นางสาวอุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมฯได้เชิญผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจากทั้ง 8 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย และจีน มาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของสถานที่ถ่ายทำ และศักยภาพของอุปกรณ์ เครื่องมือ สตูดิโอ และบุคลากร ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศไทย ที่พร้อมรองรับทีมงานระดับโลกที่จะเข้ามาถ่ายทำได้ ทั้งนี้กรมฯจะเน้นประชาสัมพันธ์และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบเมืองรอง เช่น แม่ฮ่องสอน กระบี่ สมุทรปราการ เป็นต้น เพื่อกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจและกระจายนักท่องเที่ยวที่แออัด ทั้งนี้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ทั้งรายได้ทางหลักและรายได้เชิงซ้อน โดยรายได้หลักส่วนใหญ่จะได้มาจากกระบวนการผลิต ที่จะต้องจ้างทีมงานเป็นคนไทย รวมถึง ขั้นตอนการตัดต่อต่างๆ ก็จะต้องใช้คนไทยเป็นผู้ทำ ซึ่งขณะนี้คนไทยมีความเชี่ยวชาญเรื่องโปรดักชั่นการถ่ายทำภาพยนตร์ค่อนข้างมาก จึงเป็นจุดกระตุ้นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้กำกับอยากมาถ่ายทำที่เมืองไทย ส่วนรายได้เชิงซ้อน คือ เมื่อมีการถ่ายทำภาพยนตร์ก็จะพำนักอยู่เมืองไทยเป็นเวลานาน จะทำให้เพิ่มรายได้ด้านการช็อปปิ้งและจากที่พักอาศัยด้วย “ขณะนี้ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.ไปแล้วถึง 1,443 ล้านบาท เพราะว่าแหล่งท่องเที่ยวของไทยมีความพร้อมมากในการรองรับทีมงานที่จะมาถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆทั้งสายการบินตรง(ชาร์ตเตอร์ไฟล์ท) ที่บินตรงเข้าแหล่งท่องเที่ยวได้ การขนส่งคมนาคมก็มีรถตู้ รถบัส รองรับ และคาดว่าเมื่อสิ้นปี 56 อุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ในแหล่งท่องเที่ยวจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ5-10%”อย่างไรก็ตามประเทศมาเลเซียกำลังเป็นประเทศคู่แข่งที่มาแรงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียสนับสนุน ให้ชาวต่างชาติเข้ามาสนับสนุนการใช้สถานที่ในมาเลเซียมาก โดยรัฐบาลมีนโยบายว่าหากมีทีมงานใด เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์จะได้อินเซนทีฟเป็นการคืนเงินภาษีจากรัฐบาล 30% ซึ่งในเรื่องนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการนี้ด้วยเช่นกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงผู้กำกับชื่อดังทั่วโลกดูทำเลถ่ายหนังในไทย
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ขอถอนโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร กรณีการเพิ่มเติมวัตถุประสงค์การใช้งบประมาณรายจ่ายโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร จากเดิมที่กำหนดไว้เพียงเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรเท่านั้น เป็นเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรวมถึงการพัฒนาระบบและการดำเนินงานโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร รวมเป็นเงิน 1,406 บาท เพื่อขอกลับไปแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวงบประมาณโครงการ จากนั้นจึงให้เสนอกลับมาที่ครม. พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง“นอกจากขอถอนไปดูรายละเอียดแล้ว นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่อง ก็ไม่ได้มาประชุมทำให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต้องขอถอนเรื่องออก โดยวงเงินที่เสนอมาครั้งนี้ จำนวน 1,406 บาท แบ่งเป็นค่าชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรจำนวน 178 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายพัฒนาระบบและดำเนินโครงการจำนวน 1,228 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวยังอยู่ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแล้วเมื่อปีงบประมาณ 55 และ 56 จำนวน 1,590.70 ล้านบาท” สำหรับโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา โดยยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน และรัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 1 พ.ย. ดัชนีปรับตัวลดลงแรงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็ดำดิ่งในแดนลบอย่างหนักตลอดทั้งวัน ตามแรงเทขายกระจายในหุ้นกลุ่มต่างๆ หลังนักลงทุนวิตกกังวลเรื่องการเมืองในประเทศที่อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะกระแสคัดค้านจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย หลังสภาฯ ได้โหวตร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 3 ผ่านฉลุยไปเมื่อเช้าที่ผ่านมา กดดันให้ระหว่างวันหุ้นไทยลดลงต่ำสุดที่ 1,421.39 จุด ทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,431.99 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,429.08 จุด ลดลง 13.80 จุด หรือ 0.96 % ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 29,421.69 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1. จัสมิน ปิดที่ 8.00 บาท ลดลง 0.45 บาท2. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 185.50 บาท ลดลง 4.50 บาท3. ทรู ปิดที่ 8.60 บาท ลดลง 0.25 บาท4. ธ.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 161.00 บาท ลดลง 3.50 บาท5. เอไอเอส ปิดที่ 250.00 บาท ลดลง 5.00 บาท