นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) เปิดเผยว่า ปริมาณการจำหน่ายก๊าซแอลพีจี ภาคครัวเรือนตามร้านจำหน่ายแอลพีจีทั่วประเทศ มีแนวโน้มชะลอตัวลง คาดว่า ทั้งปีลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากปกติมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 – 10% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ประชาชนใช้จ่ายประหยัดขึ้น ส่วนแนวโน้มที่อยู่อาศัยปรับขึ้น ตามปกติปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งผู้อยู่อาศัยนิยมใช้เตาไฟฟ้า ไม่ใช้ก๊าซแอลพีจี จึงทำให้ปริมาณการใช้ไม่เพิ่มขึ้น ส่วนกรณีการใช้สิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาเดิมของประชาชน และร้านค้าหาบเร่แผงลอยที่ได้รับสิทธิ์ 7.7 ล้านรายล่าสุดยังมีน้อยมาก เพราะประชาชนกลุ่มนี้มองว่า ราคาแอลพีจี ภาคครัวเรือนที่ปรับขึ้น 2 เดือนรวม 1 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพมาก เช่นเดียวกับร้านค้าหลายแห่งก็ไม่เข้าร่วมโครงการแต่เชื่อว่าหากแอลพีจี ปรับขึ้นเป็น 3บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นไปอีกถังละ 45 บาท ประเภทถังละ 15 กิโลกรัมเมื่อไร เชื่อว่า จะมีผู้มีสิทธิ์มาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับผู้ค้าก๊าซหุงต้ม ตามมาตรา7ว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมจัดเวทีสัมมนาร่วมกันระหว่างผู้ค้ามาตรา 7 และร้านจำหน่ายแอลพีจีทั่วประเทศ เพื่อให้ร้านค้าก๊าซ เซ็นสัญญาเข้าร่วมโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ภาคครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพียง 5,000 แห่ง จากจำนวนร้านค้าทั่วประเทศ 43,000 แห่ง รวมทั้งหมด 18 ครั้ง สำหรับครั้งแรก จะจัดที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วันที่ 5 พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการเชิญร้านจำหน่ายแอลพีจี ในเขตกรุงเทพ ฯ และปริมณฑลราว 800-1,000 แห่ง มาหารือกับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อนำไปสู่การเซ็นสัญญาเข้าร่วมโครงการต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 17 ครั้ง จะเป็นการเดินสายไปยังต่างจังหวัดที่มีร้านค้าแอลพีจีจำนวนมากให้ทั่วทุกภาคของไทยส่วนกรณีการโอนเงินระหว่างมาตรา7 ไปให้สำรองร้านค้าและเมื่อมาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าต้องโอนเงินคืนนั้น ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)กำลังหารือกับกรมสรรพสามิตอยู่ เพื่อไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเติม “ จากการหารือกับผู้ค้ามาตรา 7 พบว่า ช่วง 2 เดือนที่มีการปรับขึ้นราคาแอลพีจีไปแล้วรวม 1 บาทต่อกิโลกรัมปรากฏว่า ผู้ค้าแอลพีจี มีการโอนเงินไปยังร้านจำหน่าย เพื่อสำรองเงินในการจ่ายให้กับผู้มีสิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาเดิมตามนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ร้านค้าหาบเร่ แผงลอย 7.7 ล้านรายทั่วประเทศมีจำนวนต่ำมากจึงพยายามที่จะต้องชี้แจงเพราะส่วนหนึ่งพบว่าร้านค้ายังไม่เข้าใจการดำเนินงาน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดค้าปลีกแอลพีจีหด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ ลดลง จากเดิมที่คาดไว้ 437,000 ล้านบาท แต่อาจไม่ถึง 435,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าเงินในภูมิภาคค่อนข้างผันผวน ประกอบกับมีปัจจัยลบด้านน้ำท่วมมากดดันในช่วงไตรมาส 3 อีกทั้งไตรมาส 4 นี้ จะปิดโรงงานปิโตรเคมีเพื่อซ่อมบำรุงอีก 45 วัน ทั้งนี้โดยภาพรวมแล้วยังเชื่อมั่นว่ากำไรจะเติบโตได้ดี เนื่องจากได้ลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ลงไปมาก ทำให้มีอัตรากำไรที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม ประเมินว่าปีหน้ารายได้จะเติบโตดีกว่าปีนี้ เนื่องจากจะมีโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ส่งผลให้มีความต้องการใช้ปูนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่บริษัทมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ในปีหน้าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 24-25 ล้านตัน เป็นกว่า 28 ล้านตัน ส่วนธุรกิจกระดาษก็เริ่มดีขึ้น แม้ว่าปีนี้ธุรกิจกระดาษยังไม่ค่อยดีก็ตาม อีกทั้งธุรกิจปิโตรเคมีก็มีแนวโน้มการฟื้นตัวชัดเจน“ปีนี้คาดว่าปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์จะเติบโต 5-7% จากปีก่อน จากเดิมคาดว่าจะเติบโตถึง 7% โดยช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ ได้รับปัจจัยกดดันจากประเด็นน้ำท่วม ทำให้ภาคการลงทุนก่อสร้างต่าง ๆ ชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าปริมาณความต้องการการใช้ปูนซีเมนต์จะเติบโตอย่างน้อย 4-5% จากปีนี้ โดยยังไม่รวมกับการก่อสร้างพื้นฐานของรัฐบาล 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการอย่างชัดเจนแล้ว จะทำให้ปริมาณความต้องการใช้ปูนซีเมนต์มากกว่าเป้าหมายจำนวนมาก”บริษัทได้ตั้งงบลงทุน 5 ปี ระหว่างปี 57-61 ไว้ 210,000-250,000 ล้านบาท โดยจะใช้ปีละ50,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นโครงการลงทุนในภูมิภาค อาทิ โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย พม่า และกัมพูชา และโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม รวมไปถึงการควบรวมกิจการด้วย ที่ขณะนี้กำลังเจรจาควบรวมกิจการ 4-5 ราย เน้นในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ธุรกิจกระดาษในอินโดนีเซียธุรกิจวัสดุก่อสร้างในเวียดนาม ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 30 ต.ค. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน และอ่อนตัวในแดนลบอย่างหนัก ตามแรงเทขายทำกำไรระยะสั้น สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนกังวลว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศอาจมีความรุนแรงขึ้น จากการเตรียมนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่บรรจุเป็นวาระเข้าที่ประชุมสภาในวันที่ 31 ต.ค. นี้ กดดันให้ระหว่างวันหุ้นไทยปรับลดลงต่ำสุดที่ 27.54 จุด หรืออยู่ในระดับ 1,428.32 จุด ทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,457.06 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,431.12 จุด ลดลง 24.74 จุด หรือ 1.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 40,857.49 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1. ทรู ปิดที่ 8.80 บาท ลดลง 0.45 บาท2. จัสมิน ปิดที่ 9.40 บาท ลดลง 0.30 บาท3. เอไอเอส ปิดที่ 249.00 บาท ลดลง 8.00 บาท4. ปตท. ปิดที่ 311.00 บาท ลดลง 5.00 บาท5. อินทัช ปิดที่ 83.50 บาท ลดลง 1.75 บาท