นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธาน บลจ. เอ็มเอฟซี และกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 56 เรื่องโมเดลใหม่ในการพัฒนา สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพโดยการเพิ่มผลิตภาพ จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า ไม่เห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ที่นึกอะไรไม่ออกก็จัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัด แต่กลับนำของหมดอายุมาขาย ทำให้ประชาชนไม่ได้รับสินค้าที่มีราคาถูกและมีคุณภาพ ขณะที่กรณีรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าอุปโภค บริโภค อย่างไม่สมเหตุสมผล รวมถึงสินค้าเกษตร โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวนั้น ทำให้เกิดการบิดเบือนการผลิตรุนแรงเกินไปและทำให้สินค้าที่มีคุณภาพลดลง ทั้งนี้รัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนเกิดการแข่งขัน โดยไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องการควบคุมราคา สนับสนุนเอกชน ทั้งการลงทุนและการวิจัย เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ รวมถึง เอกชนต้องพัฒนาด้วยการยกระดับการผลิต โดยนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาผลิตเพื่อสร้างความแตกต่าง นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ กล่าวเรื่องโฉมหน้าและแนวทางสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ ว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ต้องกำหนดแนวทางใหม่ โดยต้องเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ซึ่งมีต้นเหตุจากการบริหารนโยบายทางการคลังของรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ เก็บภาษีคนจนมากกว่าคนรวย และนำเงินงบประมาณไปจ่ายให้คนรวยได้รับประโยชน์ เห็นได้จากโครงการรับจำนำข้าว ชาวนาที่ยากจนจริงจะได้รับเงินถึงมือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “หากคิดผลขาดทุน 150,000 ล้านบาทต่อปี เงินจะตกไปอยู่ในมือชาวนาที่ยากจนเพียง 35,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นชาวนาที่ร่ำรวย โรงสี ผู้ส่งออก นักการเมือง ข้าราชการ และชาวนาต่างประเทศ จึงอยากให้กลับมาคิดใหม่ ไม่ใช้มายาคติแบบเดิมๆที่คิดว่า คนจนคือชาวนา แล้วต้องช่วยเหลือโดยจัดงบประมาณจำนวนมากไปช่วย ทั้งที่จริงคนจนมีทุกสาขาอาชีพ อย่าเหมาหมด โดยเงินในส่วนดังกล่าวหากนำมาจัดเป็นสวัสดิการส่งคมเพื่อคนจนจริงๆ เช่น ฝึกฝีมือแรงงาน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ช่วยเหลือนักเรียนยากจน สนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และขยายประกันสังคมให้ครอบคลุม ซึ่งใช้เงินเพียง 85,000 ล้านบาทเท่านั้น และสามารถช่วยคนจนได้ทั่วประเทศทุกมิติ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อดีตรมว.พาณิชย์จวกรัฐคิดได้แค่”ธงฟ้า”
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 56 จะเติบโตได้เพียง 3% เท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าเติบโตได้ที่ระดับ 3.8-4.3% หลังจากเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยที่เชื่อว่าตลอดทั้งปีมูลค่าการส่งออกจะไม่มีการขยายตัว นอกจากนี้การลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำของรัฐ ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ รวมถึงการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวหลังจากรัฐหมดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ที่สำคัญการผลิตรถยนต์ทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายของเอกชนที่กำหนดไว้ 2.5 ล้านคัน คงมีเพียงด้านการท่องเที่ยวเพียงสาขาเดียวที่ยังเติบโตต่อเนื่องโดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะเติบโตได้ที่ 17% โดยมีนักท่องเที่ยว 26.2 ล้านคน “ต้องยอมรับว่าการที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเติบโตได้ 3% นั้นถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจหรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพราะถูกแรงกระทบจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นการปรับเข้าสู่ภาวะปกติจากที่ในปี 55 เศรษฐกิจเติบโตจากแรงกระตุ้นของภาครัฐจากมาตรการฟื้นฟูหลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 54 จึงทำให้เติบโตสูงมากที่ 6.4% ดังนั้นในปี 56 นี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่จึงต้องประคับประคองให้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งตามปกติแล้วเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ระดับ 4-5% แต่หากมีการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็จะทำให้เติบโตได้ที่ระดับ 5-6%” อย่างไรก็ตามในปี 57 เชื่อว่าสถานการณ์ดีขึ้นจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวได้ที่ 3.5% รวมทั้งการลงทุนของภาครัฐในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามเป้าหมาย ที่คาดว่าลงทุนได้รวม 2.26 แสนล้านบาท และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่ำโดยอยู่ที่ 2.1-3.1% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ที่ 4-5% ขณะที่มูลค่าการส่งออกจากที่ไม่ขยายตัวพลิกกลับมาขยายตัวได้ 7% เช่นเดียวกับการบริโภคของครัวเรือนที่น่าจะขยายตัวได้สูงถึง 2.7% รวมถึงการลงทุนโดยรวมที่ขยายตัวได้ 7.1% ส่วนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปี 56 ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องที่ 2.7% แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าในระดับ 2.9% เนื่องจากได้รับผลกระทบในหลายด้านโดยดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจลดลงทั้งการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคก่อสร้าง รวมถึงการส่งออกที่ลดลง 1.8% หรือแม้กระทั่งภาคเกษตรก็ลดลงแม้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีก็ตาม โดยมีเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องโดยมีนักท่องเที่ยว 6.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 26.1% มีรายรับประมาณ 3.2 แสนล้านบาท เมื่อรวมทั้ง 3 ไตรมาสแล้วพบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 3.7% ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ 0.2% ส่วนการใช้จ่ายครัวเรือนขยายตัว 1.9% การลงทุนขยายตัว 1.1 %
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (18 พ.ย.) ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทันทีที่เปิดตลาด ตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ตอบรับข่าวดีกรณีนางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ระบุว่ายังมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ต่อ จากนั้นหุ้นไทยก็อ่อนตัวลงในกรอบแคบๆแต่ยังยืนบวกได้ เพราะได้รับแรงกดดันจากการเมืองในประเทศ ส่งผลให้หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,424.43 จุด เพิ่มขึ้น 3.77 จุด หรือ 0.27% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 11,827.44 ล้านบาท