นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับนางเญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแลกรมสรรพากรถึงผลกระทบของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกรรม หลังจากผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรและกำลังจะเข้าวุฒิสภาว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อข้อพิพาททางภาษีระหว่างกรมสรรพากร กับเอกชน หรือบุคคลในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดให้พ้นผิดไปด้วยหรือไม่ รวมทั้งจะต้องดูด้วยว่าจำเป็นต้องคืนภาษีให้เอกชน และนักการเมือง กรณีที่กรมสรรพากรได้เรียกเก็บภาษีมาก่อนหน้านี้หรอไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดอะไรจนกว่าจะได้หารือกับ รมช.คลังให้ชัดเจน ” พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอาจมีผลกับคดีความข้อพิพาททางภาษีของกรมสรรพากรกับเอกชน กรณีผู้เสียภาษีได้รับผลกระทบจากทางการเมือง แต่ไม่น่าวิตก และไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยรวมกับระบบการเสียภาษีของกรมสรรพากร” ส่วนกรณีที่สังคมออนไลน์รณรงค์ไม่เสียภาษี เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลนำเงินไปใช้อย่างสุรุยสุร่าย เช่น ในโครงการรับจำนำข้าว นั้น เห็นว่าผู้เสียภาษีมองเพียงด้านเดียว การเพิ่มรายได้ชาวนาก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่มีแต่ผลเสียอย่างเดียวแต่มีผลดีด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพากรนัดรมช.คลัง ถก คืน-ไม่คืนเงินภาษี
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















5 พ.ย.56 นายสุรพันธ์ ภาษิตรนิรันดร์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการขยายธุรกิจในประเทศจีนว่า ล็อกซเล่ย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ล็อกซเล่ย์จึงได้จัดตั้ง บริษัท ล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เทรด (กว่างโจว) จำกัด ขึ้นเพื่อทำตลาดอย่างจริงจังในประเทศจีน ที่เมืองกว่างโจวเมื่อปี 2555 โดยเริ่มส่งออกสินค้าไปจำหน่าย 2 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว และขนมขบเคี้ยว ผ่านช่องทางจำหน่าย 2 ส่วนคือ ช่องทางจำหน่ายผ่านร้านอีซี่ จอย ร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมันไซโนเปค เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันอันดับหนึ่งของจีน และช่องทางจำหน่ายที่เป็นเครือข่ายการค้ายี่ปั๊วรายใหญ่ทั่วไป โดยเริ่มจากเมืองกว่างโจว และกรุงปักกิ่ง และมีแผนกระจายสินค้าสู่มณฑลอื่นๆ ทางฝั่งตะวันออกของประเทศจีนต่อไปในอนาคต ล่าสุด ล็อกซเล่ย์ ได้เซ็นสัญญาร่วมกับ ไซโนเปค ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมิคอลของจีน เพื่อแต่งตั้งให้ล็อกซเล่ย์เป็นผู้ซัพพลายข้าวหอมมะลิไทย 100% บรรจุถุง ตรา “จินลี่เหลียน” หรือ “Golden Lotus” ให้แก่ไซโนเปค สำหรับวางจำหน่ายที่ร้าน “อีซี่ จอย” ในเครือข่ายสถานีน้ำมันของไซโนเปคทั่วประเทศจีน พร้อมบันทึกในรายการสินค้าหลักให้ข้าว “จินลี่เหลียน” เป็นหนึ่งในสินค้าหลักของร้านอีซี่จอยอีกด้วย ซึ่งพิธีเซ็นสัญญาดังกล่าวมีขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของไซโนเปค ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายสุรพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของสินค้าขนมขบเคี้ยว บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ไปทำตลาดแล้ว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูป ตรา “บ้านมะขาม” และถั่วลันเตาอบกรอบและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเนย ตรา “กรีนนัท” โดยทำตลาดผ่าน 2 ช่องทางข้างต้น คือ จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออีซี่ จอย และตัวแทนจำหน่ายยี่ปั๊วรายใหญ่ต่างๆ ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์บ้านมะขาม เมื่อเร็วๆ นี้ ล็อกซเล่ย์ ได้ร่วมกับ บริษัท สวนผึ้งหวาน จำกัด นำผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูปภายใต้แบรนด์ “บ้านมะขาม” ของนายนิวัฒน์ โฆวงศ์ประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บจ.สวนผึ้งหวาน ไปจัดงานสัปดาห์มะขามไทย ณ สำนักงานไซโนเปค กวางตุ้ง นครกว่างโจว โดยได้รับการสนับสนุนจากนายเซี่ย ยู๋ เฟย ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไซโนเปคกวางตุ้ง จำกัด เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูป 4 ชนิดได้แก่ 1.มะขามเคี้ยวหนึบรสดั้งเดิม 2.มะขามเคี้ยวหนึบรสจี๊ดจ๊าด 3. มะม่วง-มะขามเคี้ยวหนึบ และ 4.