกิดรายได้เข้าศูนย์ฯประชุมอย่างคุ้มค่า เนื่องจากขณะนี้ ภาคเอกชนในธุรกิจการจัดแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) ยังไม่สามารถนำเสนอขายพื้นที่ได้อย่างจริงจัง เพราะไม่มีระบบการตลาดและระบบการบริการที่มีมาตรฐาน“ยอมรับว่าภาคเอกชนจึงเป็นห่วงว่าจะกลายเป็นการเสียโอกาสสำหรับประเทศไทยที่มีศูนย์ประชุมพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ก็กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งตามปกติการบริหารศูนย์ประชุมใหม่ๆ เจ้าของโครงการหรือทีมงานบริหารจะต้องทำการตลาดล่วงหน้าถึง 2-3 ปี เพื่อสร้างการรับรู้และให้ผู้จัดงานที่สนใจจองพื้นที่ล่วงหน้า สำหรับการใช้งานและนำรายได้เข้ามาทันทีเมื่อเปิดให้บริการ แต่ปัจจุบันศูนย์ฯ เชียงใหม่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับมืออาชีพในการจัดงานระดับนานาชาติเท่าที่ควร”ทั้งนี้ในเบื้องต้นควรแต่งตั้งให้หน่วยงานรัฐที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจไมซ์อยู่แล้ว คือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการจัดวางมาตรฐานการบริการ การอบรมและฝึกทักษะบุคลากร และการทำแผนส่งเสริมตลาดให้ตรงกับความต้องการของผู้จัดงานได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีอีเอแนะรัฐเพิ่มศักยภาพศูนย์ประชุมฯเชียงใหม่
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเสนอให้ลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม และหาพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่มาเพาะปลูกแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาข้าวเปลือกที่ตกต่ำในอนาคต เพราะผลผลิตข้าวมีปริมาณมากกว่าความต้องการ ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นแผนระยะยาว คาดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือน ต.ค. นี้ และจะพร้อมดำเนินการได้ทันที"เบื้องต้นที่คิดกันไว้คือการจะเริ่มเปลี่ยนพื้นที่ข้าว มาปลูกอ้อยแทน เพราะปัจจุบันความต้องการอ้อยในตลาดมีสูง แต่ผลผลิตอ้อยมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีความต้องการอ้อยมาก เนื่องจากพื้นที่ภายในประเทศจีนไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกอ้อย"อย่างไรก็ตามในระยะเริ่มต้น พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมือทำให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรก่อน โดยขณะนี้มีแปลงทดลองอยู่กว่า 882 แห่งทั่วประเทศ ที่จะสามารถใช้เพาะปลูกสร้างเป็นตัวอย่างได้ ซึ่งจะเป็นงานรับผิดชอบของกระทรวงกระเษตรและสหกรณ์ ในการปลูกพืชตัวอย่าง เพื่อเสริมความรู้และจูงใจให้เกษตรกรและชาวสวนหันมาปลูกพืชตามแนวทางการจัดโซนนิ่งทั้งนี้เชื่อว่าหากทำสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ เปลี่ยนการเพาะปลูก จะช่วยลดต้นทุนการผลิต และทำให้เกษตรกรมีรายได้จากผลผลิตเพิ่มมากขึ้น คาดว่าภายใน 2 ปี จะเห็นภาพชัดเจน และจะสามารถช่วยลดการพึ่งพาการส่งออกข้าวได้ จากปัจจุบันที่ต้องส่งออกข้าวถึง 50% อาจลดลงเหลือเพียง 30% เท่านั้น
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ 8 ข้อในการผลักดันการส่งออกสินค้าไทยตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เพื่อนำมาเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกให้กับสินค้าและบริการของไทย และผลักดันให้การส่งออกมีอัตราการขยายตัวในอัตราที่ดี โดยกรมฯจะให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิตอลและรูปแบบการค้าสมัยใหม่อื่นๆมาสนับสนุนการส่งออก เช่น การค้าขายผ่านทีวีช้อปปิ้ง และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ของต่างประเทศ เนื่องจากวิธีนี้สามารถเจาะตลาดผู้บริโภคได้โดยตรง“การสร้างภาพลักษณ์ประเทศก็ยังถือเป็นว่ายุทธศาสตร์ที่สำคัญในการส่งออกเช่นกันเพราะสามารถผลักดันให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการไทยมีความเชื่อมั่นประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือ ประกอบกอบการรุกตลาดส่งออกในหลายช่องทางก็จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการส่งออกได้เป็นอย่างดี”ส่วนยุทธศาสตร์อื่น เช่น การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยจะผลักดันให้ผู้ส่งออกเข้าไปทำตลาดในประเทศที่ทำเอฟทีเอ และอาเซียนให้มากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะมีข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนที่เจาะลึก และยังมีศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียนถึง 9 แห่ง ที่จะคอยให้บริการ รวมทั้งจะเพิ่มกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการสั่งซื้อสินค้าไทย ทั้งการจัดไทยแลนด์ วีค การจัดคณะผู้แทนการค้าไปทำตลาดแบบเจาะจง และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป โดยจะจัดเทศกาลส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์อาหารไทย ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารที่สำคัญทั่วโลก การส่งเสริมสินค้าฮาลาล การจัดงานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติในไทย รวมทั้งการร่วมมือกับร้านอาหารไทยในต่างประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นการบริโภคและโปรโมตภาพลักษณ์อาหารไทย และจะเร่งมอบตราสัญลักษณ์ไทยซีเล็กซ์ให้กับร้านอาหารไทยและอาหารไทยที่ได้มาตรฐานให้ได้เพิ่มมากขึ้น