มะขามห้ารส เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาดมะขามไทยแปรรูปที่มีรสชาดแบบไทยๆ พร้อมสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์บ้านมะขามอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านมะขามมีแผนนำผลิตภัณฑ์มะขามแกะเมล็ดอบแห้งคัดพิเศษ เข้ามาทำตลาดจีนเป็นรายการต่อไป ในปี 2557 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมในตลาดจีน ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาทในปี2559 ซึ่งมีแผนกลยุทธ์ทำตลาดเชิงรุกไปยังหัวเมืองใหญ่ที่มีความเจริญ และมีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะในฝั่งตะวันออกของจีน โดยล็อกซเล่ย์เปิดกว้างรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมดำเนินธุรกิจไปด้วยกัน บริษัทฯพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ที่ต้องการนำสินค้าหรือบริการเข้าไปเปิดตลาดในประเทศจีน โดยล็อกซเล่ย์จะพัฒนาสินค้า ทำการตลาด อำนวยความสะดวกทั้งในด้านกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับทางการค้าต่างๆ การจัดส่งสินค้า และการกระจายสินค้า เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ไซโนเปค เป็นเครือข่ายผู้ให้บริการสถานีน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีสถานีบริการน้ำมันกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าจากร้านอีซี่ จอย ภายในปั๊มน้ำมันประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านหยวน เฉพาะในเมืองกว่างโจว ไซโนเปคมีสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,200 แห่ง โดยมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในร้านอีซี่ จอยส์ กว่า 1.4 พันล้านหยวนต่อปี นับเป็นโอกาสทางธุรกิจของล็อกซเล่ย์ ที่จะต่อยอดนำสินค้าคุณภาพสัญชาติไทยอย่างข้าวหอมมะลิ “จินลี่เหลียน” และมะขามหวานแปรรูป “บ้านมะขาม” และผลิตภัณฑ์ “กรีนนัท” เข้าไปเปิดตลาดในประเทศจีน.
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างสัญญาการขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน 1 ล้านตัน ในราคาตลาดโลก โดยกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี รวมทั้งเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยโครงการความร่วมมือของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟโดยแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตรจากประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของผู้นำทั้ง 2 ประเทศหลังจากที่นายหลี่ เค่อเฉียง ได้เดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 11-13 ต.ค. 56 ทั้งนี้ในร่างสัญญาการขายข้าวให้รัฐบาลจีนนั้น ยืนยันว่าราคาที่ขายให้กับจีนจะเป็นไปตามราคาตลาดโลกที่ได้ตกลงกันใน ณ เวลานั้น แต่ในเบื้องต้นจะทำการซื้อขายกันก่อนเป็น 1 ล้านตันและกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธ.ค.นี้เป็นต้นไป แยกเป็น 3 ช่วงเวลาคือระหว่างเดือนธ.ค.56-เม.ย. 57 จำนวน 5 แสนตัน ระหว่างเดือนพ.ค.-ต.ค. 57 จำนวน 3 แสนตัน และช่วงสุดท้ายคือ พ.ย.-ธ.ค. 57 จำนวน 2 แสนตัน “ขอยืนยันว่าการขายข้าวครั้งนี้จะมีราคาตามตลาดโลกในช่วงเวลาที่ตกลงกัน โดยจะมีข้าวทั้ง 3 ชนิด ทั้งข้าวเหนียว ข้าวขาว 5% และข้าวหอมมะลิ ส่วนเงินที่ได้รับจากการขายข้าวให้จีนครั้งนี้จะนำไปใช้คืนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือธ.ก.ส.ต่อไป โดยยืนยันว่าการขายข้าวให้จีนครั้งนี้เป็นคนละส่วนกับกรณีที่ก่อนหน้านี้ได้เจรจาขายข้าวให้กับบริษัท เป่ยต้าฮวง แห่งเมืองฮาบิน มณฑลเห่อ หลง เจียง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ที่อยู่ระหว่างดำเนินการหากไม่สามารถเจรจาหรือตกลงกันได้ภายในเดือนพ.ย.นี้ก็ถือว่าเรื่องนี้ต้องยุติไป” ส่วนเรื่องการแลกเปลี่ยนข้าวและสินค้าเกษตรของไทยกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน ในเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย นั้นเป็นเพียงร่างบันทึกข้อตกลงในเบื้องต้นที่จะทำงานร่วมกันและศึกษาร่วมกันว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปภายใน 1 ปี และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ยกเส้นทางรถไฟดังกล่าวให้กับรัฐบาลจีนแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการศึกษาร่วมกันเท่านั้นหากมีรัฐบาลของประเทศอื่นสนใจที่จะดำเนินการเช่นเดียวกันรัฐบาลไทยก็พร้อมพิจารณาข้อเสนอ แต่เชื่อได้ว่าไม่มีประเทศใดดำเนินการแน่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการแลกเปลี่ยนสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นของไทยกับการพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นต้องยืนอยู่บนหลักการคือรัฐบาลไทยจะจ่ายค่าการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงด้วยข้าวและสินค้าเกษตรในอัตรา 50% และอีก 50% จะจ่ายเป็นเงินสด โดยราคาข้าวและสินค้าเกษตรดังกล่าวนั้นจะต้องอ้างอิงจากราคาตลาดโลก ขณะเดียวกันการประเมินค่าใช้จ่ายในโครงการจะทำโดยองค์กรสากลที่เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย และความร่วมมือนี้จะดำเนินไปตามกรอบเวลาและขั้นตอนภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย